อภิปรายไม่ไว้วางใจ: สธ. ป้องซิโนแวค โต้ข้อหา “มีเงินทอน” หลังฝ่ายค้านพบส่วนต่างซื้อวัคซีนโควิด-19

31 ส.ค. 2564 - 19:17 น.

ในวันแรกของการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นักการเมืองฝ่ายค้านกล่าวหารัฐบาลว่าไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการวิกฤตโรคระบาด อีกทั้งยังมีพฤติการณ์ “ค้าความตาย” กับประชาชน สร้างกำไรและ “มีเงินทอน” จากวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ทำให้ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกมาแถลงตอบโต้ว่าเป็น “ความเข้าใจคลาดเคลื่อนมาก” และขออย่าด้อยค่าวัคซีนซิโนแวค

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่อยู่กับประเทศไทยมากว่า 19 เดือน โดยมีผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 1.2 ล้านราย และผู้เสียชีวิตสะสมกว่า 1.1 หมื่นราย ส.ส.ฝ่ายค้านอย่างน้อย 3 คนตั้งข้อสังเกตว่ามีการ “แต่งตัวเลข” ผู้ติดเชื้อหน้าใหม่ ก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลจะเกิดขึ้นหรือไม่

ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในระดับต่ำกว่า 2 หมื่นราย/วัน ต่อเนื่องกันมา 10 วันแล้ว นับจาก 20 ส.ค.

จนถึงเวลา 18.00 น. ของวันนี้ (31 ส.ค.) พล.อ. ประยุทธ์ ลุกขึ้นชี้แจงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านเพียงครั้งเดียว ในประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารวัคซีนโควิด-19 โดยบอกว่าจะหาเวลาที่เหมาะสมชี้แจงหลักการทั้งหมด แต่ยืนยันว่ารัฐบาลทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ เป็นห่วงเป็นใยประชาชน และพิจารณาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ

“ในเรื่องของเงินทอน ท่านไปหามาเถอะครับว่าใครได้ ผมยืนยันยอมรับการตรวจสอบทุกชนิด” และ “ถ้าไปพูดข้างนอกก็จะมีปัญหา ผมไม่ได้ขู่ท่าน แต่การพูดในสภาก็ต้องระมัดระวังเหมือนกัน เพราะประชาชนเข้าใจผิด” พล.อ. ประยุทธ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้นำผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดแถลงข่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านทันควัน และขอร้องว่าอย่าด้อยค่าวัคซีนซิโนแวค

“บ.ในพระปรมาภิไธย-ค้าความตาย-ผู้นำโง่” เรียกเสียงประท้วงแรกจาก พปชร.

ในระหว่างนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภา เสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 6 รัฐมนตรี และกล่าวบรรยายพฤติการณ์ของ พล.อ. ประยุทธ์ ซึ่งมีเนื้อหาตามญัตติ 89 บรรทัด นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งถูกวางตัวเป็น 1 ในทีมองครักษ์พิทักษ์นายกฯ ได้ลุกขึ้นประท้วง 3 ครั้ง จาก 3 ข้อความที่เขาเห็นว่าไม่เหมาะสม พร้อมดักคอ ส.ส. ฝ่ายค้านว่าถ้าผลิตซ้ำข้อความเหล่านี้ ก็จะลุกขึ้นประท้วงอีก

  • “แอบอ้างว่ามีวัคซีนของบริษัทในพระปรมาภิไธยเพื่อมาฉีดให้กับประชาชน เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันฯ”
  • “พฤติการณ์ของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีลักษณะ ‘ค้าความตาย’ โดยเห็นวัคซีนเป็นสินค้าสาธารณะ เหิมเกริม คิดการใหญ่โตในการสร้างกำไรจากวัคซีนร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล”
  • “มีการกล่าวกันว่า ‘ผู้นำโง่ เราจะตายกันหมด’ เพราะคนโง่คือภัยอันตรายร้ายแรงเมื่อได้กลายเป็นผู้มีอำนาจ”

อย่างไรก็ตามนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร วินิจฉัยว่าผู้นำฝ่ายค้านในสภายังอ่านตามญัตติ ไม่ผิดข้อบังคับการประชุมสภา จึงขอนายไพบูลย์อย่าทำให้เสียเวลา “ถ้าเราไม่ประเมินคนของเราต่ำไป อย่าประท้วง ถึงตอนนั้นผู้ถูกอภิปรายก็มีสิทธิแจงในระดับเดียวกัน”

นายสมพงษ์อภิปรายโจมตี พล.อ. ประยุทธ์ว่า เป็นบุคคลที่ไร้ภูมิปัญญา ไร้องค์ความรู้ ไร้จิตสำนึกรับผิดชอบ ไร้คุณธรรมจริยธรรม และไร้ความสามารถที่จะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินเกิดความล้มเหลว ผิดพลาดบกพร่องเสียหายอย่างร้ายแรงทุกด้าน นอกจากนี้ยัง “โอหัง คลั่งอำนาจ” จากการรวบอำนาจการบริหารจัดการวิกฤตโควิด-19 ไว้ที่ตัวเอง

หัวหน้า พท. ยังวิจารณ์การบริหารจัดการวัคซีนที่มีพฤติการณ์ปิดบังอำพราง ไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ เลือกปฏิบัติ โดยชี้ให้เห็นปัญหาในจัดการวัคซีนของรัฐบาล อาทิ 1) ทุ่มหมดหน้าตักไปกับวัคซีนเพียงตัวเดียว ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีวัคซีนน้อยชนิด 2) ปฏิเสธการเข้าร่วมโครงการโคแวกซ์ ทำให้เสียโอกาสได้รับวัคซีนหลายสิบล้านโดส 3) สั่งวัคซีนซิโนแวคให้เป็นวัคซีนหลักของประเทศ ทั้งที่ในช่วงนั้นยังไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และเหตุใดจึงดึงดันสั่งซื้อวัคซีนซิโนแวคซ้ำซากไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งที่ถูกตั้งคำถามเรื่องประสิทธิภาพในการป้องกันการระบาดของไวรัสสายพันธ์เดลต้า 4) ใช้สูตรฉีดวัคซีนไขว้ทั้งที่ไม่มีการศึกษาวิจัยที่น่าเชื่อถือมากเพียงพอรองรับ เหมือน “เอาประชาชนเป็นหนูทดลอง”

“ผมและพรรคร่วมฝ่ายค้านทั้งหมด ยืนยันที่จะกล่าวหาว่าท่านเป็นรัฐบาลที่กล้าที่จะค้าความตายกับประชาชน” นายสมพงษ์กล่าว

พท. จี้ รบ. แจงส่วนต่างซื้อซิโนแวค

สำหรับข้อกล่าวหานี้ ถูกอภิปรายขยายความโดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการ พท. ว่าหมายถึงการจัดหาวัคซีนที่ถูกตั้งคำถามว่ามีประสิทธิภาพต่ำในราคาแพง เอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนเจ้าเดียว

นายประเสริฐนำข้อมูลจากเอกสาร 2 ฉบับมาประกอบการอภิปรายเพื่อชี้ให้เห็น “พฤติกรรมที่ส่อว่าทุจริต และมีเงินทอน” โดยฉบับแรก ระบุว่าได้มาจากข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข อีกฉบับ เป็นบันทึกการประชุมของคณะอนุกรรมาธิการ (อนุ กมธ.) เพื่อการแก้ไขปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภคใน กมธ.ผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้นำแสดงเอกสารฉบับจริงมาแสดง แต่จัดทำตารางขึ้นมาใหม่


เลขาธิการ พท. กล่าวว่า เนื้อหาของเอกสารทั้ง 2 ฉบับ ระบุตรงกันถึงแผนการนำเข้าซิโนแวค, ยอดส่งจริง, ราคาที่ ครม. อนุมัติ และราคาซื้อจริง ซึ่งปรากฏว่า ครม. มีมติให้สั่งซื้อวัคซีนซิโนแวค 5 ครั้ง ทยอยจัดส่งแล้ว 18 ครั้ง ยอดรวม 19.5 ล้านโดส ภายใต้ราคา 17 ดอลลาห์สหรัฐ/โดส อย่างไรก็ตามพบว่ามีเพียงครั้งแรกเท่านั้นที่ราคาซื้อจริงอยู่ที่ 17 ดอลลาร์สหรัฐ/โดส ส่วนอีก 4 ครั้งที่เหลือ ราคาซื้อจริงลดต่ำลงเรื่อย ๆ โดยครั้งที่สอง บริษัทขายวัคซีนที่ 15 ดอลลาร์สหรัฐ/โดส, ครั้งที่สาม ขายให้ 14 ดอลลาร์สหรัฐ/โดส, ครั้งที่สี่ ขายให้ 9.5 ดอลลาร์สหรัฐ/โดส และครั้งที่ห้า ขายให้ 9 ดอลลาร์สหรัฐ/โดส เมื่อรวมราคาที่ ครม. อนุมัติจัดซื้อทั้งหมดอยู่ที่ 331.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 10,846.68 ล้านบาท ขณะที่ราคาจัดซื้อจริงอยู่ที่ 267,364 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 8,748.08 ล้านบาท

“ค่าส่วนต่างที่มีคือ 2,098 ล้านบาท พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องชี้แจงว่าเงินทอน หรือค่าส่วนต่างอยู่ที่ไหน เงินตรงนี้มันอยู่ไหน อยู่ในกระเป๋าใคร พร้อมนำเอกสารมาชี้แจงต่อสภา ไม่เช่นนั้นจะถือว่าตั้งใจโกง” นายประเสริฐกล่าวและยังตั้งคำถามต่อไปว่า เหตุใด ครม. ถึงไม่อนุมัติให้จัดซื้อตามราคาจริง อีกทั้งยังมีการอนุมัติให้จัดซื้อซิโนแวคเพิ่มเติมอีก 12 ล้านโดส ทั้ง ๆ ที่ไม่มีประสิทธิผลสูงในการต้านไวรัสกลายพันธุ์เดลต้า

ตั้งสารพัดข้อสังเกตต่อ “วัคซีนเส้นใหญ่”

ส.ส. ฝ่ายค้านรายนี้ยังตั้งข้อสังเกตต่อการนำเข้าวัคซีนซิโนแวคไว้ ดังนี้

  • มีการหลีกเลี่ยงการจัดซื้อจัดจ้างตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 โดยใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เป็นฉากบังหน้า
  • เป็นการจัดซื้อเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่การซื้อแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ตามที่บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ระบุในเอกสารแถลงข่าว สะท้อนผ่านหลักฐานการเสียภาษีนำเข้า (ถ้าเป็นจีทูจีจะได้รับการยกเว้นภาษี) อีกทั้งนายหยาง ซิน อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ก็บอกเองว่าไทยเป็นประเทศแรกในกลุ่มอาเซียนที่นำเข้าวัคซีนในเชิงพาณิชย์จากจีน
  • เป็นที่ทราบกันดีว่าบริษัทซิโนแวค ไบโอเทค ของจีน มีสายสัมพันธ์กับ “เจ้าสัวใหญ่ในเมืองไทย” แม้ไม่มีตัวแทนจำหน่ายในไทย แต่องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ก็ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประหนึ่ง “นายหน้า”
  • การจัดซื้อมีราคาสูง หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่น เช่น บราซิล หรืออินโดนีเซีย
  • มีอย่างน้อย 6 หน่วยงาน ได้แก่ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน, คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้, สำนักงบประมาณ, กระทรวงการคลัง, กลุ่ม “หมอไม่ทน” และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เคยทักท้วงการจัดซื้อการจัดซื้อรวม 10.9 ล้านโดส แต่ไม่ได้รับการพิจารณา ทำให้สงสัยว่าการจัดซื้อวัคซีนนี้มีผลประโยชน์อะไรหรือไม่

“พล.อ. ประยุทธ์ และนายอนุทิน มีเจตนาพิเศษ ไม่ระงับยับยั้งข้อทักท้วงของหน่วยงานเหล่านี้หรือไม่” นายประเสริฐกล่าวและว่า ไม่แปลกใจที่นายกฯ และอนุทินคิดออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรมผู้เกี่ยวข้องกับการจัดหาวัคซีน

ในระหว่างอภิปราย เลขาธิการ พท. เรียกวัคซีนซิโนแวคว่า “วัคซีนเส้นใหญ่” และ “วัคซีนสายสัมพันธ์” ทำให้ประธานสภาต้องออกปากเตือนให้ระมัดระวังการวิจารณ์คุณภาพวัคซีน และขอให้คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย ขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ก็ลุกขึ้นประท้วงการกล่าวพาดพิงบุคคลภายนอก รวมถึงการด้อยค่าวัคซีนอาจทำให้ประชาชนที่ได้รับวัคซีนซิโนแวคไปแล้วเกิดความเข้าใจผิดและหวาดกลัวได้

ภท. ส่งข้าราชการ สธ. โต้ทุกข้อกล่าวหาฝ่ายค้าน

นอกจากนี้ นายศุภชัยยังนำผู้บริหาร สธ. ทั้ง นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค, นพ. วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และ นพ. นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีน มาเปิดแถลงข่าวแก้ข้อกล่าวหาของ ส.ส. ฝ่ายค้านทันควัน

นพ. โอภาสปฏิเสธข้อกล่าวหาต่าง ๆ ของฝ่ายค้าน โดยบอกว่าความจริง พร้อมย้ำว่าไม่มีวัคซีนตัวใดที่สามารถป้องกันโรคโควิด-19 ได้ 100% ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนซิโนแวค หรือวัคซีนไฟเซอร์ ส่วนการพัฒนาสูตรฉีดวัคซีนที่เรียกว่าสูตรไขว้ โดยใช้วัคซีนซิโนแวคเป็นเข็ม 1 และวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเป็นเข็ม 2 พบว่าสามารถสร้างภูมิคุ้มกันในระดับที่สูงเทียบเท่ากับการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม แต่ข้อดีคือฉีดได้เร็วขึ้นและภูมิคุ้มกันมากขึ้น โดยนักวิชาการจากหลายที่มีหลักฐานยืนยันตรงกันว่าวัคซีนสูตรไขว้นี้มีประสิทธิภาพ

“ยืนยันว่าวัคซีนซิโนแวคมีประสิทธิภาพ ขอความกรุณาอย่าด้อยค่าวัคซีนซิโนแวค เพราะวัคซีนตัวนี้ช่วยเราตั้งแต่ต้นปี ทำให้เราดูแลการระบาดของโรคได้เป็นอย่างดี และจะพยายามเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน” นพ. โอภาสกล่าวและย้ำว่า ได้ทำตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างทุกอย่าง

ส่วนประเด็นราคาซื้อวัคซีนซิโนแวคที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วง ผอ.องค์การเภสัชกรรมยอมรับว่า มีราคาตั้งแต่ 17 ดอลลาร์สหรัฐ/โดส แต่ต่อมา ก็สามารถต่อรองราคาได้ ทำให้ซื้อถูกลงตามลำดับ จนราคาสุดท้ายอยู่ที่ 8.9 ดอลลาร์สหรัฐ/โดส หรือคิดเป็นราคาเฉลี่ย 11.99 ดอลลาร์สหรัฐ/โดส แต่ถึงกระนั้น การอภิปรายว่ามีส่วนต่างจำนวนมาก “ขอชี้แจงว่ามีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างมาก” เพราะ อภ. ใช้เงินขององค์กรจัดซื้อไปก่อนจำนวนหลายพันล้าน จากนั้นเมื่อได้ของ ก็กำหนดราคาขาย ซึ่ง อภ. ต้องแบกรับอัตราแลกเปลี่ยน และยืนยันว่าไม่มีส่วนต่างแต่อย่างใด กรอบการอนุมัติเป็นการขอเผื่อไว้ แต่เมื่อมีการเรียกเก็บ ก็เก็บราคาตามจริง โดยบวกค่าดำเนินการ ค่าขนส่ง 2-4% และส่วนต่างที่เหลือ ไม่มีใครได้แน่นอน 100% ซึ่งงบประมาณตรงนี้ กรมควบคุมโรคเป็นผู้ดูแล และมีการเบิกจ่ายตามจริง

นพ. วิฑูรย์ยังปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง อภ. เป็น “นายหน้า” ซิโนแวคด้วย โดยชี้แจงว่า อภ. ไม่ได้เป็นผู้จัดซื้อโดยตรง แต่เป็นบริษัทลูกแห่งหนึ่งทำหน้าที่ แต่ทางการจีนไม่ยอม เป็นเหตุให้ อภ. ต้องไปติดต่อเอง และได้ดำเนินการจัดหาวัคซีนคู่ประสานทั้งวัคซีนซิโนฟาร์มและซิโนแวค ซึ่งซิโนฟาร์มติดขัดปัญหามาก แต่ซิโนแวคมีความยืดหยุ่นกว่า จึงเลือกซิโนแวคเพื่อให้คนไทยได้ฉีดวัคซีนระหว่างรอวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า

4 กลุ่มจัดชุมนุม-อภิปรายนอกสภาคู่ขนาน

การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 6 รัฐมนตรี จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-3 ก.ย. ก่อนลงมติในวันที่ 4 ก.ย. โดยถือเป็นศึกซักฟอกครั้งที่ 3 ของรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” หลังบริหารราชการแผ่นดินมา 2 ปีเศษ ทั้งนี้มีอยู่ภายใต้กรอบเวลาทั้งสิ้น 58 ชม. 30 นาที

ในเวลา 40 ชม. ที่ฝ่ายค้านได้รับการจัดสรร พวกเขาจะใช้ 33 ชม. ในการอภิปราย พล.อ. ประยุทธ์ และนายอนุทิน ตามการเปิดเผยของนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ส่วนรัฐมนตรีอีก 4 คน จะใช้เวลาคนละ ชม. เศษ

ในห้วงเวลาเดียวกัน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างน้อย 4 กลุ่ม ได้นัดชุมนุมและเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภาคู่ขนานกันไประหว่างวันที่ 1-4 ก.ย. ประกอบด้วย กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย”, กลุ่ม “คาร์ม็อบ” เดิม, กลุ่ม “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” และกลุ่มรีเด็ม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ อภิปรายไม่ไว้วางใจ: สธ. ป้องซิโนแวค โต้ข้อหา “มีเงินทอน” หลังฝ่ายค้านพบส่วนต่างซื้อวัคซีนโควิด-19
ข่าวที่เกี่ยวข้อง