โตเกียวพาราลิมปิก : อุปสรรคของการเป็นคนพิการในญี่ปุ่น

27 ส.ค. 2564 - 11:13 น.

กรุงโตเกียวเป็นเมืองที่ผู้คนต่างใช้ชีวิตกันอย่างรีบเร่ง ตึกสูงระฟ้าและระบบขนส่งสาธารณะที่ทันสมัย ทำให้บางคนเปรียบเมืองหลวงแห่งนี้เป็นเมืองแห่งอนาคต แต่ในสายตาของคนพิการ กรุงโตเกียวเป็นเมืองอย่างไรในมุมมองของพวกเขา เราพูดคุยกับคนพิการ 3 คน ที่นั่นว่าต้องเผชิญความยากลำบากอย่างไร

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

คนขี่ดวงจันทร์

มิซูกิ ชู อายุ 35 ปี เรียกตัวเองว่า คนขี่ดวงจันทร์ เปรียบเปรยคนพิการนั่งรถเข็นที่ชื่นชอบการสำรวจตรวจตราและการเดินทางท่องเที่ยวอย่างเธอ

แม้ว่าเธอจะเห็นว่าหลายเมืองมีความวุ่นวายและการเดินทางไม่ได้สะดวกมากนัก แต่เธอก็พบว่า ผู้คนในประเทศสละเวลาช่วยเหลือในยามที่เธอต้องการ

เจฟฟ์และมิซูกิ สวมชุดพื้นเมืองญี่ปุ่น
Mizuki Hsu
เจฟฟ์และมิซูกิ สวมชุดพื้นเมืองญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการทำให้เป็นประเทศ “ที่ปลอดอุปสรรค” สำหรับคนพิการ นับตั้งแต่ได้รับเลือกให้จัดการแข่งขันพาราลิมปิกในปี 2013

แต่มิซูกิ เชื่อว่าคนพิการยังถูกตีตรา “ฉันรู้สึกว่ามันกลายเป็นเรื่องธรรมดามากที่จะมีคนจ้องมองฉันในที่สาธารณะและมีคนแปลกหน้าบางคนเข้ามาพูดกับฉันว่า น่าสงสารจัง”

“คงต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าที่คนในสังคมจะเปิดกว้างและยอมรับ”

การอพยพไปญี่ปุ่นเป็นเรื่องง่าย

สำหรับ จอช กริสเดล อายุ 40 ปี เขามีมุมมองต่อเรื่องความพิการในญี่ปุ่นแตกต่างไปจากประเทศบ้านเกิดแคนาดา

จอชเดินทางเยือนญี่ปุ่นครั้งแรกในปี 2000 หลังจากได้แรงบันดาลใจจากครูชั้นมัธยมปลาย

หลังจากเรียนภาษาญี่ปุ่น เขาก็ย้ายไปอยู่ที่นั่นในปี 2007 ต่อมาในปี 2016 ขณะมีอายุ 35 ปี เขาก็ได้เป็นพลเมืองญี่ปุ่น และยอมสละหนังสือเดินทางแคนาดา

จอช กริสเดล ผู้สร้างแอกเซสซิเบิล เจแปน นั่งรถเข็น
Josh Grisdale

ตอนที่สมัครขอสัญชาติญี่ปุ่น จอชกังวลว่า การเป็นคนพิการอาจจะเป็นอุปสรรค แต่เขาบอกว่า ท่าทีที่เป็นบวก “ทำให้ประทับใจมาก”

“คุณคงได้ยินเรื่องราวน่ากลัวต่าง ๆ ของคนที่พยายามจะอพยพไปยังสหรัฐฯ หรือแคนาดา และการที่พวกเขาพึ่งพิงบริการระบบสาธารณสุข ทำให้ไม่ได้รับอนุญาตให้ไปอยู่ที่นั่น แต่สำหรับผมไม่ได้ถูกถามเรื่องความพิการเลย ซึ่งผมคิดว่ามันยอดเยี่ยมมาก”

จอช ซึ่งเขียนบล็อกเกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยวชื่อแอกเซสซิเบิล เจแปน (Accessible Japan) สามารถใช้ระบบสวัสดิการของญี่ปุ่นได้ ทันที่ที่เขาลงทะเบียน แขวงเอโองาวะประเมินความต้องการของเขา และออก “หนังสือเดินทาง” คนพิการที่อ้างถึงเหตุผลความจำเป็นต่าง ๆ ของเขา และจอช ก็ได้รับเงินช่วยเหลือค่าจ้างคนดูแล และซื้ออุปกรณ์อย่างรถเข็น

ตึกสูง

มิซูกิ เติบโตในเมืองเกียวโต ทางตะวันตกของญี่ปุ่น ตอนอยู่ในวัยเตาะแตะเธอป่วยด้วยโรคประหลาดทำให้เดินไม่ได้

“แม่บอกฉันว่า แม่คิดว่าคงจะต้องอยู่กับฉันตลอดเวลา และคอยอุ้มฉันไปที่ต่าง ๆ”

ในความเป็นจริงเธอสามารถช่วยตัวเองได้ แต่ก็มีความท้าทายอยู่หลายอย่าง

กรุงโตเกียวมีคนอาศัยอยู่เกือบ 14 ล้านคน จำเป็นต้องสร้างอาคารสูงรองรับประชากรที่เพิ่มมากขึ้น บริการสาธารณะต่าง ๆ ก็มีที่ตั้งอยู่บนอาคารสูงหลายชั้น

มิซูกินั่งรถเข็น กับลูกสาวคนหนึ่งอยู่ข้างหลัง
Mizuki Hsu

ในช่วงทศวรรษ 90 พ่อแม่ของมิซูกิ ไม่อยากให้เธอเข้าโรงเรียนพิเศษ แต่ให้เธอไปโรงเรียนปกติแถวบ้านแทน แต่ที่โรงเรียนไม่มีลิฟต์ และชั้นเรียนต่าง ๆ ของมิซูกิ มักจะอยู่ต่างชั้นกัน “ฉันต้องขึ้นลงบันไดด้วยตัวเอง” มิซูกิ เล่า นั่นหมายถึงการที่เธอต้องใช้แขนลากตัวเองขึ้นลงทุกวัน

ขณะที่พ่อแม่ของเธอต้องซื้อรถเข็นไปวางไว้ในแต่ละชั้นของโรงเรียน เพื่อที่มิซูกิจะได้ไปไหนมาไหนกับเพื่อน ๆ ร่วมชั้นเรียนได้

แต่เธอต้องเผชิญปัญหาเดิมในอีก 20 ปีต่อมา มิซูกิ มีลูกแล้ว แต่แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะหาศูนย์ดูแลเด็กที่เธอสามารถเอาลูกเข้าไปส่งข้างในได้ เพราะแทบทุกที่มีบันได และทางลาดที่ชันเกินไป

“มันทั้งท้าทายและลำบากมาก แต่ยังโชคดีที่ฉันหาได้ที่หนึ่งที่พวกเขาให้การช่วยเหลือดีมาก แต่ก็มีอยู่เพียงแห่งเดียว”

โควต้าเข้าทำงานและโบนัส

การจ้างงานคนพิการมีแนวโน้มลดต่ำลงทั่วโลก แม้จะมีความพยายามหลายอย่างในการแก้ปัญหานี้ ระบบโควต้าเป็นวิธีง่าย ๆ วิธีหนึ่ง ซึ่งญี่ปุ่นก็ใช้วิธีนี้ด้วย และพบว่าทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา

ในญี่ปุ่น บริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 43.5 คน ต้องมีสัดส่วนพนักงานที่เป็นคนพิการ 2.3%

ทางการจะเก็บบันทึกสถิติเหล่านี้ และสั่งปรับบริษัทที่ไม่ปฏิบัติตาม โดยนำค่าปรับนี้ไปจ่ายเป็นโบนัสให้แก่บริษัทที่ทำถูกต้อง

คนที่ไม่เห็นด้วยกับระบบนี้บอกว่ามันนำไปสู่การให้ความสำคัญกับความพิการแทนที่จะมองทักษะต่าง ๆ และละเลยประเด็นเรื่องการเปิดกว้างยอมรับ

“ฉันสัมภาษณ์งานหลายที่กับหลายบริษัท” มิซูกิ เล่าถึงการหางานของเธอ บริษัทต่าง ๆ มักจะขอดูหนังสือเดินทางผู้พิการเพื่อดูว่าจำเป็นจะต้องจัดสถานที่ทำงานเพื่อรองรับอย่างไร ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินขั้นตอนต่อไปกับเธอหรือไม่


เธอเชื่อว่าระบบโควต้าเป็นโอกาสดีในการได้งานทำ แต่เธอเห็นว่า “งานบางอย่างกำหนดมาเพื่อพนักงานที่เป็นคนพิการโดยเฉพาะ ซึ่งมักจะเป็นงานที่ใช้ทักษะต่ำและมีค่าตอบแทนต่ำ”

มิซูกิ กล่าวว่าปัจจุบันเธอทำงานที่กูเกิล ซึ่งทำให้เธอรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรมมากกว่า และไม่ถูกถามเกี่ยวกับการเป็นคนพิการเลย

จอช ทำงานในฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกลุ่มอาซาลี (Azalee Group) ซึ่งดูแลบ้านพักผู้สูงอายุและผู้ป่วย เขารู้สึกว่า “มีการเน้นย้ำมากจนเกินไป” ให้นายจ้างปรับเปลี่ยนเพื่อรับคนพิการเข้าทำงานได้

เขากล่าวว่า ดูเหมือนว่า ผู้พิการที่บริษัทไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรมาก อาจมีโอกาสมากกว่าที่ได้งานทำ เพราะต้นทุนในการดูแลและปรับเปลี่ยนสถานที่ทำงานเพื่อผู้พิการเหล่านั้นต่ำกว่า

ทำไมรถไฟหัวกระสุนจึงยุ่งยาก

รถไฟหัวกระสุน หรือ ชินคันเซ็น เดินทางถึงกรุงโตเกียว
Getty Images

ในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิก ญี่ปุ่นรับปากว่าจะทำให้คนพิการสามารถเข้าถึงศูนย์กลางการขนส่งแห่งต่าง ๆ ของประเทศได้ 100%

ปัจจุบันคนพิการสามารถใช้บริการสถานีรถไฟในกรุงโตเกียวได้ประมาณ 96% หลังจากมีการผ่านกฎหมายกำหนดให้สถานีที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 3,000 คน จะต้องเป็นสถานีที่ใครก็ตามต้องใช้บริการได้

ทางลาดทำให้การเดินทางที่สถานีรถไฟง่ายขึ้น แต่เมื่อต้องเดินทางด้วยรถไฟหัวกระสุน มิซูกิบอกว่า อาจเป็นเรื่องยากลำบาก

การจองที่ว่างสำหรับรถเข็นจำเป็นต้องทำล่วงหน้า 1-2 เดือน “ฉันชอบเดินทางโดยเครื่องบินมากกว่า” เธอกล่าว แต่ก็ยอมรับว่า รถไฟขบวนใหม่ ๆ มีที่ว่างสำหรับรถเข็นเพิ่มมากขึ้น

บันไดในอนาคต

คุณอาจนึกภาพญี่ปุ่นโดยไม่รวมเรื่องการะเป็นประเทศที่ชื่นชอบในเทคโนโลยี ญี่ปุ่นมีแอกเซสซิเบิล เอเลเวเตอร์ (Accessible Elevator) นวัตกรรมที่ชาญฉลาดในการรวมบันไดเลื่อนสามขั้นเข้าด้วยกันให้เป็นพื้นที่ที่ผู้ใช้งานรถเข็นสามารถขึ้นไปอยู่ได้

จอชเรียกมันว่า “สิ่งประดิษฐ์ทางวิศวกรรม”

“ผมรู้สึกว่ามันค่อนข้างน่ากลัว เพราะผมกลัวเสมอว่ารถเข็นของผมจะไถลตกไป” แต่เขายอมรับว่า เมื่อจำเป็นต้องใช้บันไดเลื่อนนี้มันก็ไม่มีปัญหาอะไร

ภาพขาวดำของไมเคิล กิลลัน เพ็กคิตต์
Michael Gillan Peckitt
ไมเคิล กิลลัน เพ็กคิตต์ กล่าวว่า ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบอย่างมากจากเหตุโจมตีบ้านพักผู้พิการ

เหตุไล่แทงที่ซางามิฮาระ

มีโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นช่วงไม่กี่ปีมานี้ ที่ต้องพูดถึงนั่นก็คือเหตุไล่แทงที่เมืองซางามิฮาระ

ในปี 2016 ซาโตชิ อูเอมัตสึ บุกเข้าไปในบ้านพักคนพิการในเมืองซางามิฮาระ ซึ่งเขาเคยทำงานอยู่ และสังหารคนไป 19 คน

ก่อนหน้านี้ เขาเคยเขียนหนังสือถึงนักการเมืองหลายคนว่า เขาต้องการให้ผู้พิการ “สูญหายไป”

ด้านครอบครัวของเหยื่อไม่ต้องการให้มีการเปิดเผยชื่อของญาติที่เสียชีวิต

คนบางส่วนคาดเดาว่าเป็นเพราะความอับอายที่มีญาติเป็นผู้พิการ ขณะที่อีกหลายคนคิดว่า พวกเขาไม่ต้องการให้คนอื่นทราบว่า มีสมาชิกในครอบครัวอาศัยอยู่ในบ้านพักคนพิการ

ไมเคิล กิลลัน เพ็กคิตต์ นักวิชาการชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในเมืองโกเบ และมีอาการพิการทางสมอง กล่าวว่า “ในตอนแรก เรื่องนี้มีผลกระทบอย่างมากในญี่ปุ่น สื่อได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับทัศนคติที่มีต่อผู้พิการและระบบดูแลผู้พิการเป็นเวลาช่วงหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนก็ไม่สนใจ”

“เป็นเรื่องยากที่จะตามประเด็นนี้ต่อไป ถ้าครอบครัวไม่อยากให้ชื่อของเหยื่อปรากฏ”

สุดท้าย อูเอมัตสึ ถูกตัดสินประหารชีวิต

หย่อนบัตรลงคะแนนด้วยตัวเอง

เอโคะ คิมูระ
EPA
เอโคะ คิมูระ รณรงค์ให้มีการเปิดกว้างสำหรับผู้พิการมากขึ้น

ในอีกหลายเรื่อง ญี่ปุ่นมีความคิดที่ก้าวหน้า ในปี 2019 ยาซูฮิโกะ ฟูนาโงะ และเอโคะ คิมูระ จากพรรคเรวะ ชินเซนกูมิ (Reiwa Shinsengumi Party) ได้รับเลือกตั้งเข้าสภา ทั้งสองคนเป็นผู้พิการและต้องมีคนคอยดูแล

ในวันแรก สื่อจำนวนมากได้ห้อมล้อมทั้งสองคน ขณะที่เดินทางไปถึงด้วยรถเข็น

ในเดือน ม.ค. ปีนี้ ฟูนาโงะ ได้ลงหย่อนบัตรลงคะแนนด้วยตัวเองที่วุฒิสภาญี่ปุ่นได้เป็นครั้งแรก หลังจากที่มีการสร้างทางลาดขึ้นในห้องประชุมสภา ก่อนหน้านี้เขาต้องพึ่งเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้พิการช่วยหย่อนบัตรให้

พวกเขาระบุในแถลงการณ์ว่า “มันเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจมากที่สามารถหย่อนบัตรลงคะแนนเองได้โดยตรง

Ouch graphic
BBC
…………..

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ โตเกียวพาราลิมปิก : อุปสรรคของการเป็นคนพิการในญี่ปุ่น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง