ภาคประชาชน-สื่อ 12 องค์กร ยื่นฟ้องศาลกรณี ประยุทธ ออกข้อกำหนดคุมสื่อไม่ชอบด้วยกฎหมาย-ขัดรัฐธรรมนูญ

2 ส.ค. 2564 - 16:04 น.

ภาคประชาชนและผู้แทนสื่อมวลชนร่วมกับทนายความจากภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนยื่นฟ้อง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กรณีออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ที่มีเนื้อหาห้ามเสนอข่าว จำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษกเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นำโดยตัวแทนสื่อและประชาชน 12 องค์กร ประกอบด้วย The Reporters, Voice TV, The Standard, The Momentum, THE MATTER, ประชาไท, Dem All, The People, way magazine, echo, PLUS SEVEN และกลุ่มประชาชนเบียร์

นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวภายหลังการยื่นคำร้องต่อศาลว่า การยืนฟ้องในคดีเลขที่ พ.3618/2564 นี้ได้ยื่นคำขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน เพื่อประโยชน์สาธารณะ และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และขอให้ไต่สวนฉุกเฉิน

“หากว่าศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแล้ว จะแสดงให้เห็นว่าข้อกำหนดดังกล่าวอาจจะยังไม่สามารถมีผลบังคับได้” นายนรเศรษฐ์กล่าว

สำหรับประเด็นสำคัญที่ทำให้กลุ่มสื่อมวลชนและภาคประชาชนลุกขึ้นมาดำเนินการเรื่องนี้ ประกอบด้วย

ประการแรกคือ การห้ามไม่ให้นำเข้าข้อความที่ทำให้ประชาชนข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนในเขตพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ถือว่าขัดต่อกฎหมายอาญาเพราะการกำหนดต้องชัดเจนไม่คลุมเครือ หรือกำกวม แต่การกำหนดเช่นนี้อาจจะทำให้ตีความได้ว่า แม้นำเข้าความจริง หรือการนำเสนอข่าวตามความเป็นจริงก็อาจจะเป็นความผิดตามข้อกำหนดของประกาศฉบับนี้และ พ.ร.ก. ฉุกเฉินได้

นอกจากนี้ยังขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 26 กำหนดว่า “การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม” และมาตรา 29 กำหนดว่า “บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้……”

ประการที่สอง โดยหลักแล้วสื่อมวลชนจะต้องมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารซึ่งได้รับรองตามรัฐธรรมนูญ การจำกัดเสรีภาพจากข้อกำหนดดังกล่าวเท่ากับเป็นการจำกัดเสรีภาพในการเสนอข่าวด้วยความจริงอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้นข้อกำหนดของรัฐบาลจึงขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 34, 35 และมาตรา 36 ประกอบมาตรา 26

ประเด็นที่สาม หากพิจารณาจากข้อ 2 ในข้อกำหนดของรัฐบาล ที่กำหนดให้สำนักงาน กสทช. แจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตให้บริการอินเตอร์เน็ตตรวจสอบ IP address และให้แจ้งสำนักงาน กสทช. ทราบ และให้ระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่เลขที่อยู่ไอพี (IP Address) ทันทีนั้นเป็นข้อกำหนดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ออกโดยไม่มีฐานทางกฎหมายให้อำนาจ ออกโดยกฎหมายแม่บทไม่ได้ให้อำนาจไว้

ไอโอไทย
Reuters

ในขณะที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในส่วนมาตรา 9 ไม่ปรากฏว่ามีข้อความใดให้อำนาจนายกรัฐมนตรีออกข้อกำหนดหรือประกาศให้เจ้าพนักงานสั่งระงับหรือยับยั้งการติดต่อหรือการสื่อสาร และออกข้อกำหนดสั่งให้ระงับการให้บริการอินเตอร์เน็ต

“ดังนั้นการออกข้อกำหนดดังกล่าวถือเป็นกระทำเกินกว่าขอบเขตกฎหมายให้อำนาจไว้ ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ” ทนายความรายนี้กล่าวย้ำ

นายนรเศรษฐ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การออกข้อกำหนดที่ระบุว่ามีอำนาจในการตัดอินเทอร์เน็ตได้เป็นการกระทำที่เกินกว่าแนวที่ศาลอาญาหรือรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ที่กำหนดว่าจะต้องเป็นการลบข้อความเป็นความผิดเป็นรายข้อความเท่านั้น แต่การกำหนดให้ปิดกั้นหรือระงับบริการอินเทอร์เน็ตจะส่งผลให้เจ้าของเนื้อหาไม่สามารถใช้บริการอินเทอร์เน็ตได้ทุกแพลตฟอร์ม เช่น เฟซบุ๊ก ยูทิวบ์ ทวิตเตอร์ ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญแล้วและเป็นการปิดกั้นการสื่อสารในอนาคตอีกด้วย

รัฐสามารถจัดการกับข่าวปลอมได้ด้วยกฎหมายปกติหรือไม่

ตัวแทนจากภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนรายนี้กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐไม่มีความจำเป็นต้องออกข้อกำหนดลักษณะนี้ เพราะรัฐสามารถดำเนินตามมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ได้ต่อผู้ที่เผยแพร่ข่าวปลอมหรือข่าวที่บิดเบือนได้ หรือหากว่ามีความจำเป็นต้องการให้ลบความข้อความ ก็สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 20 ของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ในการยื่นคำร้องต่อศาลให้ศาลออกคำสั่งลบข้อความได้

นอกจากนี้ข้อกำหนดฉบับดังกล่าวยังเป็นการให้อำนาจแก่ กสทช. แบบเด็ดขาดโดยไม่ผ่านอำนาจศาล ไม่ให้ศาลตรวจสอบและคู่ความติดต่อหรือคัดค้านได้ ประเด็นนี้ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญ

องค์กรด้านสื่อ-นักวิชาการคัดค้านข้อกำหนดคุมสื่อ

การประกาศข้อกำหนดดังกล่าวของรัฐบาลเกิดขึ้นท่ามกลางการคัดค้านอย่างหนักจากองค์กรด้านสื่อ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและนักกฎหมาย

วันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา ผู้แทน 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีผ่านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ยกเลิกข้อกำหนดฉบับที่ 27 ข้อ 11 และข้อกำหนดล่าสุดฉบับที่ 29 ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาตรา 9 ที่สุ่มเสี่ยงถูกใช้เป็นเครื่องมือคุกคามเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชนที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 34-35

ต่อมาในวันที่ 31 ก.ค. อาจารย์นิติศาสตร์ จากสถาบันต่าง ๆ รวม 70 คนร่วมกันออกแถลงการณ์ว่าข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการควบคุมสื่อ จำกัดสิทธิเสรีภาพขัดรัฐธรรมนูญและไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างแจ่มชัด

วานนี้ (1 ก.ค.) กลุ่มอาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะถือเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพทางการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และการทำงานของสื่อมวลชน

นายกฯ ตั้ง เลขาฯ กสทช. เป็นหัวหน้าศูนย์สื่อสารในอินเทอร์เน็ต

ท่ามกลางกระแสต่อต้านอย่างหนัก แต่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 13/2564 เรื่องการจัดโครงสร้างของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) เป็นการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษ คือ ศูนย์ปฏิบัติการด้านการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับการสื่อสารในอินเตอร์เน็ต โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นหัวหน้าศูนย์

คำสั่งดังกล่าวลงนามโดยพล.อ. ประยุทธ์ ลงวันที่ 1 ส.ค. โดยมีผลบังคับใช้ทันที

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ ภาคประชาชน-สื่อ 12 องค์กร ยื่นฟ้องศาลกรณี ประยุทธ ออกข้อกำหนดคุมสื่อไม่ชอบด้วยกฎหมาย-ขัดรัฐธรรมนูญ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง