อัฟกานิสถาน : ตาลีบัน, ไอเอส และอัลไคดา ความเหมือนและต่างของ 3 กลุ่มติดอาวุธมุสลิม

2 ก.ย. 2564 - 20:33 น.

นักรบจีฮัดทั่วโลกต่างเฉลิมฉลองหลังกลุ่มตาลีบันได้กลับขึ้นสู่อำนาจในอัฟกานิสถานอีกครั้ง ซึ่งพวกเขาถือเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่เหนือความเกรียงไกรของกองทัพตะวันตก

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

ทว่าบรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างหวั่นเกรงถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดยุคใหม่ของอุดมการณ์จีฮัด หรือการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลาง

โดยภัยคุกคามใหญ่ที่สุดนั้นมาจากกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอัลไคดา หรือ อัลกออิดะห์ และกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม หรือ ไอเอส ที่อ่อนกำลังลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ยังคงเคลื่อนไหวอยู่

Taliban soldiers captured by Afghan forces in 2019
Getty Images
แม้จะยึดแนวคิดเรื่องจีฮัด หรือการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมเหมือนกัน แต่ 3 กลุ่มนี้กลับมีเป้าหมาย และวิธีการที่แตกต่างกัน

ในข้อตกลงที่ทำกับสหรัฐฯ ตาลีบันรับปากว่าจะไม่ให้ที่พักพิงแก่กลุ่มสุดโต่งที่มีเป้าหมายในการโจมตีชาติตะวันตก อย่างไรก็ตามสายสัมพันธ์ของตาลีบันกับกลุ่มอัลไคดายังคงแน่นแฟ้น

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ากลุ่มไอเอส ซึ่งเป็นคู่แข่งกับอัลไคดานั้น จะต้องเผชิญแรงกดดันที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขายังมีความสำคัญและอิทธิพลอยู่

ส่วนกลุ่มรัฐอิสลามแห่งจังหวัดโคราซัน หรือ ไอเอส-เค ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของไอเอสในอัฟกานิสถานนั้น ไม่รอช้า ก่อเหตุโจมตีพื้นที่รอบนอกสนามบินกรุงคาบูลเมื่อ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 170 คน ในจำนวนนี้ 13 คนเป็นเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ

แต่นอกไปจากอุดมการณ์พื้นฐานเรื่องการทำจีฮัดแล้ว กลุ่มติดอาวุธมุสลิม 3 กลุ่มหลักนี้มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

ดร.คอลิน คลาร์ก นักวิจัยและนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงจากศูนย์ซูฟานในนครนิวยอร์ก ได้ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีและสรุปเรื่องนี้ไว้ว่า

“ตาลีบันเป็นผู้เล่นสำคัญที่สุดในอัฟกานิสถาน อัลไคดาเป็นกลุ่มนักรบจีฮัดข้ามชาติที่กำลังฟื้นฟูเครือข่ายขึ้นอีกครั้ง กลุ่มไอเอสก็เช่นกัน แต่กลุ่มนี้จะต้องต่อสู้หนักมากกว่า เพราะเป็นศัตรูตัวฉกาจของทั้งอัลไคดาและตาลีบัน”

ต้นกำเนิด

Raqaa, the city Islamic State considered its capital
Getty Images
“รัฐอิสลาม” ที่กลุ่มไอเอสตั้งขึ้นเองอยู่ในหลายพื้นที่ของอิรักและซีเรีย

อัลไคดาและตาลีบันเกิดขึ้นจากการต่อต้านการรุกรานของโซเวียตในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 และจากสถานการณ์วุ่นวายภายในอัฟกานิสถานช่วงต้นทศวรรษที่ 1990

ขณะที่ไอเอสถือกำเนิดขึ้นในอีกหลายปีให้หลัง จากสมาชิกที่เหลืออยู่ของกลุ่มอัลไคดาในอิรัก (al-Qaeda in Iraq หรือ AQI) ซึ่งเป็นสาขาย่อยของอัลไคดาที่ตั้งขึ้นเพื่อต่อสู้กับการรุกรานอิรักของสหรัฐฯ ในปี 2003

กลุ่มนี้หายไปเป็นเวลาหลายปีหลังจากสหรัฐฯ เพิ่มกำลังทหารประจำการในอิรักในปี 2007 แต่เริ่มกลับมาอีกครั้งในปี 2011

อัลไคดาก่อตั้งขึ้นโดยนายโอซามา บิน ลาเดน มหาเศรษฐีชาวซาอุดีอาระเบีย ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 ชื่อของกลุ่มมีความหมายว่า “ฐานที่มั่น” หรือ “เครือข่าย” และได้ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายส่งกำลังบำรุง และสนับสนุนด้านอาวุธให้ชาวมุสลิมที่ต่อสู้กับสหภาพโซเวียต

นายบิน ลาเดน ได้ดึงผู้คนจากทั่วโลกอิสลามมาเข้าร่วมกลุ่มอัลไคดา

Osama Bin Laden during an interview with CNN in 1998
Getty Images
บิน ลาเดน อ้างความชอบธรรมในการทำ “สงครามศักดิ์สิทธิ์” ต่อสหรัฐฯ ในวิดีโอที่เผยแพร่ทาง ซีเอ็นเอ็น เมื่อปี 1998 หรือ 3 ปีก่อนเหตุวินาศกรรม 9/11

ตาลีบัน หรือ “นักเรียน” ในภาษาปาทาน หรือ Pashto เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ทางตอนเหนือของปากีสถาน หลังจากสหภาพโซเวียตถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน

เชื่อกันว่า ขบวนการที่นำโดยชาวปาทานกลุ่มนี้ ปรากฏขึ้นครั้งแรกในโรงเรียนสอนศาสนา ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย และสอนหลักคำสอนศาสนาอิสลามนิกายซุนนีแบบสุดโต่ง

คำมั่นสัญญาของกลุ่มตาลีบันคือ การฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคง ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายชารีอะห์ของอิสลามที่เคร่งครัดเมื่อกลุ่มได้ขึ้นสู่อำนาจ

ตาลีบันได้ขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็ว โดยในปี 1996 กลุ่มสามารถยึดกรุงคาบูลได้สำเร็จ และขับรัฐบาลของประธานาธิบดี บูร์ฮานุดดีน รับบานี ลงจากอำนาจ

ภายในปี 1998 ตาลีบันก็ควบคุมพื้นที่เกือบ 90% ของอัฟกานิสถาน

ในขณะเดียวกัน กลุ่มอัลไคดาได้เริ่มเคลื่อนไหวมากกว่าแค่เครือข่ายส่งกำลังบำรุง แต่ได้เปลี่ยนมาเป็นกลุ่มนักรบจีฮัดที่มีเป้าหมายในระดับโลก และ ระบอบตาลีบันก็ได้อ้าแขนรับกลุ่มอัลไคดาให้เข้ามาอยู่ในอัฟกานิสถาน เพื่อแลกกับความช่วยเหลือทางด้านการเงิน

แต่กลุ่มอัลไคดาในอิรักซึ่งได้กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในขบวนการต่อต้านการรุกรานของต่างชาติในอิรัก ก็มีความทะเยอทะยานในระดับโลกเช่นกัน อีกทั้งยังมีแนวคิดที่ต่างไปจากหลักการดั้งเดิมของกลุ่มอัลไคดา

ในปี 2006 อัลไคดาในอิรักได้รวมตัวกับกลุ่มสุดโต่งอื่น แล้วเปลี่ยนชื่อมาเป็นกลุ่มรัฐอิสลามแห่งอิรัก (Islamic State of Iraq)

หลังจากปี 2011 ในขณะที่กลุ่มนี้ได้รุกคืบเข้าไปในซีเรียที่กำลังตกอยู่ในภาวะสงคราม ก็ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “กลุ่มรัฐอิสลามแห่งอิรักและลิแวนต์” (Islamic State of Iraq and the Levant) พร้อมประกาศตั้งรัฐอิสลาม ที่เรียกว่า เคาะลีฟะฮ์ หรือกาหลิบ (Caliphate) แล้วแยกตัวจากกลุ่มอัลไคดาอย่างสิ้นเชิง

การตีความหลักอิสลาม

Muslims in Pakistan
Getty Images
ตาลีบัน, อัลไคดา และไอเอส มีแนวคิดตามศาสนาอิสลามนิกายซุนนีแบบแข็งกร้าวเหมือนกัน

ลักษณะที่เหมือนกันระหว่างกลุ่มตาลีบัน, อัลไคดา และไอเอส คือแนวคิดของศาสนาอิสลามนิกายซุนนีแบบแข็งกร้าว

ดร.มิเชล กร็อปปี อาจารย์จากสถาบันคิงส์คอลเลจลอนดอน ระบุว่า “ทั้งสามกลุ่มเชื่อว่าชีวิตทางสังคมและการเมืองไม่สามารถแยกออกจากชีวิตทางศาสนาได้”

“พวกเขาเชื่อว่าความรุนแรงในนามของศาสนาเป็นสิ่งชอบธรรม และยังเป็นภาระหน้าที่ ผู้ที่ไม่สู้รบคือมุสลิมที่ไม่ดี” ดร. กร็อปปี อธิบายให้บีบีซีฟัง

เขาบอกว่า แนวคิดดังกล่าวเกิดจากการตีความตามตัวอักษรศักดิ์สิทธิ์ที่เขียนขึ้นในบริบทที่มีภัยคุกคามแตกต่างออกไป

แม้จะมีแนวคิดตรงกันในเรื่องนี้ แต่ตาลีบัน, อัลไคดา และไอเอส กลับมีความสุดโต่งที่แตกต่างกันเมื่อพิจารณาจากเป้าหมายของกลุ่ม ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่านี่เป็นความแตกต่างที่สำคัญของสามกลุ่มนี้

เป้าหมาย

Taliban fighters during the civil war between 1978 and 1992
Getty Images
ตาลีบันได้บังคับใช้กฎหมายชารีอะห์อันเข้มงวด ในยุคเรืองอำนาจช่วงทศวรรษที่ 1990

ในขณะที่ผลประโยชน์ของตาลีบันจำกัดอยู่ในอัฟกานิสถาน แต่อัลไคดา และไอเอส กลับมีเป้าหมายในระดับโลก


ตาลีบันได้บังคับใช้กฎหมายชารีอะห์ ในยุคเรืองอำนาจช่วงทศวรรษที่ 1990 ซึ่งมีข้อบังคับเข้มงวดสำหรับผู้หญิงและการใช้บทลงโทษรุนแรง เช่น การประหารชีวิตในที่สาธารณะ การเฆี่ยนตี และการตัดอวัยวะ

ชาวอัฟกันจำนวนมากกลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จึงพากันหลบหนีออกนอกประเทศเมื่อตาลีบันกลับขึ้นสู่อำนาจครั้งล่าสุด

อย่างไรก็ตาม ดร.แดเนียล บายแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านก่อการร้ายและตะวันออกกลางจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ในสหรัฐฯ ระบุว่า หลักการของกลุ่มอัลไคดาและไอเอสมีความสุดโต่งยิ่งกว่า

เขาบอกกับบีบีซีว่า ในขณะที่ตาลีบันมุ่งเป้าฟื้นฟูอัฟกานิสถานให้กลับคืนสู่สังคมมุสลิมในอุดมคติแบบในอดีต แต่กลุ่มไม่พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศอื่น

ดร. บายแมน อธิบายต่อว่า แม้ทั้งอัลไคดาและไอเอสจะมีเป้าหมายในการสร้างรัฐอิสลามไปทั่วโลก แต่ก็มีความคิดที่แตกต่างกัน

“ในขณะที่ไอเอสต้องการสร้างรัฐอิสลามในตอนนี้ แต่อัลไคดาคิดว่ายังเร็วเกินไป พวกเขาเชื่อว่ากลุ่มนักรบจีฮัดและสังคมมุสลิมยังไม่พร้อม และมันไม่ใช่เรื่องสำคัญอันดับแรกของพวกเขา”

ศัตรู

George W. Bush, former US president, speaking on the phone in 2001
Getty Images
อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยูบุช ประกาศ “ทำสงครามต่อการก่อการร้าย” และสั่งกองทัพสหรัฐฯ บุกอัฟกานิสถานในปี 2001

ตาลีบัน, อัลไคดา และไอเอส ต่างมีศัตรูห่าง ๆ และศัตรูที่สำคัญร่วมกัน

สหรัฐฯ และชาติตะวันตกอยู่ในกลุ่มศัตรูอันดับหนึ่ง ส่วนศัตรูอื่น ๆ คือพันธมิตรของประเทศเหล่านี้ ที่มีแนวคิดเรื่องการแยกรัฐออกจากศาสนา

ดร. บายแมน ระบุว่า “ตั้งแต่ต้น ไอเอสมีความรุนแรงมากกว่าอัลไคดา” โดยนอกจากจะทำสงครามกับโลกตะวันตกแล้ว ยังทำสงครามกับชาวมุสลิมอื่นที่ไม่ได้มีอุดมการณ์เดียวกัน

อีกความแตกต่างที่สำคัญคือ ในขณะที่สหรัฐฯ เป็นศัตรูสำคัญของอัลไคดา แต่ไอเอสยังคงโจมตีชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ในศาสนาอิสลามในภูมิภาคตะวันออกกลาง

“แม้ว่าอัลไคดามองว่าชาวชีอะห์เป็นผู้ละทิ้งศาสนา แต่ก็เชื่อว่าการเข่นฆ่าคนเหล่านี้เป็นเรื่องสุดโต่งเกินไป เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรและเป็นภัยต่อแผนการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์” ดร. บายแมน กล่าว

ดร. กร็อปปี จากสถาบันคิงส์คอลเลจลอนดอน บอกว่า การที่ตาลีบันกลับขึ้นสู่อำนาจได้ทำให้เกิดความเห็นต่างยิ่งขึ้นไปอีก เพราะไอเอสมองว่าตาลีบันเป็น “ผู้ทรยศ” จากการยอมเจรจาแผนการถอนกำลังทหารกับสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ไอเอสก็ยังไม่ตัดขาดกับตาลีบันไปเสียทีเดียว

บรรดาผู้เชี่ยวชาญระบุว่า กลุ่มไอเอส-เค ในอัฟกานิสถาน มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับเครือข่าย “ฮัคคานี” (Haqqani) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ใกล้ชิดกับกลุ่มตาลีบัน

วิธีการ

The 9/11 attacks in New York in September 2001
Getty Images
อัลไคดาอยู่เบื้องหลังเหตุวินาศกรรม 9/11

อัลไคดาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากการโจมตีอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ปี 2001 ซึ่งกลายเป็นที่รู้จักในนามเหตุวินาศกรรม 9/11

อัลไคดาใช้วิธีการที่สร้างความเสียหายรุนแรงนี้เพื่อปลุกใจนักรบมุสลิมทั่วโลก และเพื่อขับไล่สหรัฐฯ ออกจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะจากซาอุดีอาระเบีย และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ

การโฆษณาชวนเชื่อของอัลไคดามุ่งเน้นไปที่แนวคิดเรื่องการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์เป็นหน้าที่ของชาวมุสลิมทุกคน แต่กลุ่มเล็งเป้าหมายไปที่คนในท้องถิ่นเป็นหลัก

ดร. บายแมน จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ชี้ว่า ไอเอสก็มีแนวคิดนี้เช่นกัน “แต่ใช้วิธีการที่รุนแรงมากกว่า”

“สำหรับไอเอส การก่อการร้ายเป็นส่วนหนึ่งของสงครามปฏิวัติ ในดินแดนใต้การปกครองของพวกเขามีการสังหารหมู่ การตัดหัวในที่สาธารณะ และการข่มขืน พวกเขาหาวิธีข่มขวัญคนในท้องถิ่นเพื่อให้ยอมจำนน ส่วนอัลไคดา…มีวิธีการที่นุ่มนวลกว่า”

ระหว่างปี 2014 – 2017 ไอเอสได้แผ่ขยายเขตอิทธิพลไปอย่างกว้างขวางในซีเรียและอิรัก แต่หลังจากนั้นก็สูญเสียดินแดนให้กองทัพชาติตะวันตก และกองกำลังชาวเคิร์ด รวมทั้งกองทัพซีเรียที่รัสเซียให้การสนับสนุน

ในเดือน มี.ค. 2019 รัฐอิสลามได้ถูกประกาศให้ล่มสลายลง หลังจากสูญเสียดินแดนสุดท้ายในซีเรีย แต่ไอเอสได้เปลี่ยนไปอยู่ในรูปของเครือข่ายลับ และยังคงเป็นภัยคุกคามอยู่

ส่วนกลุ่มไอเอส-เค ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของไอเอสในอัฟกานิสถาน เพิ่งจะก่อเหตุโจมตีที่ด้านนอกสนามบินกรุงคาบูลไปเมื่อวันที่ 26 ส.ค. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 170 คน นอกจากนี้กลุ่มยังโจมตีชนกลุ่มน้อยในประเทศด้วย

Victims of the 26 August attack outside Kabul airport are buried
Getty Images
ไอเอส-เค โจมตีที่ด้านนอกสนามบินกรุงคาบูลเมื่อวันที่ 26 ส.ค. ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 170 คน

ด้านตาลีบัน ใช้กลยุทธ์ในการทำสงครามและการโจมตีรัฐบาลอัฟกานิสถานและกองกำลังฝ่ายความมั่นคงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อยึดเมืองใหญ่ต่าง ๆ และกรุงคาบูลได้สำเร็จในที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่กล่าวหาว่านักรบตาลีบันได้สังหารทหารอัฟกัน และใช้วิธีการลงโทษและควบคุมที่รุนแรง โดยเฉพาะต่อผู้หญิง

อย่างไรก็ตาม ดร. กร็อปปี ระบุว่าตาลีบันยังเข้ายึดครองหลายพื้นที่ด้วยการโน้มน้าวใจชาวบ้านในท้องถิ่น “โดยเฉพาะในเขตชนบท ซึ่งตาลีบันเป็นทางออกของปัญหามากมายของประเทศ โดยเฉพาะการทุจริต”

การหาคนเข้าร่วมกลุ่ม

ตาลีบัน, อัลไคดา และไอเอส ต่างสามารถหาสมาชิกเข้าร่วมกลุ่มจากคนในท้องถิ่นมาร่วมต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของพวกเขา โดยอ้างว่าการทำจีฮัดจะช่วยพิทักษ์ และทำให้ศาสนาของพวกเขาบริสุทธิ์

ด้วยเป้าหมายระดับโลก กลุ่มอัลไคดา และไอเอส ต่างก็สามารถหาคนจากนอกภูมิภาคตะวันกลางเข้าร่วมกลุ่มได้ด้วย

Flowers commemorating the victims of the Paris attack in November 2015
Getty Images
ไอเอสใช้โฆษณาชวนเชื่อให้ผู้มีแนวคิดสุดโต่งก่อเหตุโจมตีในประเทศของตน เช่นในเหตุก่อการร้ายในกรุงปารีส ปี 2015 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 130 คน

ดร. กร็อปปี ระบุว่า “ไอเอสประสบความสำเร็จมากที่สุดในเรื่องนี้” โดยใช้พลังของอินเทอร์เน็ตในการดึงดูดผู้คนให้เดินทางเข้าร่วมกับกลุ่มในดินแดนที่พวกเขายึดครองในอิรักและซีเรีย

ดร. บายแมน เห็นด้วยกับเรื่องนี้ โดยชี้ว่า ความพยายามของไอเอสในการใช้โซเชียลมีเดียน่าทึ่งมาก และสามารถดึงดูดผู้คนจากชาติตะวันตกให้เข้าร่วมกับกลุ่มในซีเรียและอิรักได้ดีกว่า หรือวางแผนโจมตีในประเทศที่สมาชิกเหล่านี้อาศัยอยู่

หนึ่งในนั้นคือการก่อการร้ายที่กรุงปารีสเมื่อปี 2015 ซึ่งสมาชิกไอเอสได้สังหาผู้คนไปมากถึง 130 คน นับเป็นเหตุก่อการร้ายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีของฝรั่งเศส

++++

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ อัฟกานิสถาน : ตาลีบัน, ไอเอส และอัลไคดา ความเหมือนและต่างของ 3 กลุ่มติดอาวุธมุสลิม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง