โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้: หญิงสาวชาวสมุทรปราการเล่า 25 ปีที่ผ่านหลายภัยพิบัติ

11 ก.ค. 2564 - 16:13 น.
  • สมิตานัน หยงสตาร์
  • ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซีไทย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

“ไม่อยากเป็นบทเรียนให้ใครอีกแล้ว นอกจากหน้ากระดาษหรือตัวอักษรที่คนอื่นอ่าน มันคือชีวิตที่ทุกคนต้องปนเปื้อนกับสารพิษ ไม่อยากเป็นบทเรียนให้ใครทั้งนั้น อยากเป็นโรลโมเดล (ต้นแบบ) การจัดการมาตรฐานอุตสาหกรรม สมุทรปราการมันควรจะเป็นแบบนั้นในฐานะจังหวัดอุตสาหกกรรม”

นี่เป็นเสียงสะท้อนที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความปรารถนา ของกรกมล ศรีวัฒน์ หรือ นุก หญิงสาวชาวสมุทรปราการ ที่ตลอด 25 ปีของชีวิตไม่อาจยอมรับ หรือคุ้นชินกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางบก ทางน้ำ หรืออากาศได้

ภัยล่าสุดที่เธอเผชิญ คือ เหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่โรงงานสารเคมีใน ซ.กิ่งแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ช่วงเช้ามืดของวันที่ 5 ก.ค. จนต้องใช้เวลามากกว่า 40 ชั่วโมงในการควบคุมเพลิง และเฝ้าระวังการปะทุซ้ำ ทั้งรถดับเพลิงและเฮลิคอปเตอร์ถูกระดมมาใช้กับภารกิจครั้งนี้

จนท้ายสุด 17.00 น. ของวันที่ 7 ก.ค. ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จึงประกาศผ่อนปรนให้ประชาชนกลับเข้าที่พักได้ นี่จึงกลายเป็นเหตุการณ์ใหญ่ ให้ประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ ตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่อุตสาหกรรม โดยเฉพาะแนวทางเพื่อจัดการสารเคมีตกค้างที่ตามมา

กรกมลคุยกับบีบีซ๊ไทย สะท้อนให้เห็นว่าตลอดช่วงชีวิตของเธอ พบเจอกับหลายอุบัติภัยในอุตสาหกรรมในจังหวัดบ้านเกิด และความคิดเห็นต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่

วิถีเปื้อนฝุ่นของคนสมุทรปราการ

นุกออกตัวว่า ความคิดเห็นของเธอและครอบครัว อาจไม่ใช่ภาพสะท้อนทั้งหมดของชาวสมุทรปราการ ด้วยพื้นที่ของจังหวัดถูกใช้ในบริบทที่ต่างกัน อย่าง ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ ที่ครอบครัวอาศัยต่อกันมาหลายช่วงอายุคน ก็เป็นพื้นที่ของการทำประมง แต่จุดร่วมหนึ่งที่เชื่อได้ว่ามีร่วมกัน คือ “ทุกคนมีปัญหา”

นั่นจึงเป็นที่มาให้คนในพื้นที่มักออกมาส่งเสียงเรียกร้องในหลายครั้ง แม้คนนอกพื้นที่จะมองว่า “คนสมุทรปราการ 500 ก็ซื้อได้” ตามคำเปรียบเปรยของนุก แต่ปัจจัยหนึ่งที่เธอชี้ว่าหลายคนอาจหลงลืม คือ ต้นทุนการต่อสู้นั้นสูงมาก จากการเข้าจัดการของภาครัฐที่ล่าช้าในหลายกรณี

“ความยุติธรรมที่มาช้าเกินมันก็คือความอยุติธรรม พอคนมันร้องเรียนก็แล้ว ทำอะไรไม่ได้ เอาเงิน 500 ก็อาจจะง่ายกว่า ต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อมมันใช้เวลาเกือบชั่วอายุคนเลยนะ”

สำหรับการใช้ชีวิตในเมืองอุตสาหกกรรมเช่นนี้ ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จนในหลายครั้งกลับกกลายเป็นความทรงจำร่วมของคนหลายวัย

“แม่กับเราเรียนโรงเรียนเดียวกัน ผ่านถนนเส้นบางปู ตั้งแต่แม่ยังสาวเรียนม.ต้น ก็ได้กลิ่นโรงงานฟอกหนัง จนเราเรียน 20 ปี 30 ปีผ่านไป ก็ต้องผ่านกลิ่นนั้น”

เส้นทางระหว่างบ้านไปยังโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในย่านเทศบาลเมืองปากน้ำ ทำให้เธอไม่สามารถเลี่ยงผ่านนิคมอุตสาหกรรมบางปู นิคมฯ เก่าแก่ของไทย และเป็นพื้นที่ตั้งของโรงงานผลิตเครื่องหนังแห่งหนึ่ง ที่กลายเป็นความทรงจำร่วมของเธอและแม่ครั้งอดีต

“สมัยเรียนแม่เล่าว่าต้องนั่งเป็นเหมือนรถสองแถวใหญ่ ๆ กลับบ้านมาหน้าจะติดฝุ่นสีแดง เหมือนชานม ส่วนตอนเรา กลับบ้านมาเช็ด คือเป็นสีดำ สีเปลี่ยนไป แต่ไม่รู้หรอกว่าอะไรแย่กว่ากัน”

THAI NEWS PIX
โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้ระหว่างวันที่ 5-6 ก.ค. 2564

เธอเล่าอีกว่า สมัยเรียนเมื่อต้องนัดเจอกกับเพื่อนฝูง “คลองน้ำเน่า” ตามคำเรียกขาน เป็นสถานที่พบปะยอดฮิต โดยคลองแท้จริงแล้วคลองแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ คลองสำโรง เชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะ ซึ่งเป็นคลองที่มีปัญหาน้ำเน่าเสียนับตั้งแต่เธอจำความได้

“ตอน ม.1 อ่านเรื่องสั้นวิชาภาษาไทยว่า เคยมีหิ่งห้อยที่คลองน้ำเน่า รู้สึกโอ้โห มันกลายเป็นเรื่องเล่า เหมือนวรรณคดี ที่เราไม่มีทางได้ไปสัมผัสอะไรแบบนั้น” นุกเล่าติดตลก

เมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม่ใหญ่ในโรงงานสารเคมี ซ.กิ่งแก้ว ผนวกกับช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเกิดวิกฤติในหลายด้าน ความคิดเห็นในโลกออนไลน์จึงเป็นไปอย่างดุเดือดแทบจะในทันที รวมถึงบัญชีโซเชียลมิเดียของนุก

HTTPS://RESCUE-MAP.VERCEL.APP/

หลังเกิดไฟไหม้ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง เธอก็ได้โพสต์ข้อความแสดงความอัดอั้นตันใจในฐานะชาวสมุทรปราการ ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยงตลอดเวลา จนถูกแชร์ออกไปเป็นหลักร้อย

แต่ประการหนึ่งที่ทำให้ข้อความของเธอดูสะดุดตามากกว่า อาจเป็นเพราะ นุกยกตัวอย่างเหตุการณ์อุบัติภัยในพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงชีวิตของเธอ จนถูกนักพัฒนาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างเว็บในการตรวจสอบพื้นที่รัศมีความปลอดภัย

คำถามแรกที่ชวนสงสัยคือ เธอตั้งใจใช้เวลาค้นหาข้อมูลเพื่อโพสต์ข้อความหรือ

“เปล่า จำได้เลย อาจจะไม่ใช้เจอหรือทันจนจำได้ บางอันก็เป็นแค่ข่าวเล็ก ๆ ด้วยซ้ำ แต่ก็นึกขึ้นได้เลย”

2543 : การแพร่กระจายรังสีโคบอลต์-60 พระประแดง

ย้อนกลับไปในวัยเพียง 5 ขวบ คงไม่อาจทำให้นุกจดจำ หรือมีประสบการณ์ร่วมต่อเหตุการณ์นี้ได้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวนี้กลับเป็นกรณีศึกษาแรก ๆ ที่ถูกคุณครูหยิบยกมาพูดถึงในห้องเรียน เธอจึงจดจำได้อย่างขึ้นใจมาจนถึงทุกวันนี้

ข่าวสด
พาดหัวข่าวรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์การแพร่กระจายโคบอลต์-60 ในอ.พระประแดง

“เหมือนเป็นเคสที่เวลาเรียนวิชาเคมี ครูก็จะพูดว่าจังหวัดเราเคยมีการแพร่กระจายโคบอลต์นะ กัมมันตรังสีนะ…ว่านี่คือเคสแรกของไทยที่มีการรั่วไหล”

เว็บไซต์ของมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม หรือ EnLaw เล่าถึงเหตุกาณ์นี้ไว้ว่า เกิดขึ้นเมื่อ ก.พ. 2543 ที่บริเวณร้านรับซื้อของเก่าในซอยวัดมหาวงศ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ จากการที่มีบุคคลเก็บเอาแท่งโคบอลต์-60 ที่ใช้ในการฉายรังสีทางการแพทย์ ซึ่งเสื่อมสภาพแล้วแต่ถูกทิ้งไว้ในลานจอดรถเก่ารกร้าง โดยไม่มีการแสดงเครื่องหมายการเตือนภัยอันตรายจากกัมมันตรังสี บุคคลดังกล่าวจึงนำไปขายยังร้านรับซื้อของเก่า

ข่าวสด

ต่อมาเจ้าของร้านและลูกจ้างได้ตัดแยกชิ้นส่วนโลหะที่ห่อหุ้ม ทำให้สารกัมมันตภาพรังสีแพร่ออกมา จนทำให้มีผู้ได้รับอันตรายโดยรอบ และมีผลต่อสุขภาพ จนเจ้าของร้านต้องสูญเสียนิ้วมือทั้งสิบจากการสัมผัส รวมถึงลูกจ้างก็ไม่สามารถกลับมาเดินได้เป็นปกติ

เป็นที่มาให้เกิดการยื่นฟ้องยืดเยื้อมากว่า 9 ปี และในปี 2552 ผู้เสียหายก็ยื่นฎีกาคำพิพากษาศาลอุธรณ์ ด้วยเห็นว่า นอกจากค่าชดเชยที่ผู้เสียหายได้รับแล้ว จำเลยยังละเมิดกฎเกณฑ์ความปลอดภัยจากสารพิษ วัตถุอันตราย อีกด้วย

ในปี 2559 ศาลฎีกาพิพากษาให้บริษัทเอกชน จ่ายค่าเสียหายกว่า 5 แสนบาท ไม่รวมดอกเบี้ยให้กับผู้เสียหาย โดยศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามานั้นเหมาะสมแล้ว

ข่าวสด

นี่จึงคล้ายเป็นจุดเริ่มต้นให้สังคมไทยหันมาพูดถึง การจัดเก็บสาร หรือวัตถุอันตรายอย่างเป็นรูปธรรม

แม้นุกได้เรียนรู้แค่เพียงในห้องเรียน และไม่เคยสัมผัสกับรายงานที่แสดงผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในปัจจุบัน แต่แม่ของเธอเป็นคนหนึ่งที่พอจะเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจากความทรงจำในวัยมัธยมได้

“ตกใจดิ มันกัมมันตภาพรังสีอะ แต่ชาวบ้านไม่รู้หรอกว่าโคบอลต์คือไร แต่แม่เรียนฟิสิกส์เลยรู้ ตอนนั้นก็กลัวแต่บ้านอยู่ไกล สมัยก่อนข่าวมันไม่ได้ทำให้ดูแรง ไม่ได้ชวนให้ตกใจเหมือนตอนนี้ที่อยู่ในเน็ต” แม่ของนุกเล่า

แม่ของนุกที่ขอสวนนาม ยังเล่าเพิ่มเติมว่า ด้วยความเข้าใจในอดีต หลังเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่มีการเข้าควบคุมจัดเก็บ และตรวจสุขภาพเบื้องต้น ประชาชนก็จะเข้าใจและยอมรับได้ โดยที่อาจไม่ได้คำนึงต่อผลกระทบระยะยาวอย่างในปัจจุบัน

2557 : ไฟไหม้บ่อขยะ 153 ไร่ ต.แพรกษา

ป้ายชี้เส้นทางเลี้ยวขวา เพื่อเข้าสู่ ต.แพรกษา นับเป็นเครื่องหมายจราจรที่นุกเห็นจนชินตา ด้วยเป็นเส้นทางที่ต้องสัญจรผ่านระหว่างเดินทางไปโรงเรียน เมื่อทราบข่าวไฟไหม้บ่อขยะเธอจึงรู้สึกตกใจไม่น้อย

เหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะ ที่ต.แพรกษา อ.เมือง นี้เกิดขึ้นเมื่อ 16 มี.ค. 2557 และปรากฏบนหน้าข่าวหลังสุด เมื่อครั้งครบรอบ 3 ปีกรณีไฟไหม้ จนเป็นที่มาของการทำสัญญาประนีประนอมของผู้เสียหายและโจทก์ รวมถึงการร่วมกันทำแผนฟื้นฟูบ่อขยะดังกล่าว โดยมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำ

ข่าวสด
“นั่งรถโดยสารแล้วมีกลิ่นเหม็น ก็จะไม่มีคนพูดหรอกว่ากลิ่นเหม็นว่ะ เพราะมันเจอทุกวัน มันก็อาจแค่หันหน้าหนี หยิบยาดมขึ้นมาดม ไม่มีใครพูดแล้วว่า เหม็น ๆ โอ๊ย เหม็นทุกวันละเนี่ย รู้เลยเดี๋ยวจะผ่านโรงงานนี้เตรียมหยิบยาดมละกัน”

ไทยพีบีเอส รายงานเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้ว่า เป็นเหตุเพลิงไหม้บ่อขยะมูลฝอยบนเนื้อที่ 153 ไร่ โดยไฟปะทุต่อเนื่องจนยากแก่การควบคุมเพลิง ทำให้มีกลุ่มควันไฟหนาแน่น และลอยเข้าปกคลุมเขตชุมชนในละแวกใกล้เคียง จนต้องอพยพประชาชนในรัศมี 1.5 กิโลเมตรออกจากพื้นที่

ภายหลังผลจากการตรวจสอบคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ หรือ คพ. พบสารซัลเฟอร์ได้ออกไซด์เกิดค่ามาตรฐาน 30 เท่า และฝุ่นละอองขนาดเล็กมากถึง 650 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่ามาตรฐาน 30 เท่า

นับเป็นเหตุกรณีที่สะท้อนปัญหาการจัดการขยะของภาครัฐ ที่ส่งผลรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน นำไปสู่การเรียกร้องค่าเสียหายศาลแพ่งในคดีสิ่งแวดล้อม ที่มีผู้เสียหายมากถึง 2,300 คน

ข่าวสด
เหตุเพลิงไหม้บ่อขยะมูลฝอยบนเนื้อที่ 153 ไร่ โดยไฟปะทุต่อเนื่องจนยากแก่การควบคุมเพลิง ทำให้มีกลุ่มควันไฟหนาแน่น และลอยเข้าปกคลุมเขตชุมชนในละแวกใกล้เคียง จนต้องอพยพประชาชนในรัศมี 1.5 กิโลเมตรออกจากพื้นที่

นุกสะท้อนความเห็นว่า ประเด็นสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ไม่ได้กลายเป็นเรื่องราวที่มีการพูดถึงกันในกลุ่มเพื่อนฝูงที่โรงเรียน หรือคนรอบตัว ไม่ใช่เพราะไม่ตระหนักว่าเป็นปัญหาใหญ่ แต่เป็นเพราะ “ทุกคนเจอมาเหมือนกัน”

“นั่งรถโดยสารแล้วมีกลิ่นเหม็น ก็จะไม่มีคนพูดหรอกว่ากลิ่นเหม็นว่ะ เพราะมันเจอทุกวัน มันก็อาจแค่หันหน้าหนี หยิบยาดมขึ้นมาดม ไม่มีใครพูดแล้วว่า เหม็น ๆ โอ๊ย เหม็นทุกวันละเนี่ย รู้เลยเดี๋ยวจะผ่านโรงงานนี้เตรียมหยิบยาดมละกัน”

นอกเหนือจากผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุกาณ์แต่ละครั้งแล้ว สิ่งหนึ่งที่เธอคิด คือเจ้าหน้าที่รัฐอาจต้องทบทวน ในการให้สิทธิคนในพื้นที่มีส่วนร่วมที่จะรับรู้และมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมในชุมชน “เพื่อนบอกว่าที่บางบ่อบ้านเราเอง มีที่ทิ้งขยะอันตรายนะ เรายังไม่รู้เลยว่าตรงไหนของบางบ่อ”

“คนรอบตัวก็จะชอบพูดกันว่า กลิ่นบ่อขยะมันมาตามลมช่วงอากาศนิ่ง ๆ หน้าหนาว…ชีวิตคนที่นี่มันมีปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว ที่มันเป็นข่าวได้เพราะมันมีอุบัติภัยเกิดขึ้น แต่ถามว่าผลเรารับอยู่ตลอดทุกวัน” นุกกล่าว

2563 : ท่อส่งก๊าซระเบิดใน ต.เปร็ง

แม้เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นใน อ.บางบ่อ ซึ่งนุกอาศัยอยู่ แต่ด้วยความกว้างของพื้นที่ บ้านของเธอจึงได้รับผลกระทบโดยตรงค่อนข้างน้อย อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ครั้งนั้นกลับเป็นสิ่งที่ครอบครัวให้ความสนใจ

ข่าวสด

สืบเนื่องจากพ่อและลุงของเธอ ก็เป็นผู้ที่ประกอบอาชีพอยู่ในแวดวงรับเหมาก่อสร้าง รวมถึงการวางระบบท่อก๊าซในพื้นที่เช่นกัน

แม่ของนุกเล่าว่า ต.เปร็งนั้นโดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ที่มีการปลูกข้าว โดยมีพื้นที่ติดกับ จ.ฉะเชิงเทรา ขณะเดียวกันก็มีนิคมอุตสาหกรรมที่ขยายออกไป

ต่อมามีคำยืนยันว่า เหตุกาณ์ท่อก๊าซระเบิดที่เกิดขึ้นนั้น อยู่นอกเหนือพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย (สุวรรณภูมิ) ที่ตั้งอยู่ใน ต.คลองสวน อ.บางบ่อ โดยจุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากนิคมอุตสาหกรรมประมาณ 5 กม.

สำหรับเหตุท่อส่งก๊าซระเบิด ใกล้สถานีตำรวจภูธรเปร็ง อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ในครั้งนั้นมีรายงานผู้บาดเจ็บกว่า 10 คน บ้านประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงเสียหายเกือบ 10 หลัง ซึ่งในตอนนั้นเจ้าหน้าที่ก็ต้องเร่งควบคุมเพลิง

ในช่วงเวลานั้นไทยพีบีเอส ให้ข้อมูลจากการสัมภษณ์อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เอาไว้ว่า การระเบิดของก๊าซเอ็นจีวีทำให้มีมีสารพิษตกค้างและควันไฟที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

2563 : เพลิงไหม้โรงงานทินเนอร์ ซ.เทพารักษ์ ต.เทพารักษ์

“สมุทรปราการอีกแล้วเหรอวะ” หลังความรู้สึกตกใจ ประโยคดังกล่าวนี้เด้งขึ้นมาในใจเธอทันที

เมื่อเหตุกาณ์ระเบิดจากท่อส่งก๊าซยังไม่ทันครบรอบปี ก็เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานทินเนอร์อีกครั้ง มันจึงอดไม่ได้ที่เธอจะมีความรู้สึกเช่นนี้ แม้เธอจะยอมรับได้ว่าอุบัติภัยในพื้นที่โรงงานนั้นเป็นสิ่งที่เลี่ยงจากกันไม่ได้ก็ตาม

“ความตื่นเต้นมันขึ้นอยู่กับว่าภัยมันจะถึงตัวรึเปล่า” แม่ของนุกกล่าว แต่หากถามถึงว่าการใช้ชีวิตในจ.สมุทรปราการนั้นมีอันตรายหรือไม่

“มี” คือคำตอบที่สองแม่ลูกย้ำขึ้นมาเป็นเสียงเดียวกัน

ข่าวสดรายงานไว้เมื่อ 7 ธ.ค. ว่าเหตุเพลิงไหม้นั้น เกิดขึ้นในโรงงานผลิตสารเคมี ชื่อบริษัท เทพมหานคร เคมีคอลส์ ในซ.เทพารักษ์ 68 ถ.เทพารักษ์ ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ซึ่งประกอบกิจการขายส่งและผลิตเคมีภัณฑ์

เจ้าหน้าที่ต้องระดมรถดับเพลิงนับสิบคันเข้าดับไฟที่โหมลุกไหม้ถังสารเคมีขนาด 200 ลิตร และ 20 ลิตร ซึ่งวางอยู่ในโกดังจำนวนมาก ส่งผลทำให้เกิดประกายไฟและกลุ่มควันขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันได้มีเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะ

ผ่านไปกว่า 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ หลังเพลิงสงบ พบถังสารเคมีและตัวโกดัง 2 คูหา ถูกเพลิงไหม้เสียหายเกือบทั้งหมด โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า เมื่อเกิดกรณี ซ.กิ่งแก้ว อ.บางพลี นุกและครอบครัวจึงมีอารมณ์ร่วมอย่างมาก เพราะเหตุกาณ์เช่นนี้เกิดขึ้นวนเวียนไม่รู้จบ

ข่าวสด
เหตุท่อส่งก๊าซระเบิด ใกล้สถานีตำรวจภูธรเปร็ง อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ในครั้งนั้นมีรายงานผู้บาดเจ็บกว่า 10 คน บ้านประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงเสียหายเกือบ 10 หลัง

“อยากเชิดหน้ากับการเป็นคนสมุทรปราการ”

“สมัยก่อนที่เรียนจะบอกว่าสมุทรปราการเป็นจังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรมเยอะที่สุด และมองว่าอัตรารายได้ต่อหัวเฉลี่ยสูงสุดในประเทศไทย ตอนนั้นเราอาจมีความภูมิใจหน่อย ๆ ว่าเราอยู่ในจังหวัดนี้นะ” แม่ของนุกเล่าความหลัง

แต่เมื่อเวลาผ่านไปความคิดเหล่านี้ก็ค่อย ๆ เลือนรางไป โดยเฉพาะเมื่อแม่ของเธอได้เข้าไปทำงานในแวดวงอุตสาหกรรม ที่มีวัฒนธรรมแบบ “เอาง่ายเข้าว่า”

“ยุคสมัยหนึ่งจะสร้างโรงงานต้องมี EIA แต่สมัยก่อนไม่ได้มีตรงนี้ พอมาเพิ่มที่หลัง ผังโรงงานมันไม่ได้รองรับ พอทำเพิ่มไปมันก็เหมือนลักไก่ อย่างข้อกำหนดที่ต้องมีท่อสปริงเกอร์ ก็จะพบประเภทลอยหัวไว้เฉย ๆ ใช้งานไม่ได้จริง”

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การพัฒนาระบบความปลอดภัยของไทยไม่สมบูรณ์ตามความคิดเห็นของแม่นุก คือ การที่กฎเกณฑ์หลายประการขาดการปรับตัวอย่างเหมาะสมและทันท่วงที

นอกจากนี้แม่ของนุก เล่าว่า สิ่งที่สืบเนื่องจากกรณีไฟไหม้โรงงานในซ.กิ่งแก้ว ที่ผ่านมา จะส่งผลให้หลายโรงงานต้องเข้าสู่ระบบตรวจสอบ การรับมือเมื่อเกิดเหตุในลักษณะเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีระบบสปริงเกลอร์มาก่อน และด้วยเศรษฐกิจเช่นนี้ พวกเขาก็อาจเลือกวิธีการเดินท่อส่งน้ำที่จะใช้ในการดับเพลิงไปยังบริเวณหน้าโรงงาน โดยที่ไม่ได้ปรับปรุงกับโครงสร้างภายในทั้งหมด

นอกจากนี้นุก ยังมองว่า มากไปกว่าการรับมือเฉพาะหน้า การให้ความสำคัญกับแผนฟื้นฟูและระบบติดตามผลคือสิ่งที่เธอปรารถนามาตลอด

“การมองผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มันยังเป็นแค่คนในพื้นที่ ในซอย ในเขต ซึ่งจริง ๆ คนทั้งจังหวัดควรรู้ เพราะเป็นผู้ได้รับผลกระทบ”

เธอยกตัวอย่าง กรณีศึกษาของ โรคอิไต อิไต ของเมืองโทยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2511 ที่หลังเกิดแพร่กระจายของแคดเมียม มีการประกาศถึงรายละเอียดว่าพื้นที่ดังกล่าวต้องเว้นวรรคการทำเกษตรกี่ปี รวมถึงรายงานผลทางสุขภาพที่เข้าถึงได้

“ไม่อยากแหงนหน้ามองหอชมปราการว่ามันคือความเจริญของสมุทรปราการ ไม่อยากไปสกายวอร์ค แล้วภูมิใจว่าเราไม่ได้เดินบนดิน อยากจะภาคภูมิใจในสมุทรปราการที่มันมีมาตรฐาน(ด้านสิ่งแวดล้อม) ที่ดีกว่านี้” นุกทิ้งท้าย

………………..

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้: หญิงสาวชาวสมุทรปราการเล่า 25 ปีที่ผ่านหลายภัยพิบัติ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง