เรือรบสหราชอาณาจักรฝึกกับทัพเรือไทย ตามแผนร่วมสร้างภูมิภาค "ที่เสรีและเปิดกว้าง"

24 ก.ค. 2564 - 13:30 น.

24 ก.ค. เรือหลวงริชมอนด์ (HMS Richmond) จากสหราชอาณาจักรเข้าสู่เขตน่านน้ำประเทศไทยเพื่อร่วมฝึกทางทหารกับเรือรบของกองทัพเรือไทย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

นับเป็นการเยือนไทยครั้งแรกของเรือรบแห่งกองทัพเรือสหราชอาณาจักรนับตั้งแต่เรือหลวงแดริง (HMS Daring) มาเยือนไทยเมื่อปี 2557 และประเทศไทยนับเป็นชาติแรกในอาเซียนที่ได้มีกิจกรรมร่วมกับกองเรือแคริเออร์สไตรก์กรุ๊ป (Carrier Strike Group-CSG) ในตารางการเยือนทั่วโลกครั้งนี้

“การซ้อมรบร่วมกันทางเรือที่จะเกิดขึ้นครั้งแรกในรอบหลายปีนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ไทย-อังกฤษและความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาค ” มาร์ก กูดดิง เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย โพสต์เป็นภาษาไทยทางบัญชีทวิตเตอร์ของเขา

ส่วนนักวิชาการไทยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่า นี่คือความร่วมมือของมหาอำนาจตะวันตกในการคานอิทธิพลของจีนที่กำลังเติบโตขึ้นในภูมิภาคนี้

 

ร.ล. ริชมอนด์ เป็นส่วนหนึ่งของกองเรือ CSG แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งนับเป็นการส่งกำลังทางน้ำและทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดจากสหราชอาณาจักรในรอบชั่วอายุคน ประกอบด้วย เรือ 9 ลำ อากาศยาน 32 ลำ และเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 3,700 นาย โดยมี ร.ล. ควีนเอลิซาเบธ (HMS Queen Elizabeth) เรือผิวน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีกำลังสูงสุดในประวัติศาสตร์ของกองทัพเรือสหราชอาณาจักร เป็นเรือนำ

เอกสารเผยแพร่ของสถานทูตอังกฤษระบุว่า กองเรือ CSG สะท้อนวิสัยทัศน์ของนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ที่ต้องการนำสหราชอาณาจักรออกสู่สายตาโลก ตามคำขวัญ “Global Britain”

แผนยุทธศาสตร์องค์รวมด้านนโยบายต่างประเทศ กลาโหมและการพัฒนาของสหราชอาณาจักรที่ประกาศไว้เมื่อต้นปีนี้ระบุว่า สหราชอาณาจักรจะต้องเป็นชาติที่มุ่งแก้ปัญหาและร่วมแบ่งเบาภาระของพันธมิตรโดยมีวิสัยทัศน์ระดับโลก เป็นผู้นำนานาชาติในด้านความมั่นคงร่วมกัน การร่วมมือในเวทีนานาชาติ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเสี่ยงด้านสุขภาพ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และการลดความยากจน

กองเรือ CSG ออกท่องโลก จากท่าเรือเมืองพอร์ทสมัธในสหราชอาณาจักรเมื่อ พ.ค. ที่ผ่านมา และมีกำหนดการกลับสู่สหราชอาณาจักรใน ธ.ค. นี้ แผนเดินเรือมีระยะทางกว่า 26,000 ไมล์ทะเล ครอบคลุมเส้นทางจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจรดทะเลแดง จากอ่าวเอเดนจรดทะเลอาหรับ และจากมหาสมุทรอินเดียจรดทะเลฟิลิปปินส์ แวะเยือน 40 ประเทศ มีกิจกรรมร่วมกับพันธมิตรกว่า 70 ครั้ง ซึ่งรวมถึงการฝึกซ้อมทางทหารและภารกิจอื่น ๆ

เรือไทยที่เข้าร่วม

เจ้าหน้าที่กองทัพเรือไทยให้ข้อมูลว่าการฝึกกับ ร.ล.ริชมอนด์ เช่นนี้เรียกว่า Passing Exercise หรือ PassEx ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเรือรบของมิตรประเทศในการแสดงสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์ของกองทัพเรือ 2 ชาติ หากหมู่เรือเดินทางผ่านน่านน้ำประเทศใดเพื่อทำการฝึกขนาดใหญ่ในภูมิภาคใด ก็มักจะส่งเรือออกมาร่วมฝึกกับประเทศที่เป็นเส้นทางผ่าน หรือ ใกล้เคียงเพื่อกระชับความสัมพันธ์

การฝึก PassEx ครั้งนี้ ราชนาวีไทย ส่ง ร.ล. กระบุรี ซึ่งเป็นเรือฟริเกตที่ต่อจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำการที่กองทัพเรือภาคที่ 3 จ.ภูเก็ต เข้าร่วมฝึกในน่านน้ำฝั่งทะเลอันดามัน ห่างจากพื้นที่ชายฝั่งประเทศไทย 30 ไมล์ทะเล โดยการฝึกใช้เวลาเพียง 1 วัน เน้นการอำนวยการสื่อสารติดต่อระหว่างเรือ การใช้สัญลักษณ์ เช่น ธง และ ไฟ เป็นต้น

เอกสารสถานทูตอังกฤษระบุว่า กิจกรรมทางทะเลร่วมกันครั้งนี้จะเป็นการฝึกบนเรือของแต่ละฝ่ายโดยไม่มีการสัมผัสใกล้ชิด แต่เป็นการกระชับความสัมพันธ์ในด้านความมั่นคง ส่งผลให้เกิดการแบ่งปันความรู้ผ่านกิจกรรมด้านการศึกษาวิชาชีพทหาร และการเพิ่มความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ที่เรามีความสนใจร่วมกัน ตั้งแต่ปฏิบัติการสันติภาพในระดับนานาชาติ การต่อต้านการก่อการร้าย วิชาการแพทย์ทหาร รวมถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ

เว็บไซต์ของกองเรือฟริเกตที่ 2 กองทัพเรือ ระบุว่า ร.ล. กระบุรี เป็นเรือรบประเภทเรือฟริเกต ขึ้นระวางประจำการ 16 ม.ค. 2535 สร้างโดยบริษัทในสาธารณรัฐประชาชนจีน เรือนี้ติดอาวุธปล่อยนำวิถี ชุดเดียวกับ ร.ล. เจ้าพระยา นับเป็นเรือฟริเกตลำแรกของกองทัพเรือที่สามารถนำเฮลิคอปเตอร์ ไปกับเรือได้ ภายในเรือติดตั้งระบบอาวุธที่ทันสมัยตลอดจนยุทโธปกรณ์และสิ่งอำนวย ความสะดวกมากมายอีกทั้งเสริมด้วยการปฏิบัติการร่วมของอากาศยาน ซึ่งสามารถนำไปกับเรือได้ อันจะเป็นการ เพิ่มพูนความสามารถในการรบทั้ง 3 มิติให้มากยิ่งขึ้น

ภารกิจกองเรือ CSG

เอกสารสถานทูตอังกฤษระบุว่า ระหว่าง ก.ค. ถึง ต.ค. นี้ กองเรือ CSG จะออกปฏิบัติการในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเดินทางผ่านทวีปเอเชีย เข้าสู่ช่องแคบมะละกาเข้าสู่ญี่ปุ่น ร.ล. ควีนเอลิซาเบธ มีจุดแวะพักสำคัญในภูมิภาคนี้ ได้แก่ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอินเดีย ขณะที่เรือร่วมขบวนลำอื่น เช่น ร.ล. ริชมอนด์ มีกิจกรรมร่วมกับพันธมิตรในภูมิภาคและในอาเซียน โดยเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจของสหราชอาณาจักรซึ่งต้องการแสดงตัวตนที่น่าเชื่อถือ พึ่งพาได้ และสม่ำเสมอในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก

ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกนี้ กองเรือจะร่วมซ้อมใน “การฝึกซ้อมขนานใหญ่รอบโลก” (Large Scale Global Exercise)”ที่นำโดยสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังจะร่วมในภารกิจบังคับใช้การคว่ำบาตรของสหประชาชาติ และการฝึกซ้อมของกลุ่ม Five Power Defence Arrangement ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มระหว่างพันธมิตร 5 ประเทศ และเป็นความตกลงด้านความมั่นคงเดียวที่มีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

UK MINISTRY OF DEFENCE
ร.ล. ริชมอนด์ ฝึกซ้อมทางทหารเมื่อ ส.ค. 2013

“กองเรือ Carrier Strike Group ที่เดินทางมาเยือนครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสหราชอาณาจักรกำลังหันมาให้ความสำคัญกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกอย่างชัดเจน ภูมิภาคนี้มีความสำคัญต่อสหราชอาณาจักรทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และความตั้งมั่นของเราเพื่อสนับสนุนสังคมที่เปิดกว้าง ในภูมิภาคนี้” เอกสารสถานทูตอังกฤษระบุ

“ทศวรรษที่จะถึงนี้ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกจะเป็นใจกลางของความท้าทายครั้งใหญ่ระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางทะเล และการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับระเบียบและมาตรฐานต่าง ๆ สหราชอาณาจักรจึงมุ่งมั่นที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่แน้นแฟ้นขึ้นกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก สร้างสถานะอันมั่นคงยิ่งกว่าประเทศอื่นใดในยุโรปในภูมิภาคนี้ ทั้งนี้จะเห็นความมุ่งมั่นของเราได้การขอเข้าเป็นคู่เจรจาอาเซียนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ”

ลานจอด
EPA
ภาพจากลานบินของเรือหลวงควีนเอลิซาเบธ ที่จอดเทียบท่า ณ ประเทศไซปรัส เมื่อ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา

“ประชิดจีน”

รศ.ดร. ปณิธาน วัฒนายากร ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า การมาเยือนของกองเรืออังกฤษ คือ ความกังวลที่สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกามีต่อการเติบใหญ่ของจีนทั้งอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศและการทหารทั้งในเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ

รศ.ดร. ปณิธาน ชี้ว่า ตัวอย่างของการปล่อยให้จีนพัฒนาศักยภาพทางการทหารและเคลื่อนไหวได้อย่างเสรี จนเกิดผลกระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และพันธมิตรที่ผ่านมาก็คือ กรณีที่จีนเพิ่มศักยภาพทางทหารในทะเลจีนใต้ จนสามารถยึดครองและวางกำลังทหารไว้ได้ในพื้นที่พิพาท ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และพันธมิตร และปัจจุบันก็ยังไม่มีแนวโน้มที่จีนจะยอมถอนกำลังออกจากพื้นที่โดยสันติโดยง่าย

“สหรัฐฯ กับพันธมิตรรวมทั้งอังกฤษ จึงหันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจังในเรื่องการวางกำลังและการปฏิบัติการทางทหารในเอเชียมากขึ้น เห็นได้จากการที่สหรัฐฯปรับกองกำลังเอเชียแปซิฟิกไปเป็นกองกำลังอินโดแปซิฟิก การเพิ่มปฏิบัติการทางการทหารของสหรัฐฯ และพันธมิตร รวมทั้งการเพิ่มการซ้อมรบของสหรัฐฯกับพันธมิตร รวมทั้งการยืนยันความสำคัญของเอเชียด้วยคำพูดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ หลายคน” รศ.ดร. ปณิธาน กล่าวกับบีบีซีไทย

รศ.ดร. ปณิธาน เรียกกลยุทธ์นี้ว่าการ “ประชิดจีน” เพื่อกดดันให้จีนเดินไปในทิศทางที่เหมาะสมหรือเป็นประโยชน์กับสหรัฐฯ และพันธมิตร โดยยังไม่ต้องเผชิญหน้าหรือขัดแย้งโดยตรง

“ส่วนของฝ่ายทหารอังกฤษ ก็เป็นโอกาสดีที่จะใช้เหตุผลดังกล่าว อธิบายหรือสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะในเรื่องที่จีนเป็นภัยกับอังกฤษ และขอความเห็นชอบหรือการสนับสนุนการเพิ่มงบประมาณและการปฏิบัติการทางทหารได้ไม่ยาก แม้อังกฤษยังอยู่ในสภาวะระบาดของโควิด-19 และควรจะลดหรือนำงบประมาณส่วนที่จะใช้มาซ้อมรบในเอเชียนี้ ไปช่วยเหลือประชาชนในอังกฤษก่อนจะดีกว่า”

ในการชี้แจงแผนการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมต่อรัฐสภาเมื่อ พ.ย. ปีที่แล้ว นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ประกาศแผนเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเพิ่มอีก 2.41 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 9.64 แสนล้านบาท) ในช่วง 4 ปีข้างหน้า ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.65 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 6.6 แสนล้านบาท) จากแผนที่ประกาศไว้เดิม

หนึ่งในแผนนั้นคือ ทำให้กองทัพเรืออังกฤษกลับมาเป็นมหาอำนาจในยุโรปอีกครั้ง ด้วยการพัฒนาเรือรบรุ่นใหม่ ๆ ซึ่งรวมถึงเรือวิจัยอเนกประสงค์ เรือบรรทุกเครื่องบิน และเรือฟริเกต เพื่อปกป้องเส้นทางเดินเรือของประเทศ

โอกาสขายอาวุธจากอังฤษ

ผศ. วันวิชิต บุญโปร่ง จากคณะรัฐศาสตร์ มหวิทยาลัยรังสิต มองไม่ต่างในเรื่องการเข้ามาคานอิทธิพลของจีน ทั้งในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพ การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อยุทโธปกรณ์ของอังกฤษ และโอกาสทางธุรกิจในอนาคต

“หลายคนมองว่าสินค้าอังกฤษไม่มีคุณภาพ” ผศ. วันวิชิตกล่าวกับบีบีซีไทย

เขายกตัวอย่าง แฮริเออร์ เครื่องบินขับไล่โจมตีขึ้นลงแนวดิ่ง ที่พัฒนาและผลิตโดยบริษัทของอังกฤษตั้งแต่ทศวรรษ 1960 และติดมากับเรือหลวงจักรีนฤเบศร ที่ต่อในสเปน แต่ใช้งานได้ไม่นาน

ไทยโพสต์ รายงานเมื่อ 12 ก.ค. 2563 ว่า กองทัพเรือ ได้เคลื่อนย้ายเครื่องบินขับไล่โจมตี แฮริเออร์ AV-8S ประจำการฝูงบิน 1 หน่วยบินเรือหลวงจักรีนฤเบศร ที่ปลดประจำการไปแล้ว เคลื่อนย้ายโดยรถเทเลอร์ขนาดใหญ่ มาตามเส้นทางถนนหลวงหมายเลข 3 เพื่อมาติดตั้งแสดงโชว์ยังหน้าประตูทางเข้า กองบัญชาการ หน่วยกำลังรบทางเรือ แห่งราชนาวีไทย กองเรือยุทธการ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ไทยโพสต์ รายงานว่า เครื่องบินดังกล่าว เป็น 1 ใน 9 ลำ ที่ขึ้นประจำการในกองทัพเรือ มาพร้อมกับเรือหลวงจักรีนฤเบศร เมื่อปี พ.ศ. 2540 ขณะนั้นถือเป็นเครื่องบินที่มีความทันสมัยพอสมควร สามารถติดอาวุธนำวิถีแบบอากาศสู่อากาศ แบบ AIM-9 ต่ด้วยปัญหาด้านงบประมาณ และอายุการใช้งาน ทำให้เครื่องบินไม่สามารถทำการบินได้

ผศ. วันวิชิต มองว่า อังกฤษกำลังเข้ามา “กระชับพื้นที่” กับกองทัพไทย เข้ามาเรียนรู้ “หลักนิยม” ของกองทัพเรือไทยให้มากขึ้น หลัง ราชนาวีไทยไป “สมาทาน” กับกองทัพเรือจีน ส่งบุคลากรไปเรียนที่โรงเรียนนายทหารระดับสูงหลายรุ่น

“การฝึกซ้อมครั้งจะเป็นการแนะนำยุทธภัณฑ์ได้ในอนาคต” ผศ. วันวิชิต ให้ความเห็น

…………

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ เรือรบสหราชอาณาจักรฝึกกับทัพเรือไทย ตามแผนร่วมสร้างภูมิภาค "ที่เสรีและเปิดกว้าง"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง