โควิด-19 : อดีตนักบอลทีมชาตินามิเบีย เล่าประสบการณ์สูญเสียผู้เป็นที่รักนับสิบรายจากโควิด

17 ก.ค. 2564 - 21:25 น.

มาร์ลีย์ นการิซโม อดีตนักฟุตบอลชื่อดังของนามิเบียสูญเสียสมาชิกในครอบครัวไปแล้ว 15 คน ซึ่งรวมถึง พ่อ พี่ชาย พี่สะใภ้ และป้า นับตั้งแต่ประเทศที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกาแห่งนี้เผชิญการระบาดระลอกที่ 3 ของโควิด-19

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

ขณะนี้ญาติของเขาอีก 6 คนยังรักษาตัวในโรงพยาบาล

อดีตนักเตะทีมชาตินามิเบียชุดชิงถ้วยแอฟริกาคัพออฟเนชันส์ (Africa Cup of Nations) ในปี 2008 บอกกับทีมข่าวบีบีซีถึงสิ่งที่เขากำลังประสบว่า “คุณไม่รู้ว่าโลกกำลังเข้าใกล้จุดจบหรือไม่”

“คุณสามารถเปรียบมันได้กับคลื่นยักษ์สึนามิ คุณสามารถเปรียบมันได้กับภูเขาไฟ คุณสามารถเปรียบมันได้กับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ผมไม่รู้เหมือนกัน มันเหมือนกับมียาพิษอยู่ในน้ำ และทุกหยดที่คุณดื่มเข้าไปอาจมีมัน (เชื้อโรคโควิด) อยู่หรือไม่มีก็ได้”

ข้อมูลจากเว็บไซต์ Our World in Data บ่งชี้ว่า นามิเบีย ซึ่งมีประชากร 2.5 ล้านคน กำลังเป็นประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตรายวันจากโควิด-19 สูงสุดในโลก ที่ 22 คนต่อประชากร 1 ล้านคน ขณะที่ประเทศอื่นในแอฟริกา คือ ตูนิเซีย ตามมาเป็นอันดับ 2 ที่ 13 คนต่อประชากร 1 ล้านคน และซูรินาเม อยู่ในอันดับ 3 ที่ 10 คนต่อประชากร 1 ล้านคน

รัฐบาลนามิเบียพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยการสร้างโรงพยาบาลสนามเพื่อรองรับผู้ป่วย แต่อย่างไรก็ตาม สถานพยาบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็ยังไม่สามารถรับมือกับคลื่นคนไข้จำนวนมากได้

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางการได้ตั้งศูนย์แยกผู้ป่วยโควิดขึ้นบริเวณลานจอดรถของโรงพยาบาลหลักในกรุงวินด์ฮุก ซึ่งเป็นอาคารที่สร้างขึ้นอย่างง่าย ๆ เพื่อใช้งานเฉพาะหน้า

ขาดแคลนออกซิเจน

บีบีซีได้พูดคุยกับบุคลากรการแพทย์ที่ปฏิบัติงานอยู่ที่นี่

โดยก่อนที่จะเข้าไปในศูนย์แห่งนี้ พยาบาลจะต้องสวมชุดและอุปกรณ์ป้องกันเชื้ออย่างเต็มรูปแบบ ทั้งหน้ากากอนามัย ถุงมือ และรองเท้าบูตชนิดพิเศษ ซึ่งใช้เวลาในการสวมประมาณ 15 นาที

พยาบาลต้องทำแบบนี้ซ้ำ ๆ เพื่อเฝ้าดูระดับออกซิเจนของคนไข้ ซึ่งส่วนใหญ่มักอยู่ในสภาพไม่รู้สึกตัว หรือมีอาการสะลึมสะลือ

โดโนแวน เซเรสเบบ บอกว่า การระบาดของโควิดระลอกนี้สร้างความเหน็ดเหนื่อยทั้งทางร่างกายและจิตใจให้แก่เขาและเพื่อนพยาบาล พร้อมชี้ว่ามันน่ากลัวมากที่ได้เห็นคนไข้อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว

บุรุษพยาบาลคนนี้เล่าให้บีบีซีฟังถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “คุณสูญเสียคนไข้ที่อาการยังดีอยู่เมื่อไม่กี่นาทีก่อน คุณแค่หันหลังแล้วพวกเขาก็สิ้นใจ”

“(คนไข้) บางคนรักษาตัวในโรงพยาบาลมานานมาก จนคุณต้องถอดใจ มันยากมาก แต่คุณยังหวังว่าจะเกิดเรื่องดีขึ้น”

Donnovan Soresbeb
BBC
โดโนแวนบอกว่า การสูญเสียคนไข้จากโควิดไปจำนวนมากสร้างความเหน็ดเหนื่อยทางจิตใจให้แก่เขาและเพื่อนพยาบาล

โรงพยาบาลทั่วนามิเบียต่างมีคนป่วยเข้ารักษาจนเต็ม และมีออกซิเจนไม่เพียงพอ

แพทย์หลายคนเล่าถึงการต้องตัดสินใจ “เลือกรักษา” โดยการถอดออกซิเจนผู้ป่วยออก เพื่อเก็บออกซิเจนไว้ให้แก่คนไข้ที่มีโอกาสรอดชีวิตมากกว่า

พ่อของมาร์ลีย์ก็เป็นเหยื่อของวิกฤตขาดแคลนออกซิเจนครั้งนี้

ตอนที่เขาอาการทรุดลง แพทย์ได้ให้ออกซิเจนเขาในทันที แต่เมื่ออาการเริ่มดีขึ้น หมอก็ถอดออกซิเจนออก

ไม่ถึง 24 ชั่วโมงต่อมา พ่อของมาร์ลีย์ได้เสียชีวิตลง


นามิเบียไม่ทันได้เตรียมตัวกับการระบาดระลอกที่ 3 ของโควิด เนื่องจากความชะล่าใจของรัฐบาล บวกกับปัญหาข่าวปลอมที่สร้างความเข้าใจผิดเรื่องวัคซีนต้านโควิด และความเหนื่อยหน่ายกับการใช้มาตรการควบคุมโรคระบาดที่ยาวนาน

ในโซเชียลมีเดียต่างเต็มไปด้วยโพสต์ข่าวปลอมและการวิจารณ์เรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีนต้านโควิด

ขณะเดียวกัน ประชาชนที่ต้องการฉีดวัคซีนต่างก็ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารว่าพวกเขาจะได้รับเมื่อใด เนื่องจากปัญหาขาดแคลนวัคซีน และรัฐบาลได้เปลี่ยนแปลงท่าทีเรื่องการกระจายวัคซีนให้แก่ประชาชนในประเทศ

สถานการณ์ โควิด-19 ในนามิเบีย
BBC

ในการกล่าวปราศรัยต่อชาวนามิเบียเมื่อปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี ฮาเก เกนก็อบ บอกว่าประเทศยังไม่ผ่านพ้นช่วงเลวร้ายที่สุดของการระบาดระลอกนี้

“การประเมินของผู้เชี่ยวชาญและแบบจำลองต่าง ๆ บ่งชี้ว่าอัตราการติดเชื้อจะเพิ่มสูงขึ้นในการระบาดระลอกที่ 3 โดยคาดว่าจุดสูงสุดของการระบาดน่าจะอยู่ในช่วงกลางเดือน ส.ค. และอาจดำเนินต่อไปจนถึงช่วงกลางเดือน ก.ย. ปี 2021” เขากล่าวในช่วงต้นของการประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์

“มีเพียงท่านทั้งหลายและผมเท่านั้นที่จะหยุดยั้งการระบาดของไวรัสชนิดนี้ไม่ให้แพร่เข้าไปในบ้านและชุมชนต่าง ๆ ได้” ผู้นำนามิเบียกล่าว

แม้จะมีคำวิงวอนนี้ แต่ชาวนามิเบียจำนวนมากยังคงเพิกเฉยต่อมาตรการควบคุมโรคระบาด เช่น การสวมหน้ากากอนามัย

แม้ร้านอาหารต่าง ๆ ได้จัดหาเจลล้างมือให้ลูกค้า แต่ก็ไม่มีการจำกัดจำนวนผู้เข้าใช้บริการ นอกจากนี้คนหนุ่มสาวยังคงจับกลุ่มรวมกันอยู่ตามสถานที่สาธารณะต่าง ๆ

วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่มักรวมตัวกันที่ห้างในกรุงวินด์ฮุกยอมรับว่าพวกเขากังวลว่าจะแพร่เชื้อโรคโควิดไปสู่คนแก่ในครอบครัว แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็ยังอยากพบปะเพื่อนฝูงอยู่

อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณว่าประชาชนบางส่วนได้เริ่มจริงจังกับมาตรการควบคุมโรคบ้างแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้มีการไปร่วมงานประเพณีใหญ่ของชนเผ่าหนึ่ง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและติดโควิดหลายราย

Paramount Chief Adv. Vekuii Rukoro (M) dances after inaugurating a new street named "Dr Kuaima Riruako" during high-ranked chiefs and other members of the Herero and Nama communities take part on the Reparation Walk 2019, organized by the Ovaherero Genocide Foundation (OGF) in Swakopmund, Namibia, on March 30, 2019
Getty Images
นายเวกวี รูโกโร (ชุดแดง) ผู้นำชนพื้นเมืองเผ่าเฮแรโร เสียชีวิตจากโควิด-19 เมื่อกลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

โจชัว มูซูโอ ผู้อาวุโสของชนพื้นเมืองเผ่าเฮแรโร (Herero) บอกว่าตอนนี้กำลังมีความหวาดกลัวอยู่ทุกหนแห่ง

“คนทั้งประเทศกำลังล้มตาย ไวรัสโคโรนากำลังเล่นงานพวกเรา คนแก่คนเฒ่ากำลังล้มตาย”

“ทุกคนในหมู่บ้านต่างเก็บตัวอยู่ในบ้านด้วยความกลัวตาย…พวกเขาต่างกำลังรอความตาย”

ส่วนมาร์ลีย์ เชื่อว่าการสูญเสียสมาชิกครอบครัวเขาไปหลายคนนั้น เป็นเรื่องที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ถ้ารัฐบาลใช้มาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดให้เร็วกว่านี้ และคนในชุมชนมีความรับผิดชอบต่อตัวเองมากกว่านี้

“ลองคิดดูว่าผู้คนรอดชีวิตจากเอชไอวีมาได้ แต่ตอนนี้พวกเรากำลังล้มตายจากโรคนี้ (โควิด-19) ทั่วทุกหนแห่ง โดยที่ไม่มีใครจัดการได้ มันหนักหน่วงและน่ากลัวจริง ๆ”

…………..

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ โควิด-19 : อดีตนักบอลทีมชาตินามิเบีย เล่าประสบการณ์สูญเสียผู้เป็นที่รักนับสิบรายจากโควิด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง