ตาลีบันจะพาอัฟกานิสถานหวนคืนยุค “เผด็จการทางศาสนา” หรือไม่

17 ส.ค. 2564 - 09:05 น.
  • จอห์น ซิมป์สัน
  • บรรณาธิการข่าวโลก

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

“ขอบคุณพระเจ้าที่คุณมาที่นี่” ชายชราคนหนึ่งร้องตะโกนขณะที่ผมและเพื่อนร่วมงานเดินทางเข้าไปยังกรุงคาบูลเมื่อวันที่ 14 พ.ย. ปี 2001 รายล้อมไปด้วยผู้คนที่กำลังเฉลิมฉลองยินดี

ตอนที่กองกำลังพันธมิตรทางเหนือ (Northern Alliance) ซึ่งมีหน้าที่ปราบปรามกลุ่มตาลีบัน ภารกิจที่สหรัฐฯ และชาติตะวันตกหนุนหลัง เดินทางไปถึงพื้นที่ชานเมือง ทำให้กลุ่มตาลีบันก็ต้องรีบหนี

และนั่นทำให้ช่วงเวลา 5 ปีของยุคแห่งเผด็จการทางศาสนาที่สุดโต่งที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่สิ้นสุดลง

ภายใต้การปกครองของตาลีบันในตอนนั้น อัฟกานิสถานกลายเป็นหลุมดำ เป็นแหล่งฟูมฟักบรรดาแนวคิดสุดโต่งต่าง ๆ

เพียง 2 เดือนก่อนหน้านั้น โอซามา บิน ลาเดน และกลุ่มอัลเคดา เพิ่งวางแผนก่อวินาศกรรมวันที่ 11 ก.ย. 2001 หรือที่รู้จักกันว่าเหตุการณ์ 9/11 ผมไม่คิดเลยว่าตาลีบันจะสามารถกลับมายึดอำนาจได้อีกครั้งอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้

Taliban fighters in Laghman province on 15 August 2021
Getty Images

ซึ่งทุกคนพยายามค้นหาเหตุผลว่าเป็นไปได้อย่างไร ซึ่งจริง ๆ แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะหาคำอธิบาย

รัฐบาลของประธานาธิบดีสองคนหลังยุคตาลีบันอย่าง ฮามิด คาร์ไซ และอัชราฟ กานี แม้จะมาจากการเลือกตั้งก็จริง แต่ก็ไม่เคยมีความเข้มแข็ง ในเวลาเดียวกันการทุจริต กลายเป็นระบบบริหารจัดการที่ได้ผลที่สุดในประเทศนี้

ตอนนี้ประธานาธิบดีกานี คงจะยังอยู่ในทำเนียบประธานาธิบดี และก็คงมีทหารขับรถหรูราคาแพงที่ประเทศตะวันตกมอบให้คอยคุ้มกัน หากว่าเมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ตัดสินใจว่าเขาต้องประสบความสำเร็จในนโยบายต่างประเทศให้ได้ ก่อนการเลือกตั้ง และคิดว่าการปิดฉากสงครามที่ดำเนินมาต่อเนื่องยาวนานจะเป็นหนทางสู่ความสำเร็จนั้น

นักการเมืองอัฟกานิสถานและนักข่าวหลายคนที่ผมรู้จักวิตกกังวลมากตอนที่สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงกับกลุ่มตาลีบันที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อเดือน ก.พ. ปี 2020 และยิ่งกังวลเข้าไปใหญ่ตอนที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน บอกว่าเขาจะทำตามข้อตกลงนั้น

John Simpson in Afghanistan in 2001
BBC
จอห์น ซิมป์สัน ผู้สื่อข่าวบีบีซีที่เดินทางไปอัฟกานิสถานเมื่อปี 2001

มีคนเตือนผมมาว่า ไม่ว่าผู้นำตาลีบันในโดฮาจะมีท่าทีสนับสนุนสันติภาพและดำเนินตามทางสายกลางแค่ไหน นักรบตาลีบันในพื้นที่จริง ๆ จะไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขาต้องทำตามนั้น

และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

หลังจากกองกำลังร่วมของพันธมิตรชาติตะวันตกเริ่มถอนทัพ ตาลีบันก็เริ่มทยอยเข้ายึดอำนาจ มีรายงานว่ามีการสังหารนักโทษ ทำให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในหลายเมือง จนในที่สุดกรุงคาบูลก็ตกอยู่ในมือของตาลีบัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ทางการและทหารรีบไปขึ้นเครื่องบินเพื่อหนีออกจากประเทศ

บางทีกลุ่มตาลีบันอาจจะทำตามข้อตกลงที่ให้ไว้ คือไม่ไปแก้แค้นใคร และพยายามเชื้อชวนให้ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่รัฐ ทำหน้าที่ของตัวเองในประเทศต่อไปเหมือนเดิม

พวกเขาอาจคิดว่าจะปลอดภัยมากกว่าถ้าไม่ไปยั่วยุให้กองกำลังร่วมของชาติตะวันตกเข้ามาแทรกแซงอีก

แต่อัฟกานิสถานภายใต้การปกครองของตาลีบันรอบใหม่นี้จะมีสภาพเป็นอย่างไร

ตัวอย่างเดียวที่เรามีคือช่วง 5 ปี นับจากปี 1996 ที่ตาลีบันขับไล่รัฐบาลของกลุ่มมุญาฮิดีนซึ่งดำเนินนโยบายสายกลาง ภายใต้การนำขออาคมุด ชาห์ เมอซุด ซึ่งเป็นกำลังหลักในการขับไล่สหภาพโซเวียตออกจากประเทศก่อนหน้านั้น

ผมใช้เวลาอยู่ในอัฟกานิสถานนานพอสมควรในช่วงที่ตาลีบันครองอำนาจ และพบว่าบรรยากาศน่าสะพรึ่งกลัว มีการตีความบังคับใช้กฎหมายชารีอะห์อย่างเคร่งครัดที่สุด การประหาร ปาหิน หรือเฆี่ยนตีผู้กระทำผิดในที่สาธารณะเป็นเรื่องปกติ

Afghans wait in long lines for hours at the passport office in Kabul
Getty Images
ชาวอัฟกานิสถานต่อคิวหน้าสำนักงานหนังสือเดินทางเมื่อวันเสาร์ (14 ส.ค.) ที่ผ่านมา

มีกลุ่มคนที่คอยทำหน้าที่เป็นศาลเตี้ยคอยทำร้ายผู้ชายที่ใส่เสื้อผ้าที่เปิดให้เห็นข้อเท้า หรือใส่เสื้อผ้าตามวัฒนธรรมตะวันตก ผู้หญิงจะออกนอกบ้านได้ก็ต่อเมื่อมีใบอนุญาตยินยอมจากผู้ชาย และแน่นอนว่าต้องใส่ชุดแบบปกปิดทั้งตัวแบบอิสลาม หรือ บูร์กา (Burka)

มุลลาห์ เบอลุทช์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของตาลีบัน บ่นกับผมว่าคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ไม่ยอมส่งแพทย์มาช่วยตัดมือและเท้าของผู้ถูกตัดสินในคดีลักขโมย แต่ก็ดูเหมือนเขาจะชอบที่ได้ลงมือทำเอง

สำหรับคนทำข่าวทีวี การทำงานที่นั่นเป็นเรื่องยากเย็น เพราะว่าการถ่ายรูปสิ่งมีชีวิตอะไรก็ตามถือเป็นข้อห้ามทางศาสนา และร้านขายหนังสือก็ถูกบุกค้นเป็นประจำเพื่อหาว่ามีหนังสือที่มีภาพประกอบหรือเปล่า เจ้าของร้านหนังสือที่ถูกพบว่าทำผิดจะถูกเฆี่ยนตี

คนส่วนใหญ่หนีออกจากเมืองถ้าทำได้ และร้านค้าส่วนใหญ่ก็ปิดตัวลง

กลุ่มตาลีบันไม่มีเงินนำเข้าน้ำมัน ผู้คนต้องจุดเทียนเพื่อให้มีแสงสว่างในตอนกลางคืน ท่ามกลางเสียงเห่าหอนของสุนัขที่เดินเพ่นพ่านไปทั่วเมืองเพราะถูกเจ้าของทอดทิ้ง

แม้รัฐบาลอัฟกานิสถานและชาติตะวันตกอาจมีข้อผิดพลาด แต่กรุงคาบูลและเมืองอื่น ๆ มีสภาพเศรษฐกิจเฟื่องฟูขึ้นหลังตาลีบันถูกขับไล่ออกไป

มาตรฐานการใช้ชีวิตดีขึ้นมาก มีรถราจอดเต็มถนนที่เคยว่างเปล่า และมีการเปิดโรงเรียนมากมายซึ่งนักเรียนหญิงได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน หลังจากเคยถูกกลุ่มตาลีบันห้าม เสียงดนตรีที่ตาลีบันเคยห้ามก็กลับมาขับขานอีกครั้ง

Kabul in 2021
Getty Images
กรุงคาบูลแหล่งเศรษฐกิจอันเฟื่องฟูหลังตาลีบันถูกขับไล่ออกไป

มีการสร้างอาคารใหม่ ๆ ขึ้นในเมือง ตอนที่กลับไปอัฟกานิสถานอีกครั้ง ผมแทบจะหาจุดที่เคยเดินในเมืองกับเพื่อนร่วมงานเมื่อปี 2001 ไม่เจอ

ชาวอัฟกานิสถานส่วนใหญ่จะถือว่าการเข้ายึดครองอำนาจอีกครั้งของตาลีบันเป็นหายนะสำหรับทั้งพวกเขาและของประเทศ

คำถามสำคัญตอนนี้คือ ตาลีบันจะทำตามสัญชาตญาณเดิมด้วยการนำพาประเทศกลับไปสู่ยุคสุดโต่งแบบเมื่อกว่า 20 ปีก่อนหรือไม่ หรือพวกเขาได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญแล้ว

…….

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ ตาลีบันจะพาอัฟกานิสถานหวนคืนยุค “เผด็จการทางศาสนา” หรือไม่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง