ตาลีบัน : เสียงจากชาวอัฟกันที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

2 ก.ย. 2564 - 17:16 น.

ชาวอัฟกันหลายพันคนแห่กันไปที่สนามบินกรุงคาบูลในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อพยายามหนีออกจากประเทศเพราะไม่ต้องการตกอยู่ใต้การปกครองของกลุ่มตาลีบัน

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

พวกเขารอทั้งวันทั้งคืนโดยไม่มีน้ำ อาหาร หรือห้องน้ำ บางคนรอดตายหวุดหวิดจากเหตุระเบิดฆ่าตัวตายโดยกลุ่มไอซิส-เค และการโจมตีด้วยโดรนของสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา

สหรัฐฯ บอกว่ากองกำลังร่วมสามารถอพยพคนได้ 1.23 แสนคนก่อนเส้นตายเมื่อวันที่ 31 ส.ค. แต่หลายคน– ไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานให้รัฐบาลอัฟกัน นักเคลื่อนไหวหญิง ชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติ และกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ–ก็ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

บีบีซีได้พูดคุยกับชาวอัฟกัน 3 คนที่หนีออกจากประเทศไม่ทันและกำลังซ่อนตัวอยู่ เราได้เปลี่ยนชื่อคนเหล่านี้เพื่อความปลอดภัยของพวกเขา

Taliban militant with a rifle
Getty Images

……………………..

หลังตาลีบันเข้ายึดกรุงคาบูล นาซีฟ ภรรยา และลูกเล็กของพวกเขาก็ตัดสินใจทิ้งบ้าน และทุกวันนี้ต้องเปลี่ยนสถานที่หลบซ่อนทุกวัน โดยตอนนี้อยู่ที่บ้านญาติคนหนึ่ง

ด้วยความที่เป็นเจ้าหน้ารัฐบาลผู้ดูแลเรื่องโครงการให้กู้ยืมเงินแก่เกษตรกร เขาได้เดินทางไปใน 18 จังหวัดที่ห่างไกลในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา โดยพื้นที่เหล่านั้นอยู่ในการควบคุมของตาลีบัน

ตาลีบันไม่ชอบโครงการดังกล่าวเพราะได้เงินทุนมาจากต่างชาติ ระหว่างทำงาน นาซีฟได้เห็นสิ่งที่ตาลีบันทำและบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้กับเพื่อนที่เป็นสื่อฟัง ต่อมา ตาลีบันค้นพบว่าเขาเป็นแหล่งข่าวให้กับสื่อและฝากน้องชายเขาให้มา “เตือน”

นาซีฟเล่าว่าถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่สนใจคำเตือน และยังแสดงการต่อต้านกลุ่มติดอาวุธนี้ต่อไปรวมถึงวิจารณ์อย่างเปิดเผยบนโซเชียลมีเดียด้วย

An Afghan family arriving at Dulles International Airport, Virginia, US
Getty Images
ครอบครัวชาวอัฟกันหลายครอบครัวเดินทางไปถึงสหรัฐฯ โดยยังไม่ทันได้บอกลาคนรักและเก็บข้าวของ

นาซีฟวิเคราะห์ว่าการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลในหน่วยงานที่คอยเก็บข้อมูลของพลเรือนนี่เองที่ทำให้เขาตกเป็นเป้าตามล่า

“ตาลีบันรู้ว่าจะสามารถเข้าถึงรายชื่อและที่อยู่คนทั้งหมดได้ถ้าสามารถเข้าถึงตัวผม”

เขาได้ยินมาจากเพื่อนบ้านว่าสมาชิกกลุ่มตาลีบันมาหาเขาที่บ้านอย่างน้อย 3 ครั้งในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

Taliban militants on patrol
Getty Images
20 ปีผ่านไป ตาลีบันกลับมาลาดตระเวนบนท้องถนนอีกครั้ง

“ผมได้ข้อมูลมาว่าพวกเขาฆ่าคนที่เคยทำงานกับรัฐบาลอัฟกันไป 7 รายที่คาบูลเมื่อ 2 วันที่แล้วนี่เอง”

ด้วยความที่เขาไม่ได้ทำงานให้กับรัฐบาลชาติตะวันตก เขาเลยไม่ได้รับการติดต่อให้ไปสนามบิน อย่างไรก็ดี เขาก็เสี่ยงพาภรรยาและลูกไป

“ผมพยายามอยู่ 4 รอบแต่ก็ไม่สามารถออกไปได้ มีเอกสารที่แสดงว่าผมทำงานที่มีลักษณะอ่อนไหว และชีวิตผมกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง แต่ผมไม่สามารถเข้าถึงเจ้าหน้าที่สถานทูตใด ๆ ได้เลย เข้าใกล้ประตูสนามบินยังไม่ได้เลย”

เขากลัวว่าเมื่อตาลีบันเข้าควบคุมกรุงคาบูลมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะยิ่งย้ายหนียาก และตอนนี้ก็ตัดสินใจจะเสี่ยงจ่ายเงินให้คนช่วยลักลอบพาเขาและครอบครัวออกจากประเทศแล้ว

นาซีฟรู้ดีว่าการเดินทางครัังนี้ไม่ง่าย และก็เคยได้ยินมาแล้วว่าหลายคนถูกสังหารระหว่างทาง และผู้หญิงก็เสี่ยงโดนล่วงละเมิดทางเพศ นอกจากนี้ นาซีฟบอกว่ากลุ่มตาลีบันได้ไปปิดล้อมพรมแดนที่จะไปประเทศเพื่อนบ้านแล้วด้วย

แต่เขาก็พร้อมที่จะเสี่ยง

“พวกเขาจะไม่มีวันให้อภัยผม หากผมอยู่คาบูลต่อ พวกเขาจะหาผมเจอ และฆ่าผม”

………………………….

“ผมอยากจะไปจากที่นี่เพราะไม่มีหลักประกันเลยว่าชีวิตจะปลอดภัย”

อาเหม็ดเคยเป็นนักข่าวอยู่หลายปี ก่อนจะผันตัวไปเป็นที่ปรึกษาด้านสื่อให้รัฐบาลอัฟกัน


เขายังไม่ได้ถูกขู่ฆ่าโดยตรงแต่ก็วิตกกังวลเพราะตาลีบันเข้าไปยึดเอกสารทั้งหมดจากออฟฟิศที่เขาทำงานอยู่ ซึ่งก็มีชื่อเขาเป็นหนึ่งในพนักงานด้วย

เขาเดาว่าตอนนี้กลุ่มตาลีบันกำลังผนึกรากฐานอำนาจให้แข็งแกร่งก่อน รอเวลาที่เหมาะสมที่จะตามล่าคนที่พวกเขาคิดว่าเป็นศัตรูของตน

อาเหม็ดไม่เชื่อคำกล่าวอ้างของตาลีบันที่บอกว่าจะไม่ตามล้างแค้นคนที่เคยอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน

An Afghan woman greets her relative at the Vienna airport
Getty Images
ชาติตะวันตกได้ช่วยอพยพชาวอัฟกันไปจำนวนมากแต่ก็ยังมีอีกมากที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังและตกอยู่ในอันตราย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว (26 ส.ค.) เขาซึ่งมีวีซ่าเข้าสหราชอาณาจักรตัดสินใจไปที่สนามบิน ด้วยความที่บริเวณประตูเต็มไปด้วยผู้คนมหาศาล เขาเลยตัดสินใจวิ่งไปตามคลองระบายน้ำเสียซึ่งขนานกับถนนเพื่อพยายามจะเลี่ยงคนที่กำลังต่อคิวอยู่ และแล้วก็ได้ยินเสียงระเบิดดัง ระเบิดที่ห่างไปแค่ 150 เมตรทำให้มือและใบหน้าเขาเป็นแผล

เหตุระเบิดฆ่าตัวตายครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 170 ราย รวมถึงทหารสหรัฐฯ 13 นาย

วิดีโอที่อาเหม็ดถ่ายมาแสดงให้เห็นถึงความเสียหาย มีซากศพวางทับกระเป๋าเดินทางและรองเท้าที่ถูกทิ้งไว้

จากนั้น พี่ชายเขาก็มารับที่สนามบินและพากลับบ้าน ถึงตอนนั้น มีเจ้าหน้าที่ที่ทำงานด้านสื่อกว่าสิบคนได้ขึ้นเที่ยวบินอพยพไปประเทศอื่นแล้ว

เขาไม่รู้เลยว่าสนามบินคาบูลจะมีเที่ยวบินสำหรับพลเรือนอีกเมื่อไหร่ และตอนนี้ก็วางแผนจะข้ามพรมแดนไปปากีสถานแทน

“มันเลวร้ายมาก” อาเหม็ดเล่า “พวกตาลีบันคอยตั้งด่านหยุดรถและเรียกตรวจบัตรประชาชนทุกคน”

…………………………..

ปาร์วนา แต่งงานกับล่ามที่ทำงานให้กับกองทัพสหราชอาณาจักรในอัฟกานิสถาน สามีเธออพยพไปสหราชอาณาจักรก่อนหลายปีแล้ว และหลังจากทำเรื่องให้เธอย้ายไปหาเขาเรียบร้อย ตาลีบันก็ดันมายึดประเทศสำเร็จพอดี

เธอยังไม่ได้ประทับตราวีซ่าบนหนังสือเดินทาง และตอนนี้ก็กำลังหวาดกลัวมาก

“สถานทูตที่นี่ปิดหมด แล้วรัฐบาลสหราชอาณาจักรจะดำเนินโครงการย้ายถิ่นอย่างไร ฉันไม่รู้เลยว่าจะย้ายถิ่นจากประเทศที่สามอย่างไร สถานการณ์แย่มาก ๆ จนฉันรู้สึกหมดหวังแล้ว ฉันไม่สามารถไปสหราชอาณาจักรได้”

มีคนกว่า 15,000 คนที่สามารถอพยพย้ายไปสหราชอาณาจักรได้อย่างปลอดภัยตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค. แต่ปาร์วนาไม่ใช่หนึ่งในนั้น

Map of Afghanistan
Getty Images
อนาคตของอัฟกานิสถานตกอยู่ในความไม่แน่นอนหลังจากกองกำลังร่วมซึ่งนำโดยสหรัฐฯ ถอนทัพออกไป

เธอเล่าว่าไปรอที่สนามบินถึง 6 วัน 6 คืน แต่ก็ไม่สำเร็จ เธอพยายามไม่กินข้าวไม่กินน้ำเพราะว่าไม่มีห้องน้ำบริเวณนั้น อากาศร้อนระอุทำให้เธออ่อนล้ามาก

หลังจากออกไปจากบริเวณสนามบินเพื่อไปใช้ห้องน้ำที่บ้านญาติ เธอกลับมาพบคนมากกว่าเดิม และเธอก็ถูกผลักออกมาไกลกว่าที่เดิม ในที่สุดเธอก็ยอมแพ้ เดินทางกลับบ้าน

เธอเล่าว่าตอนนี้สมาชิกกลุ่มตาลีบันที่เดินไปมาตามท้องถนนทำให้เธอไม่กล้าไปไหน

“ถนนเกือบจะโล่งสนิท ทุกคนต่างอยู่บ้าน กลุ่มตาลีบันที่มีปืนกลและจรวดอาร์พีจีกำลังเดินลาดตระเวนไปตามถนน และสอบสวนทุกคนที่อยากจะไปจากอัฟกานิสถาน”

ปาร์วนามาจากครอบครัวอนุรักษ์นิยมและคุ้นชินกับการใส่ชุดคลุมทั้งตัวและใบหน้า ตอนนี้เธอไม่ได้ทำงาน และแค่คอยสังเกตรอข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย

“ตาลีบันบอกว่าจะไม่แก้แค้นใครแต่ฉันเห็นวิดีโอที่พวกเขาสังหารทหารในคาบูล ฉันไม่สามารถเชื่อใจพวกเขาได้ เมื่อชาวอเมริกันจากไป เขาจะตามหาและสังหารคนเพิ่มอีก”

ความหวังของเธอหมดสิ้นไปพร้อมกับตอนที่เที่ยวบินอพยพสุดท้ายออกไป เธออยากให้ชาติตะวันตกกดดันกลุ่มตาลีบันให้เปิดทางให้คนที่อยากออกจากประเทศได้อพยพออกไปได้อย่างปลอดภัย

“นานาชาติไม่ควรลืมพวกเรา และควรจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยเราเดี๋ยวนี้ หากยังมัวแต่รีรออยู่แบบนี้ คนอย่างฉันจะไม่มีชีวิตรอด”

……………………………

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ ตาลีบัน : เสียงจากชาวอัฟกันที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง