โควิด-19 : ออสเตรเลียเปลี่ยนกลยุทธ์ “ปลอดโควิด” เลิกสนใจตัวเลขผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์

6 ก.ย. 2564 - 10:37 น.

ออสเตรเลียเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์โควิดของประเทศแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีสก็อตต์ มอร์ริสัน กล่าวว่า ถึงเวลาที่ต้องเลิกล็อกดาวน์และ “ออกจากถ้ำได้แล้ว”

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

ขณะที่ออสเตรเลียกำลังเร่งให้วัคซีนแก่คนในประเทศ เป็นครั้งแรกที่เขาออกมากล่าวว่า อีกไม่นานชาวออสเตรเลีย “จะต้องใช้ชีวิตกับไวรัสนี้” นั่นหมายถึงจะไม่มีการพยายามกำจัดไวรัสนี้

ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงสำหรับประเทศที่พบผู้ติดเชื้อจำนวนน้อยมาก

People wearing masks walk past the Sydney Opera House during a state-wide lockdown in August 2021
Getty Images
ออสเตรเลียกำลังพยายามที่จะออกจากการล็อกดาวน์ แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นกลยุทธ์ที่ต้องระมัดระวัง

กลยุทธ์ปลอดโควิดคืออะไร

คนบางส่วนขนานนามกลยุทธ์นี้ว่า แผน “ป้อมปราการออสเตรเลีย”

ออสเตรเลียตั้งเป้าที่จะ “ปลอดโควิด” ด้วยการปิดกั้นการเดินทางเข้ามาจากต่างประเทศ ตามหาผู้ติดเชื้อทุกคน และปิดพรมแดนระหว่างรัฐ หลังจากมีการระบาดหลายระลอก

มีการบังคับใช้การล็อกดาวน์ทั้งระดับรัฐและระดับเมืองบ่อยครั้ง บางครั้งมีการใช้มาตรการนี้หลังจากพบผู้ติดเชื้อเพียงรายเดียว

ยกตัวอย่างเมืองเมลเบิร์น ผู้คนเผชิญกับการล็อกดาวน์นานกว่า 200 วัน ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

มาตรการเช่นนี้ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นอย่างมากว่า ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน และสุขภาพจิต

แต่ปัจจุบัน การระบาดได้เริ่มลดน้อยลง และทางการได้อนุญาตให้ชาวออสเตรเลียจำนวนมากได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ

มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

เชื้อกลายพันธุ์เดลตาเป็นตัวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงท่าทีนี้ขึ้น เชื้อนี้ได้แพร่ระบาดในนครซิดนีย์ ก่อนที่จะกระจายไปยังเมืองเมลเบิร์น และกรุงแคนเบอร์รา

รัฐบาลประจำรัฐหลายแห่งได้บังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ในเมืองหลวงของตัวเอง ปัจจุบัน มีชาวออสเตรเลีย 1 ใน 2 คน ต้องอยู่แต่ภายในบ้าน

การล็อกดาวน์ได้ช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อ โดยในนครซิดนีย์ ตัวเลขอาร์ หรืออัตราการแพร่กระจายของไวรัส ได้ลดลงจาก 5 มาอยู่ที่ 1.3

แต่เจ้าหน้าที่ทางการระบุว่า ไม่สามารถทำให้ผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 เป็นศูนย์ได้อีกต่อไป

ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อรัฐบาลของนายมอร์ริสันเกี่ยวกับอัตราการให้วัคซีนของออสเตรเลียที่ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยหลายคนกล่าวหาว่า เป็นเพราะความชะล่าใจ นายมอร์ริสัน เคยอ้างเมื่อเดือน เม.ย. ว่า การให้วัคซีน “ไม่ใช่เรื่องเร่งรีบ”

แต่ตอนนี้ เขาได้หันมาดำเนินรอยตามรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่ระบุว่า การให้วัคซีนเป็นเพียงหนทางเดียวของออสเตรเลียในการกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง รัฐวิกตอเรีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองเมลเบิร์น ได้ละทิ้งนโยบายปลอดโควิดในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เช่นกัน

แผนการใหม่เป็นอย่างไร

บรรดาผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ราว 36% ของชาวออสเตรเลียที่อายุมากกว่า 16 ปี ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ซึ่งถือว่า ยังห่างไกลจากระดับที่จะออกจากการล็อกดาวน์ได้

“สถานการณ์ที่วนไปวนมาจะต้องยุติลง และมันจะสิ้นสุดลงเมื่อเราเริ่มได้ (อัตราการให้วัคซีน) 70% และ 80%” นายมอร์ริสัน กล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า

ออสเตรเลียกำลังเร่งให้วัคซีนแก่ประชาชนอยู่ในขณะนี้ โดยคิดเป็นอัตราที่เร็วกว่าอัตราสูงสุดที่สหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ ทำได้

ที่อัตราการให้วัคซีนปัจจุบัน ออสเตรเลียสามารถให้วัคซีนครอบคลุม 70% ของประชาชนอายุมากกว่า 16 ปีได้ภายในกลางเดือน ต.ค. นี้

นอกจากนี้ออสเตรเลียยังได้เริ่มให้วัคซีนแก่เด็กที่อายุมากกว่า 12 ปีแล้วด้วย

Queues of people use a QR code to check in at a Sydney stadium for their vaccination appointment
Getty Images
มีผู้เข้ารับวัคซีนในรัฐนิวเซาท์เวลส์ มากกว่า 100,000 คน ในแต่ละวัน

เมื่อได้ถึงระดับนั้น ออสเตรเลียจึงจะผ่อนคลายการล็อกดาวน์ และผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วก็จะได้รับเสรีภาพมากขึ้น

แต่ออสเตรเลียก็ยังคงทำการตรวจหาเชื้อและติดตามผู้ติดเชื้อต่อไป และยังคงมีการใช้มาตรการจำกัดการระบาดในระดับต่ำอย่างการสวมหน้ากากและการเว้นระยะห่าง การล็อกดาวน์ในขอบเขตที่เล็กลงก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ขณะนี้ยังไม่น่าที่จะเกิดขึ้น

ศาสตราจารย์อีโว มึลเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและภูมิคุ้มกันประชากรจากสถาบันวอลเตอร์ แอนด์ เอลิซา ฮอลล์ (Walter and Eliza Hall Institute) ในเมืองเมลเบิร์น กล่าวว่า “แผนการที่ถูกเสนอมานี้ มีความระมัดระวังและรอบคอบมากจริง ๆ”

“มันไม่ใช่ ‘วันอิสรภาพ’ มันไม่ใช่ ‘เลิกกังวลแล้วออกไปสังสรรค์’ นั่นไม่ใช่สิ่งที่มีการเสนอมา”

พรมแดนระหว่างประเทศจะเปิดเมื่อไหร่

การเปิดพรมแดนระหว่างประเทศจะเกิดขึ้นเมื่อออสเตรเลียให้วัคซีนได้ถึงอัตรา 80% แล้ว แต่การเดินทางก็จะอนุญาตให้เฉพาะประเทศที่ “ปลอดภัย” ตามที่ทางการกำหนดและสำหรับคนที่ได้รับวัคซีนแล้วเท่านั้น

เกลดีส์ เบอเรจิเกลียน มุขมนตรีรัฐนิวเซาท์เวลส์ เคยกล่าวว่า เธอตั้งเป้าว่า จะเปิดรัฐในเดือน พ.ย. นี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนระบุว่า อาจจะเปิดได้เร็วกว่านั้น

“ที่อัตราการให้วัคซีนครบสองโดส 80% เราคาดว่าจะอนุญาตให้พลเมืองของเราเดินทางระหว่างประเทศได้ และต้อนรับชาวออสเตรเลียเดินทางกลับบ้านผ่านสนามบินนครซิดนีย์” นางเบอเรจิเกลียน กล่าวในสัปดาห์ที่แล้ว

แผนการทั่วประเทศนี้ยังอนุญาตให้มีการเดินทางไปยังประเทศที่ปลอดภัยด้วย ซึ่งหมายความว่า ชาวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนแล้ว จะได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าออสเตรเลียเช่นกัน

สายการบินแควนตัสยังได้ส่งสัญญาณว่าจะกลับมาเปิดเส้นทางบินไปยังสหราชอาณาจักร, สหรัฐฯ, สิงคโปร์, แคนาดา และญี่ปุ่น ในเดือน ธ.ค. นี้

แต่ทุกคนพอใจไหม

การสำรวจความคิดเห็นพบว่า 62% ของชาวออสเตรเลีย สนับสนุนแผนการเปิดประเทศของรัฐบาล แต่ชาวออสเตรเลียจำนวนมากยังไม่เห็นด้วยกับแนวคิด “การใช้ชีวิตกับไวรัส” หลังจากที่เคยชินกับอัตราการติดเชื้อที่ต่ำ

แบบจำลองของรัฐบาล ซึ่งจัดทำโดยสถาบันโดเฮอร์ตี (Doherty Institute) ประเมินว่า การกลับมาเปิดประเทศเมื่ออัตราการให้วัคซีนถึงระดับ 70% อาจจะทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 คนในช่วงเวลา 6 เดือน ในกรณีที่มีการตรวจหาเชื้อและติดตามผู้ติดเชื้ออย่างเต็มที่ แต่การคาดการณ์ระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มไปถึง 1,500 คน ได้ ถ้ามีการใช้มาตรการด้านสาธารณสุขลดลง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ออสเตรเลียเพิ่งมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิดครบ 1,000 คน ซึ่งเป็นประเทศสุดท้ายในกลุ่มจี 20

ศาสตราจารย์มึลเลอร์ ระบุว่า ดังนั้นในทางจิตวิทยา ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงชุดความคิดครั้งใหญ่

มากกว่า 90% ของผู้ติดเชื้อในออสเตรเลีย อยู่แถบนครซิดนีย์และเมืองเมลเบิร์น แต่ใน 6 รัฐ จาก 8 รัฐ ของออสเตรเลีย แทบจะไม่พบผู้ติดเชื้อเลย

“พวกเขาไม่มีการแพร่เชื้อ และไม่มีมาตรการจำกัดการระบาดต่าง ๆ ผู้คนใช้ชีวิตอย่างปกติมาก ดังนั้นการบอกพวกเขาว่า ต้องเผชิญหน้ากับไวรัสจึงเป็นเรื่องยากมาก” ศาสตราจารย์มึลเลอร์ กล่าว

การต่อสู้ทางการเมือง

ดังนั้นหลายพื้นที่ของประเทศที่ปลอดโควิด จึงไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลกลางและรัฐอื่น ๆ เกี่ยวกับกลยุทธ์นี้

ภายใต้ระบบสหพันธรัฐของออสเตรเลีย รัฐบาลของรัฐต่าง ๆ มีอำนาจในการควบคุมเรื่องสาธารณสุข การบังคับใช้กฎหมาย และพรมแดนของรัฐตัวเอง

รัฐควีนส์แลนด์และรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย กำลังปฏิเสธที่จะเปิดรัฐของตัวเอง ขณะที่นครซิดนีย์ยังมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 1,000 คนต่อวัน

มาร์ก แม็กโกวาน มุขมนตรีรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย กล่าวว่า “ผมแค่ไม่อาจเข้าใจได้ว่า ทำไมคนที่นั่นถึงบอกว่า เราควรจะจงใจให้ตัวเองติดเชื้อ”

A hospital
EPA
ทางการระบุว่า โรงพยาบาลต่าง ๆ ของออสเตรเลีย พร้อมรับมือกับผู้ป่วย

แต่นายมอร์ริสัน ระบุว่า รัฐเหล่านั้น ไม่สามารถที่หลีกเลี่ยงจากไวรัสได้ตลอดไป

“รัฐส่วนใหญ่ในออสเตรเลียจำเป็นต้องตระหนักว่า ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็จะต้องออกจากการปลอดโควิด เพราะมันใช้ไม่ได้ตลอดไป” ศาสตราจารย์มึลเลอร์ กล่าว

“คุณต้องเริ่มเตรียมการให้ผู้คนยอมรับรูปแบบชีวิตที่ควรจะเป็น คุณต้องเริ่มมองหาทางแก้ปัญหาหลายทาง แทนที่จะหยุดอยู่ที่ปัญหา”

ออสเตรเลียเรียนรู้อะไรจากต่างชาติบ้าง

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า มีหลายอย่างที่สามารถเรียนรู้ได้จากประเทศอื่น ๆ เกี่ยวกับการกลับมาเปิดประเทศได้อย่างปลอดภัย และการปรับความเสี่ยงใหม่

การเว้นระยะห่างทางสังคมจำเป็นต้องใช้ที่โรงเรียนต่าง ๆ ไหม อย่างที่มีการบังคับใช้ในฝรั่งเศสและเม็กซิโก ส่วนการเดินทาง ออสเตรเลียจะนำการตรวจวินิจฉัยแบบรวดเร็วที่ใช้ในแถบยุโรปและอเมริกาเหนือมาใช้ได้ไหม หนังสือเดินทางวัคซีนที่ดีที่สุดในการอนุญาตให้มีการเดินทางได้อย่างเสรีคือแบบไหน

ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่า ออสเตรเลียจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่การให้วัคซีนโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงต่าง ๆ อย่าง ชุมชนคนพื้นเมือง ก่อนที่จะกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง

แม้ว่าเชื้อกลายพันธุ์เดลตาจะทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในทั้งสองประเทศ แต่การให้วัคซีนช่วยลดการเจ็บป่วยรุนแรงและจำนวนผู้เสียชีวิตลงได้อย่างมาก

“พวกเขาทำให้เรามั่นใจว่า เราทำเรื่องวัคซีนมาถูกทางแล้ว” ศาสตราจารย์มึลเลอร์กล่าว

แผนการกลับมาเปิดประเทศที่อัตราการให้วัคซีนถึง 80% ของออสเตรเลีย ถือว่าสูงกว่าสหราชอาณาจักรซึ่งกำหนดไว้ที่ 54% แต่ปัจจุบันระดับการให้วัคซีนของสหราชอาณาจักรเพิ่มมาเป็น 80% ของจำนวนประชากรที่มีสิทธิ์ได้รับวัคซีนแล้ว ส่วนในเดนมาร์ก ซึ่งได้ให้วัคซีนแก่ประชาชนไปแล้ว 70% ได้มีการยกเลิกข้อจำกัดเกือบทุกอย่างแล้ว

สิงคโปร์ ซึ่งเพิ่งให้วัคซีนแก่ประชาชนถึงระดับ 80% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็คืบหน้าไปกว่าแผนการเปิดประเทศที่ตั้งไว้ แต่ก็ยังคงใช้แนวทางเปิดประเทศอย่างระมัดระวังเช่นเดียวกับออสเตรเลีย โดยให้มีการเดินทางเฉพาะประเทศที่ปลอดภัยเท่านั้น และยังคงมีการใช้มาตรการอย่าง การสวมหน้ากากพวกเขาตั้งข้อสังเกตว่า แผนการเปิดประเทศของออสเตรเลีย ได้รับอิทธิพลมาจากสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ

…….

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ โควิด-19 : ออสเตรเลียเปลี่ยนกลยุทธ์ “ปลอดโควิด” เลิกสนใจตัวเลขผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง