วัคซีนจุฬาฯ: ChulaCov19 กับเป้าการเป็นวัคซีนเข็มสามสำหรับคนไทย

24 มิ.ย. 2564 - 16:17 น.
  • เรื่องโดย ธันยพร บัวทอง ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • วิดีโอโดย ราชพล เหรียญศิริ ผู้สื่อข่าววิดีโอบีบีซีไทย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

การพัฒนาวัคซีนต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 ของศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในชื่อ “วัคซีนจุฬาคอฟ 19” (ChulaCov19) คืบหน้ามาถึงขั้นการทดสอบในคนแล้ว และจะรู้ผลว่าสร้างภูมิคุ้มกันได้แค่ไหนในช่วงปลาย ก.ค.นี้ โดยเป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ คือ การเป็นวัคซีนที่ผลิตสำหรับการฉีดกระตุ้นภูมิเป็นเข็มที่ 3 สำหรับคนไทย

“ถ้าเราทำเสร็จเป็นรุ่นสองในปีหน้า เราก็จะมีวัคซีนสำหรับเป็นเข็มสามกระตุ้นคนไทย ที่ฉีดวัคซีนยี่ห้ออะไรก็ได้ในรุ่นหนึ่ง อันนี้เป็นเป้าของเรา” ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผอ.บริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระบุกับบีบีซีไทย

หลังจากวิจัยและทดลองในสัตว์มาเป็นเวลา 15 เดือน วันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา วัคซีนจุฬาคอฟ 19 โดสแรกได้ถูกฉีดให้กับอาสาสมัครที่เข้าร่วมทดสอบวัคซีนในระยะที่ 1 จำนวน 72 คน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มย่อยที่รับโดสของวัคซีนไม่เท่ากัน เพื่อหาปริมาณโดสที่เหมาะสมที่สุด

ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก เดือน มิ.ย. มีวัคซีนต้านโควิดที่อยู่ในขั้นการทดลองในมนุษย์กว่า 100 รายการ และอีก 184 รายการอยู่ในขั้นศึกษาวิจัย

สำหรับวัคซีนจุฬาคอฟ 19 เป็นวัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) เป็นวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกับวัคซีนไฟเซอร์ และโมเดอร์นา ที่มีการฉีดให้กับประชากรทั่วโลกแล้วกว่า 600 ล้านโดส จากทั้งหมดราว 2,000 โดส

mRNA คืออะไร อันตรายไหม

วัคซีนจุฬาคอฟ 19 ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า mRNA ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ต่างจากวัคซีนที่รัฐบาลไทยนำเข้ามาฉีดให้ประชาชนอย่างซิโนแวคที่เป็นวัคซีนเชื้อตาย และแอสตร้าเซนเนก้า ที่ใช้เทคโนโลยีไวรัลเวกเตอร์

วัคซีนจุฬาคอฟ 19 คิดค้นออกแบบและพัฒนาโดยคนไทย โดยได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากแพทย์นักวิทยาศาสตร์ผู้คิดค้นเทคโนโลยีนี้ของโลกคือ ศ. ดรูว์ เวสแมน มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย

mRNA ผลิตโดยสร้างชิ้นส่วนขนาดจิ๋วจากสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโคโรนาโดยไม่มีการใช้ตัวเชื้อ ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับชิ้นส่วนของสารพันธุกรรมขนาดจิ๋วนี้เข้าไป จะสร้างเป็นโปรตีนที่เป็นส่วนปุ่มหนามของไวรัสขึ้น (spike protein) และกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันไว้เตรียมต่อสู้กับไวรัสเมื่อไปสัมผัสเชื้อ เมื่อวัคซีนชนิด mRNA ทำหน้าที่ให้ร่างกายสร้างโปรตีนเรียบร้อยแล้ว ภายในไม่กี่วัน mRNA นี้จะถูกสลายไปโดยไม่มีการสะสมในร่างกาย

ศ.นพ.เกียรติ ยืนยันว่าไม่มีการสะสมตามที่มีข่าวลือ เพราะว่าเป็น “รหัสคำสั่งชั่วคราว”

“วัคซีนไม่ได้อยู่กับเรายาว ฉีดไปเสร็จไม่กี่วันก็สลาย แต่ร่างกายรู้จักข้าศึกว่าหน้าตาข้าศึกเป็นอย่างนี้ ถ้าเมื่อไหร่ข้าศึกหน้าตาเป็นปุ่มหนามแบบนี้มา นี่คือเชื้อโควิด เพราะฉะนั้นเราก็เลยมีภูมิ และภูมินี้เหมือนกับทุกวัคซีนคือมีแนวโน้มอยู่นานเกิน 6 เดือน และใกล้ ๆ 1 ปี”

ทดลองในหนูและลิง ผลพบภูมิคุ้มกันขึ้นสูง

ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยวัคซีนฯ ได้ทดลองในลิงและหนู ซึ่งพบว่าสามารถช่วยยับยั้งไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าสู่กระแสเลือดและสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ในระดับสูง

“สิ่งที่เรามั่นใจมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่ก่อนที่ (วัคซีนของ) ไฟเซอร์ โมเดอร์นาได้ผลระยะที่ 3 ก็คือเรื่องของการทดสอบในหนู ภูมิคุ้มกันสูงมาก สูงกว่าเทคโนโลยี DNA ที่เราทดสอบอยู่เก่า เราก็เลยตัดสินใจว่าเรามาถูกทางแล้ว ผลในหนูในลิงนั้นสูงมาก แล้วก็ยังสามารถป้องกันหนูสายพันธุ์พิเศษ ไม่ให้ป่วยจากโควิดได้ หนูที่ฉีดวัคซีนกับไม่ได้ฉีด หนูที่ฉีดวัคซีน ไม่ป่วยจากโควิด และป้องกันไม่ให้เชื้อเข้าสู่กระแสเลือด หลังจากที่เราใส่เชื้อเข้าไปในจมูก เพราะฉะนั้นกลุ่มที่ฉีดวัคซีนจะป้องกันได้ 100% และยังลดปริมาณเชื้อที่เราใส่เข้าไปในจมูกหนู และในปอดลงไปได้ ต้องเรียกว่าหลายล้านเท่าเลย เป็น 10 ล้านเท่า”

ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ

ศ.นพ.เกียรติบอกว่า เมื่อฉีดวัคซีนเข้าไปในหนูด้วยโดสต่ำ ๆ ขนาด 1 ไมโครกรัม มีการตอบสนองในหลัก 10,000 ไตเตอร์ ซึ่งเป็นค่าของภูมิในน้ำเหลืองที่มีแอนติบอดี โดยเลือดนั้นมีศักยภาพที่จะยับยั้งเชื้อไวรัสโควิด-19 ในหลอดทดลองไม่ให้เข้าเซลล์ได้

เมื่อเข้าสู่การทดลองในลิงที่มีความใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้น ผลออกมาพบว่าภูมิอยู่ที่ 5,000 ไตเตอร์ ซึ่งถือว่ายังสูงมาก และก่อนจะเข้าสู่การทดสอบในมนุษย์ ทีมวิจัยได้ทำการทดสอบในหนูอีกครั้งหนึ่ง โดยให้โดสสูง 3 เข็ม ผลออกมาพบว่ายังไม่มีความเป็นพิษที่น่าเป็นห่วง ทำให้ผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยสำหรับการทดสอบในคน

เลือกปริมาณโดสวัคซีนอย่างไร

ทีมพัฒนาวัคซีนของจุฬาฯ ใช้ปริมาณของวัคซีนไฟเซอร์และโมเดอร์นาเป็นตัวเทียบเคียงในการคิดค้นสูตรและปริมาณโดสสำหรับการฉีดทดสอบในคน

ศ.นพ.เกียรติบอกว่า ปริมาณโดสของโมเดอร์นาอยู่ที่ 100 โมโครกรัม ไฟเซอร์อยู่ที่ 30 ไมโครกรัม และมีข้อมูลงานวิจัยย้อนหลังว่าปริมาณ 10 ไมโครกรัมก็ให้ภูมิที่สูงเช่นกัน ดังนั้นวัคซีนจุฬาฯ จึงกำหนดปริมาณโดสที่ทดสอบในคนไว้ที่ 3 ระดับ ได้แก่ 10, 25 และ 50 ไมโครกรัม

“ตอนนี้ 10 ไมโครกรัม ออกมาสวยงามมาก ไม่มีผลข้างเคียง เราก็ดู 25 ไมโครกรัม ถ้าไม่มีผลข้างเคียงอีก หรือมีน้อยมาก มีไข้ต่ำ ๆ เราก็เขยิบอีกทีหนึ่งที่ 50 ไมโครกรัม แล้วสุดท้ายเราก็เลือกโดสที่มีผลข้างเคียงน้อยที่สุดแต่ภูมิสูงที่สุด เพื่อจะไปต่อระยะที่สอง นั่นคือแผนของเรา”

ศ.นพ. เกียรติบอกด้วยว่า ตัวที่แปลผลว่าวัคซีนประสิทธิภาพดีใกล้เคียงกับไฟเซอร์หรือไม่นั้นคือการวัดภูมิหลังจากฉีดเข็มที่ 2 ไปแล้ว 1 สัปดาห์ หรือหลังจากเข็มแรก 4 สัปดาห์

“ปลายเดือน ก.ค. เราน่าจะมีข้อมูลเยอะมากที่จะบอกได้แล้วว่าวัคซีนเราปลอดภัยไหม กระตุ้นภูมิได้สูงอยากที่เราอยากเห็นไหม และพอจะสู้ไฟเซอร์ได้ไหม อันนี้เป็นสิ่งที่เราลุ้น”

อีกกี่ขั้น ถึงจะใช้ได้จริง

สำหรับผลทดสอบในคนระยะแรกจะรู้ผลปลายเดือน ก.ค. ก่อนทดสอบระยะที่ 2 ในคนจำนวนมากขึ้น โดยต้องใช้อาสาสมัคร 150-300 คนและจะทราบผลในปลายเดือน ต.ค.

แต่กว่าจะถึงขั้นการผลิตเพื่อเป็นวัคซีนสำหรับฉีดให้ประชาชนทั่วไปนั้น ศ.นพ.เกียรติกล่าวว่า ต้องมีการทดลองในคนจำนวนมากขึ้นเพื่อดูความปลอดภัย และต้องนำวัคซีนไปทดสอบในพื้นที่ที่ยังมีการระบาดสูง เมื่อถึงเวลานั้นประเทศไทยอาจจะสามารถคุมการระบาดได้แล้ว โดยคาดว่าการทดสอบระยะที่ 3 ต้องใช้เวลาราว 6 เดือน

ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ
การวัดประสิทธิภาพของวัคซีนที่ทดสอบในคน ศูนย์วิจัยวัคซีน จุฬาฯ ได้ประสานเครือข่ายวิชาการทางการแพทย์ในมาเลเซีย ส่งตัวอย่างเลือดของผู้ที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ในแต่ละระยะ ส่งมาเปรียบเทียบระดับภูมิคุ้มกันกับวัคซีนจุฬาคอฟ 19

“ตามมาตรฐานสากล วัคซีนต้องผ่านอีกด่านคือระยะที่ 3 ต้องฉีดในคนอีกประมาณ 15,000-30,000 คน เพื่อจะดูว่าวัคซีนป้องกันโรคได้จริงไหม ป้องกันไม่ให้นอนไอซียูจริงไหม ป้องกันไม่ให้เสียชีวิตจริงไหม”

ศ.นพ.เกียรติบอกว่า หากต้องทดลองระยะที่ 3 จำเป็นต้องมีการระดมทุนอีกครั้งสำหรับโครงการนี้ แต่ก็มีความหวังว่าองค์การอนามัยโลกอาจปรับเปลี่ยนเกณฑ์ของวัคซีนรุ่นที่ 2 ให้ผ่านเกณฑ์ได้โดยไม่ต้องทำการทดลองระยะที่ 3 หากกระตุ้นภูมิได้เกิน 120 ไตเตอร์

“ถ้าก่อนปลายปีนี้องค์การอนามัยโลกสรุปออกมาได้ว่า ไตเตอร์หรือภูมิในน้ำเหลือง แอนติบอดี้ ต้องการแค่ 120 ไตเตอร์ วัคซีนไหนผ่านเกณฑ์ กระตุ้นภูมิได้เกิน 120 ไตเตอร์ ไม่ต้องทำระยะที่ 3 ถ้าเป็นอย่างนั้น ถ้าเราไม่ต้องทำระยะที่ 3 เราน่าจะมีวัคซีนผลิตในโรงงานไทยแล้วขึ้นทะเบียนต่อองค์การอาหารและยา (อย.) ได้ภายในปลายไตรมาสที่ 1 ของปีหน้า ก็คือประมาณ มี.ค. – เม.ย.”

ต้านการกลายพันธุ์ได้ไหม

ระหว่างที่จุฬาฯ กำลังเดินหน้าทดสอบผลของวัคซีนในคน หรือที่เรียกว่าวัคซีนรุ่น 1 ควบคู่กันไปคือ การทดสอบวัคซีนรุ่น 2 ในหนูทดลอง เพื่อดูการป้องกันไวรัสกลายพันธุ์

“ใกล้ ๆ กับที่เรารู้ผลในคนของวัคซีนรุ่น 1 ประมาณต้นเดือน ส.ค. เราจะรู้ว่าวัคซีนเราในหนูสามารถป้องกันเชื้อสายพันธุ์เบตา คือ แอฟริกาใต้ที่ยากที่สุด และอินเดียหรือเดลตา และสายพันธุ์อังกฤษ ได้หรือเปล่า” ศ.นพ.เกียรติกล่าวและให้ข้อมูลว่า ตอนนี้มีไวรัสกลายพันธุ์ที่กำลังเฝ้าระวังอีกสายพันธุ์คือสายพันธุ์แรมดา ที่พบการระบาดในประเทศเปรู

ศ.นพ.เกียรติกล่าวว่าการผลิตวัคซีนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้าในล็อตการผลิตจริง จะใช้เนื้อในที่เป็นสายพันธุกรรมใหม่ โดยเปลี่ยนแค่เฉพาะรหัสพันธุกรรม เพื่อให้รับกับเชื้อสายพันธุ์ใหม่ที่ดื้อวัคซีน

“สุดท้ายประเทศไทยมุ่งเป้าจะพัฒนาวัคซีนรุ่น 2 เพื่อให้คนไทยได้ใช้เป็นวัคซีนบูสเตอร์ (กระตุ้นภูมิ) ไม่ใช่มานั่งทำรุ่น 1 ซึ่งปีหน้าจะล้นตลาดมหาศาล”

เก็บรักษาได้ง่ายกว่าไฟเซอร์ โมเดอร์นา

ศ.นพ.เกียรติบอกว่าจุดเด่นของวัคซีนจุฬาคอฟ 19 คือ ระยะเวลาการเก็บรักษาที่ดีกว่าวัคซีนไฟเซอร์และโมเดอร์นา ซึ่งสองบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ต้องเร่งแข่งกับเวลา จึงมีข้อจำกัดในการพัฒนาส่วนที่ทนต่ออุณหภูมิสูง

“วัคซีน mRNA โดยทั่วไป ถ้าจะเก็บเป็นปีหรือหลายปีต้องเก็บที่อุณหภูมิ -20 ถึง -70 องศาเซลเซียส แต่ข่าวดีคือสูตรนี้ที่เราผสมวัคซีนเนื้อในเราและเปลือกหุ้มอันนี้ สามารถเก็บที่ 2-8 องศาเซลเซียสที่ตู้เย็นได้ถึง 3 เดือน ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ดีกว่า 2 วัคซีนนี้แน่นอน ”

ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ

ขณะที่วัคซีนโมเดอร์นาเก็บได้ 1 เดือนและวัคซีนไฟเซอร์เก็บได้ 1 สัปดาห์ในอุณภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส

นอกจากนี้วัคซีนจุฬาคอฟ 19 ยังเก็บที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ได้นาน 2 สัปดาห์ ซึ่งทำให้การขนส่งในประเทศเขตร้อนไม่เป็นปัญหา

หาโรงงานผลิตวัคซีน

นอกจากการระดมเงินทุนจากการบริจาคเพื่อให้โครงการวิจัยเดินหน้าได้ในแต่ละระยะ ความยากยังอยู่ที่การแข่งขันเพื่อหาโรงงานผู้ผลิตวัคซีน

ศ.นพ.เกียรติกล่าวว่า จุดที่ยาก คือ โรงงานผลิต เนื่องจากเทคโนโลยีนี้ใหม่มาก แม้ว่าประเทศไทยมีจะโรงงานและบริษัทวัคซีนทั้งของรัฐและเอกชนอยู่ 3 แห่ง แต่ว่ายังไม่มีที่ไหนใช้เทคโนโลยีนี้ มีเพียงบริษัท ไบโอเนท-เอเชีย บริษัทวัคซีนไทย-ฝรั่งเศส ซึ่งมีการพัฒนา ผลิตและจำหน่ายวัคซีนในประเทศไทยอยู่แล้วที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีโปรตีนวัคซีน อันเป็นเทคโนโลยีที่คล้าย ๆ กันกับการผลิตวัคซีน mRNA ที่จุฬาฯ กำลังวิจัยอยู่

ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ

ขณะนี้ไบโอเนท-เอเชียมีการผลิตวัคซีนโควิด-19 ของตัวเองด้วย แต่ใช้เทคโนโลยีโปรตีนซึ่งได้ทุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย และอยู่ระหว่างเตรียมทดสอบระยะที่ 1 ในออสเตรเลีย

“เขา (ไบโอเนท-เอเชีย) ไม่ได้เป็นมือใหม่ที่ไม่เคยมีเทคโนโลยี… เราก็จับมือกัน แต่ช่วงแรกเขายังไม่มีเทคโนโลยีนี้ ทีมเราก็เลยต้องไปหาเทคโนโลยีที่ถึงขั้นเป็นขั้นตอนการผลิต”

ศ.นพ.เกียรติกล่าวว่า เมื่อได้งบประมาณจากรัฐบาลและเงินทุนที่ระดมจากการบริจาค จึงสามารถไปจองโรงงานในสหรัฐอเมริกาที่แคลิฟอร์เนีย 2 แห่ง โดยทำสัญญาการถ่ายทอดเทคโนโลยีกลับมาในไทย

ได้โรงงานผลิตวัคซีนแล้ว อีกหนึ่งองค์ประกอบคือการหาบริษัทที่มีเทคโนโลยีของตัวหุ้มวัคซีนที่เป็น “ตัวเปลือกไขมันขนาดจิ๋ว” ที่ ผอ.บริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 บอกว่า “เกือบถอดใจ”

จุฬาฯ ต้องหาบริษัทที่มีเทคโนโลยีนี้ แล้วก็มีความสามารถที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับโรงงานได้ ซึ่งใช้เวลาอยู่หลายเดือนในการต่อรอง เนื่องจาก “รายใหญ่จองหมดแล้ว ไม่ให้รายเล็กมาเข้าถึงเทคโนยีด้วยซ้ำไป”

“กว่าจะหาโรงงานได้ กว่าจะต่อรองราคา คุยสัญญาได้ใช้เวลาหลายเดือน (ทดลอง) วัคซีนในหนูเราเสร็จประมาณ พ.ค.-มิ.ย. (2563) ถ้าเรามีเงิน มีโรงงานเอง เราอาจจะเข้าระยะที่ 3 เหมือนเมืองนอกแล้ว”

ราคาวัคซีนต่อโดส

สำหรับราคาต่อโดส ศ.นพ.เกียรติบอกว่า มีการวางแผนให้ใกล้เคียงต้นทุนมากที่สุด และย้ำว่าเป้าหมายไม่ใช่การทำกำไรสูงสุด แต่ถ้ามีกำไรก็เพื่อให้ศูนย์วิจัยวัคซีนฯ มีรายได้พอสำหรับการจ้างโรงงานผลิต

“ตอนนี้เราค่อนข้างจะมั่นใจว่าเราถูกกว่า (ไฟเซอร์ โมเดอร์นา)” ศ.นพ.เกียรติกล่าวแต่ยอมรับว่าอาจมีปัจจัยอื่นที่ทำให้ราคาเปลี่ยนแปลง และยังขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิต จำนวนโดสที่สั่งผลิต และจำนวนการสั่งซื้อล่วงหน้าด้วย

“ถ้าประเทศไทยใช้โดสต่ำกว่าไฟเซอร์และโมเดอร์นา (ราคา) ก็ถูกกว่าได้ สมมติว่า โมเดอร์นาใช้ 100 ไมโครกรัม เราใช้แค่ 10 ไมโครกรัม ต้องถูกกว่าอยู่แล้ว เพราะว่ามันโดสน้อย ถ้าไฟเซอร์ใช้ 30 ไมโครกรัม เราใช้ 10 แต่ถ้าเราต้องใช้ 25 ไมโครกรัมเท่าไฟเซอร์ อาจจะสู้ราคายากนิดหนึ่ง”

ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ

ทุนจากรัฐบาลล่าช้า

สำหรับเงินทุนการวิจัย ทดลอง และผลิตวัคซีน ศ.นพ. เกียรติบอกว่า “เป็นหลักหลายร้อยล้าน” จำแนกได้เป็นเงินจากรัฐบาล 65% เงินบริจาค 30% และอีกราว 5% หรือมาจากมหาวิทยาลัยและสมาคมศิษย์เก่าคณะแพทย์ จุฬาฯ

ผอ.บริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 เห็นว่าการวิจัยคิดค้นการผลิตวัคซีนในภาวะที่มีการระบาด ระบบทุนสนับสนุนต้องกล้าก้าวข้ามแนวคิดที่ว่าทุนหลักต้องมาจากรัฐบาล และอยากเห็นภาคเอกชนกล้าลงทุนหรือลงขัน ถ้ามีทุนวิจัยและพัฒนาและผลิตมากพอจะมีโอกาสได้วัคซีนของประเทศไทยออกมาเร็วกว่านี้มาก

ศ.นพ.เกียรติกล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้ทุนมาก้อนใหญ่เพื่อเป้าหมายการมีวัคซีนโควิดเป็นของประเทศไทยเอง แต่เมื่อเทียบกับงบประมาณที่ในต่างประเทศแล้ว “ยังถือว่าไม่มาก”

“แม้ว่ามีนโยบายส่งเสริมและมีการเร่งกระบวนการให้ทุนให้เร็วขึ้นกว่าปกติ แต่เราต้องยอมรับว่ากระบวนการดำเนินขั้นตอนแบบราชการ ก็ยังไม่สามารถทำให้กระบวนการให้ทุน ให้ถึงมือทีมผู้วิจัยได้ทันท่วงที ยังล่าช้ากว่าสิ่งที่ควรจะเป็นมากพอสมควร” ผอ.บริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 จุฬาฯ ระบุ และเสริมว่า เงินทุนจากการบริจาคของประชาชน เป็นส่วนที่ทำให้ศูนย์วิจัยวัคซีนฯ มีทุนที่คล่องตัวพอที่จะขับเคลื่อนแผนงานในแต่ละช่วงระหว่างที่รอเงินจากระบบราชการที่มีขั้นตอนที่ซับซ้อนใช้เวลามาก แม้จะเร็วกว่าภาวะปกติแล้วก็ตาม

ผอ.บริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 จุฬาฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากปีหน้าวัคซีนโควิดที่ประเทศไทยกำลังพัฒนาอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ ขององค์การเภสัชกรรม วัคซีนใบยาของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ และวัคซีนจุฬาคอฟ 19 ตัวใดตัวหนึ่ง หรือทุกตัวผลออกมาดีมาก นโยบายของภาครัฐจะต้องประกาศให้ชัดเจนว่าจะขับเคลื่อนต่อไปอย่างไร

“อยากเห็นนโยบายภาครัฐที่กล้า มีความชัดเจนในการจองซื้อวัคซีนไทยล่วงหน้า…รัฐบาลจะมีสัญญาจองซื้อวัคซีนผลิตในประเทศกี่เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งจะมีเอกชนร่วมพรีออร์เดอร์ด้วย เพื่อให้เกิดกระบวนการจองสั่งซื้อวัตถุดิบได้จริง และโรงงานผลิตวัคซีนไทยก็จะได้เตรียมกำลังผลิตได้อย่างแม่นยำขึ้นอันนี้ผมว่าจะเป็นเป็นรูปธรรมที่สุด”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ วัคซีนจุฬาฯ: ChulaCov19 กับเป้าการเป็นวัคซีนเข็มสามสำหรับคนไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง