ญี่ปุ่น ประเทศที่อาจเต็มไปด้วยแม่บ้านที่เบื่อหน่ายเพราะว่างงานทั้ง ๆ ที่จบปริญญามา

31 ส.ค. 2564 - 20:17 น.

ญี่ปุ่นมีผู้หญิงที่ฉลาดและมีความสามารถมากมายที่สามารถช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังการระบาดใหญ่ได้

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

แต่อุปสรรคใหญ่อยู่ที่ระบบการจ้างงานที่ยังอิงธรรมเนียมแบบเก่า ๆ อย่างเคร่งครัด และสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ในที่ทำงาน

ผู้วิพากษ์วิจารณ์เตือนว่าญี่ปุ่นอาจกลายเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแม่บ้านที่เบื่อหน่ายเพราะว่างงานทั้ง ๆ ที่จบปริญญามา

ก่อนหน้านี้ ทางการญี่ปุ่นตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้หญิงที่จะขึ้นรับตำแหน่งผู้นำในองค์กรให้มากขึ้นภายในปี 2020 แต่เลยกำหนดเส้นตายดังกล่าวไปแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ใกล้เคียงตามเป้า

ด้วยโครงการซึ่งเรียกกันว่า “Womenomics” หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผู้หญิง อดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ หวังว่าจะสร้าง “ประเทศญี่ปุ่นแบบที่ผู้หญิงสามารถเฉิดฉายได้” แต่โดยภาพรวมแล้วถือว่านโยบายนี้ล้มเหลว และก็ไม่ใช่แค่เพราะโควิด-19 อย่างเดียว

ทุกวันนี้ มีผู้หญิงในรัฐสภาคิดเป็น 1 คน ต่อผู้ชาย 10 คนเท่านั้น และผู้หญิงที่อยู่ในตำแหน่งอาวุโสในภาคเอกชนมีน้อยกว่า 15% ซึ่งนั่นเป็นแค่ครึ่งหนึ่งของเป้าหมายภายในปี 2020

Former Japanese Prime Minister Shinzo Abe
Getty Images

อดีตนายกรัฐมนตรี อาเบะ ยังอ้างว่านโยบายดังกล่าวประสบความสำเร็จเพราะมีผู้หญิงทำงานมากกว่าเก่า แต่งานแบบไหนกันที่ผู้หญิงมีการศึกษาเหล่านี้กำลังทำอยู่

ผู้วิพากษ์วิจารณ์ไม่เชื่อว่านโยบายนี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ด้วยการเปิดทางให้ผู้หญิงเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่เป็นเพราะขาดแคลนแรงงานมากกว่า หลังจากที่ญี่ปุ่นมีจำนวนประชากรวัยทำงานลดลงมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ทศวรรษ 1990

หลายทศวรรษมาแล้ว มีผู้หญิงราว 60% ที่ลาออกจากงานหลังมีลูกคนแรก ตามธรรมเนียมแล้ว แม่ที่สามารถลาออกจากงานมาดูแลลูกได้เต็มเวลาถือเป็นอภิสิทธิ์ เพราะรายได้ของสามีดูแลคนได้ทั้งครอบครัว

แต่ในช่วงที่นโยบายนี้ถูกเริ่มนำมาใช้ ผู้หญิงที่มีลูกก็เริ่มกลับมาทำงานกันแล้ว เพราะรายได้ของครอบครัวไม่มากเท่าเดิม

ในปี 2019 ตัวเลของทางการระบุว่า มีผู้หญิงแค่ 42.1% เท่านั้นที่ลาออกจากงานหลังมีลูกคนแรก ทำให้ผู้หญิงอายุ 15-64 ปี ที่อยู่ในตลาดแรงงานมีสัดส่วนเป็น 70.9% และหากพิจารณาเฉพาะผู้หญิงอายุ 25-44 ปี สัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 77.7%

ด้านรัฐบาลก็พยายามส่งเสริมด้วยการผลักดันให้สถานรับเลี้ยงเด็กมีที่รองรับมากขึ้น นอกจากนี้ก็ยังได้กดดันให้บริษัทใหญ่ ๆ มีผู้บริหารที่เป็นผู้หญิงอย่างน้อยหนึ่งคน แต่ก็ไม่ได้มีเงินกระตุ้นหรือว่ามาตรการลงโทษแต่อย่างใดหากบริษัทเหล่านี้ไม่ทำตาม

ด้วยเหตุนี้ มีผู้หญิงจำนวนมากทำได้แค่ทำงานแบบไม่เต็มเวลา หรือไม่ก็อยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีโอกาสจะไต่เต้าได้มากกว่านั้น สภาเศรษฐกิจโลกระบุว่า รายได้ของผู้หญิงญี่ปุ่นต่ำกว่าผู้ชายถึงกว่า 40%

กลับไปทำงาน

Japanese business women in Tokyo's central business district
Getty Images
หลายทศวรรษมาแล้ว มีผู้หญิงราว 60% ที่ลาออกจากงานหลังมีลูกคนแรก

มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้หญิงทำงานจบปริญญา ซึ่งเป็นตัวเลขที่เท่ากันกับฝ่ายผู้ชาย แต่เมื่อคุณออกจากงานประจำไปแล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะกลับไปทำงานเดิมหลังจากออกจากงานไปช่วงหนึ่ง

ยูมิโกะ ซูซุกิ ซึ่งทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านอาชีพที่บริษัท Warc Agent บอกว่า ผู้หญิงต้องไปทำงานซูเปอร์มาร์เก็ตแทน ซึ่งเป็นที่ที่นักศึกษามาทำงานเพื่อหารายได้เพิ่ม

15 ปีที่แล้ว ซูซุกิลาออกจากงานเพื่อมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว เรื่องราวของเธอไม่ต่างจากผู้หญิงญี่ปุ่นอีกหลายคน เธอทำงานหนักเท่ากับเพื่อนร่วมงานผู้ชายจนกระทั่งมาเจอกับสามี ไม่นานพวกเขาก็ตระหนักว่าต้องมีใครคนใดคนหนึ่งลาออกมาอยู่บ้านดูแลลูก

Yumiko Suzuki with her husband and children.
Yumiko Suzuki
หลังจากอยู่บ้านเลี้ยงลูกอยู่ 7 ปี ยูมิโกะ ซูซุกิ พยายามกลับไปสมัครงานอีกครั้ง แต่ละบริษัทที่เธอสมัครงาน กลับมองว่า 7 ปีที่เธอหายไปทำหน้าที่แม่เป็นความว่างเปล่า

สมัยนั้นไม่เหมือนตอนนี้ที่มีทางเลือกให้พนักงานที่มีลูกทำงานอย่างยืดหยุ่นได้ หลังจากอยู่บ้านเลี้ยงลูกอยู่ 7 ปี เธอพยายามกลับไปสมัครงานอีกครั้ง แต่แต่ละบริษัทที่เธอสมัครงานไปกลับมองว่า 7 ปีที่เธอหายไปทำหน้าที่แม่เป็นความว่างเปล่า และไม่มีใครเรียกเธอไปลองสัมภาษณ์งานเลย

ในที่สุด เธอต้องไปเข้ารับการฝึกเพื่อเอาประกาศนียบัตรวิชาชีพถึง 3 ใบกว่าจะได้งานเต็มเวลาที่บริษัทนี้ซึ่งคอยช่วยเหลือผู้หญิงที่พยายามจะกลับมาทำงานเต็มเวลาอีกครั้ง

เกณฑ์จ้างงาน

Japan, Honshu, Tokyo, Subway Passengers
Getty Images

ปัญหาเรื่องนี้มาจากเกณฑ์ในการจ้างงานในญี่ปุ่นที่เคร่งครัด บริษัทใหญ่ ๆ มักจ้างงานเด็กจบใหม่แต่ละปีและก็เป็นงานที่พวกเขาสามารถทำไปได้ตลอดชีวิต

หากเด็กคนไหนพลาดโอกาสตรงนี้ก็จะยากมากที่จะสมัครงานได้ในปีต่อไป และช่องว่างในเรซูเม่หรือเอกสารสมัครงานของคุณจะถูกบริษัทใหญ่ ๆ มองในแง่ลบ เพราะว่าบริษัทเหล่านี้ใช้ความอาวุโสเป็นเกณฑ์ ยิ่งอายุมากขึ้นตำแหน่งก็จะสูงขึ้น ไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถของคนนั้น ๆ

เคธี มัตสึอิ ผู้เป็นคนคิดค้นคำว่า “Womenomics” ขณะทำงานที่บริษัทโกลด์แมน แซคส์ บอกว่าญี่ปุ่นขาดแคลนคนมีทักษะความสามารถเพราะไปประเมินค่าโดยวัดว่าคน ๆ นั้นทำงานมานานแค่ไหน

เธอหวังว่าแนวคิดแบบนี้กำลังจะเปลี่ยนไป โดยจะถูกขับเคลื่อนโดยคนทำงานรุ่นใหม่ที่่มีความสามารถที่ไม่เลือกทำงานให้กับบริษัทดัง ๆ ซึ่งคาดหวังให้พวกเขา “รอไป 30 ปีกว่าจะได้ขึ้นเป็นผู้จัดการ”

ไม่ใช่แค่เรื่องความเท่าเทียม

Women walk past a cleaner in Tokyo's Ginza district on April 3, 2019
Getty Images

ซินเธีย อูซูอิ ผู้จัดการระดับประเทศของเครือโรงแรม LOF Hotel เล่าว่าบริษัทของเธอจ้างงานแบบไม่เหมือนที่อื่น มีทั้งอดีตแม่บ้าน แม่เลี้ยงเดี่ยว หรือคนประเภทอื่น ๆ ที่ไม่สามารถหางานได้ในบริษัททั่วไป

“ฉันไม่คิดว่าบริษัทต่าง ๆ มีทางเลือก คุณต้องมีทีมที่ประกอบไปด้วยคนหลากหลายแบบเราถึงจะประสบความสำเร็จได้”

อูซูอิ เป็นแม่บ้านอยู่เลี้ยงลูกนาน 17 ปีด้วยกัน ก่อนจะมาเริ่มต้นทำงานอีกครั้งตอนอายุ 47 ปี โดยงานแรกเป็นที่โรงอาหารที่โรงเรียนลูกสาว

อูซูอิบอกว่ารัฐบาลใช้เงินจำนวนมากในการฝึกทักษะให้ผู้ชายญี่ปุ่นในวัย 50 กว่าให้สามารถกลับไปทำงานใหม่อีกครั้ง และก็ควรใช้เงินเท่ากันในการฝึกทักษะให้ผู้หญิงด้วย

อูซูอิ บอกว่าน่าหงุดหงิดที่หลายคนไม่เข้าใจว่านโยบาย Womenomics จะช่วยทำให้อุตสาหกรรมมีผลประกอบการที่ดีขึ้น และระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นยิ่งเติบโต ไม่ใช่แค่เรื่องความเท่าเทียมระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงเท่านั้น

ถึงตอนนี้ บริษัทญี่ปุ่นยังไม่ค่อยจะออกมาให้คำมั่นสัญญาว่าจะเพิ่มจำนวนพนักงานผู้หญิง และในที่สุดแรงขับเคลื่อนก็มาจากบริษัทข้ามชาติอย่างโกลด์แมน แซคส์ ที่มีการตั้งเป้าจ้างงานผู้ชายและผู้หญิงให้เท่าเทียมมากขึ้น

…..

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ ญี่ปุ่น ประเทศที่อาจเต็มไปด้วยแม่บ้านที่เบื่อหน่ายเพราะว่างงานทั้ง ๆ ที่จบปริญญามา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง