ไดโน่ ทะลุฟ้า: นวพล ต้นงาม แกนนำกลุ่มทะลุฟ้า ผู้เชื่อว่า "การสู้ด้วยสันติวิธียังมีทางชนะ"

6 ก.ย. 2564 - 13:55 น.
  • กุลธิดา สามะพุทธิ
  • ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

นวพล ต้นงาม ชายหนุ่มวัย 24 ปี ซึ่งมีฉายาในการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยว่า “ไดโน่ ทะลุฟ้า” กลายเป็นผู้ที่มีบทบาทนำในการชุมนุมขับไล่รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังจากแกนนำหลักอย่างอานนท์ นำภา จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ภาณุพงศ์ จาดนอกและพริษฐ์ ชิวารักษ์ ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำอีกครั้งเมื่อต้นเดือน ส.ค. 2564 และยังถูกคุมขังอยู่จนถึงตอนนี้

หากเรียกด้วยศัพท์ชุมนุมทางการเมือง ไดโน่นับเป็น “แกนนำรุ่นสอง” ของกลุ่มทะลุฟ้า แต่ด้วยหมายเรียกของตำรวจที่ส่งถึงเขาไม่หยุดหย่อน ไดโน่เองก็ไม่รู้ว่าจะสิ้นอิสรภาพตามเพื่อนพ้องน้องพี่เมื่อไหร่

บีบีซีไทยสัมภาษณ์พิเศษไดโน่ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ในวันที่เขายังได้อยู่ข้างนอก ยังนำการเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุฟ้าและในวันที่ขบวนการประชาธิปไตยของคนรุ่นใหม่เริ่มถูกตั้งคำถามเพราะการชุมนุมแต่ละครั้งมักจบลงด้วยการปะทะกับตำรวจควบคุมฝูงชนจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บด้วยกันทุกฝ่าย

ตลอดเวลาเกือบ 1 ชั่วโมงของการให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยทางโทรศัพท์ ไดโน่วิจารณ์รัฐบาลอย่างเข้มข้น พูดถึงยุทธศาสตร์และเป้าหมายการเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุฟ้าอย่างชัดเจน แต่เมื่อถามถึงครอบครัวทางบ้าน ไดโน่ชะงักไปเล็กน้อย

“พ่อผมเป็นตำรวจ…ผมไม่ได้คุยกับพ่อมาเกือบปีแล้ว”

ต่อไปนี้คือเรื่องราว มุมมองและความคิดของชายหนุ่มคนหนึ่งในขบวนการคนหนุ่มสาวที่ออกมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งได้สร้างปรากฏการณ์และประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสังคมไทยในห้วงปี 2563-2564

พ่อ

ไดโน่เกิดและเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางใน จ. ลพบุรี พ่อของเขาเป็นตำรวจ แม่เป็นพนักงานบริษัทเอกชน ด้วยฐานะที่ไม่ลำบาก ทั้งยังมีสวัสดิการของตำรวจคอยเกื้อหนุน ไดโน่บอกว่าตั้งแต่เด็กจนโตเขา “ไม่เคยรู้ถึงความยากลำบากของชีวิต…ไม่เคยรู้ว่าการเข้าถึงการรักษาพยาบาลมันยากขนาดไหน”

ไดโน่มีความฝันอยากเป็นเชฟทำอาหารและเชื่อมั่นว่าตัวเองมีฝีมือด้านการทำเบเกอรี แต่เมื่อพ่ออยากให้ลูกชายคนโตเรียนนิติศาสตร์ จบมารับราชการเป็นอัยการหรือผู้พิพากษาเป็นที่เชิดหน้าชูตาให้ตระกูลต้นงาม เขาก็ไม่ขัด ตั้งหน้าตั้งตาเรียนจนสอบติดคณะนิติศาสตร์ มข. ให้พ่อได้ภูมิใจ

ไผ่ ดาวดิน

ปี 2559 ไดโน่เข้าเรียนชั้นปี 1 และบังเอิญเจอรุ่นพี่นิติศาสตร์คนหนึ่ง ใส่แว่นดำและสวมเสื้อที่มีข้อความพ่นด้วยสีสเปรย์ว่า “ไม่เอามหาวิทยาลัยนอกระบบ”

“คนนั้นคือพี่ไผ่” ไดโน่เล่าถึงการพบกันครั้งแรกระหว่างเขากับ “ไผ่ ดาวดิน” ซึ่งตอนนั้นยังทำกิจกรรมนักศึกษาอยู่กับกลุ่ม “ดาวดิน สามัญชน”

ประโยคแรกที่ไผ่พูดกับเขา ทำเอาไดโน่ถึงกับอึ้ง มันเป็นคำถามที่สั่นคลอนความคิดความเชื่ออย่างรุนแรง และยังก่อให้เกิดคำถามอื่น ๆ และการหาคำตอบตามมาอีกมากมาย

แต่ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ในวันที่ 3 ธ.ค. 2559 ไผ่ก็ถูกจับตามหมายจับในข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการแชร์บทความพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 ของบีบีซี และถูกคุมขังจนกระทั่งศาลพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน

ไดโน่ได้พบกับไผ่อีกครั้งหลังจากไผ่ได้รับพระราชทานอภัยโทษและออกจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดขอนแก่นเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2562 และเมื่อไผ่ ซึ่งได้เป็นนิติศาสตร์บัณฑิตขณะอยู่ในเรือนจำ ตั้งกลุ่มใหม่ที่ชื่อว่า “UNME of Anarchy” ขึ้นมา ไดโน่ก็ไม่ลังเลที่จะร่วมกิจกรรม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการลงพื้นที่ศึกษาวิถีชีวิตชุมชน ศึกษาผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ของรัฐและเอกชน และช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยธรรมชาติ

กลุ่มราษฎร

ปี 2563 เริ่มมีการชุมนุมของนักเรียนนักศึกษาเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านรัฐบาลประยุทธ์ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึง จ. ขอนแก่น กลุ่ม UNME ก็ร่วมเคลื่อนไหวมาโดยตลอดตั้งแต่กิจกรรม “วิ่งไล่ลุง ขอนแก่น” เรื่อยมาจนถึงปลายปีที่มีการเคลื่อนไหวในนามกลุ่ม “ราษฎร” ซึ่งนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 14 ต.ค. 2563 เพื่อผลักดัน 3 ข้อเรียกร้องคือ ประยุทธ์ลาออก-ร่างรัฐธรรมนูญใหม่-ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

กลุ่มนักศึกษาในภาคอีสานตัดสินใจที่จะเข้าร่วมการชุมนุมที่กรุงเทพฯ โดยไผ่ ไดโน่และเพื่อน ๆ รวมตัวกันในนาม “คณะราษฎรอีสาน” เดินทางมาปักหลักชุมนุมล่วงหน้าที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในช่วงบ่ายวันที่ 13 ต.ค. แต่ตำรวจมีคำสั่งให้ผู้ชุมนุมย้ายออกจากพื้นผิวการจราจรเพื่อเปิดทางให้ขบวนเสด็จฯ การเจรจาไม่เป็นผล ผู้ชุมนุมคล้องแขนสร้างแนว “โล่มนุษย์” ปกป้องพื้นที่ชุมนุม สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ และทันใดนั้น ผู้ชุมนุมก็สาดสีน้ำเงินใส่แถวของตำรวจ จนเกิดความชุลมุนตามมา สุดท้ายตำรวจจับกุมไผ่ ไดโน่ และผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ รวม 21 คน

วันนั้นเป็นวันเกิดปีที่ 24 ของไดโน่พอดี

ผู้ชุมนุมชูสามนิ้วใส่ตำรวจ
Reuters
ผู้ชุมนุมสาดสีและชูสามนิ้วใส่ตำรวจหลังจากเจ้าหน้าที่จับกุมแกนนำกลุ่ม “คณะราษฎรอีสาน” รวมทั้งไผ่ ดาวดิน และไดโน่ เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2563

แดน 2 ห้อง 5

ไดโน่ถูกดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ฝ่าฝืน พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และอื่น ๆ ศาลอนุญาตให้ฝากขัง เขาจึงถูกส่งตัวไปเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพมหานคร และถูกขังร่วมกับผู้ต้องขังคดีการเมืองในแดน 2 ห้อง 5 นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสชีวิตในเรือนจำ

ด้วยความช่วยเหลือจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ไดโน่ได้รับการประกันตัวในอีกราวสัปดาห์หลังจากนั้น วันที่เขาได้รับการปล่อยตัว พ่อมารับถึงหน้าเรือนจำและพูดกับเขาว่า “หยุด (ไปม็อบ) เถอะ พ่อขอร้อง จะให้พ่อกราบก็ได้”

ไดโน่ไม่ได้ตอบอะไรในตอนนั้นและยอมกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว 1 คืน วันรุ่งขึ้นเขาบอกพ่อว่าจะเข้ากรุงเทพฯ เพื่อคุยกับทนายเรื่องคดีความ และนับแต่วันนั้นก็ไม่ได้กลับบ้านหรือคุยกับพ่ออีกเลย

“ผมเสียความรู้สึก…พ่อเป็นคนส่งให้ผมมาเรียนนิติศาสตร์ แต่พอผมเข้าใจหลักการของนิติศาสตร์ เข้าใจในความมืดมนของกฎหมาย และการกดขี่ของอำนาจรัฐ พ่อกลับไม่สนับสนุน”

“ทะลุฟ้า”

หลังออกจากเรือนจำและออกจากบ้านมา ไดโน่ก็เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย-ขับไล่นายกฯ เคียงข้างไผ่ ดาวดินมาตลอด

เดือน ก.พ. 2564 กลุ่มราษฎรและเครือข่ายภาคประชาชน People Go Network ร่วมกันจัดกิจกรรมเดินทางไกลเป็นระยะทาง 247.5 กม. ในชื่อ “เดินทะลุฟ้า” จาก จ. นครราชสีมาถึงกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 16 ก.พ.- 8 มี.ค. เพื่อประกาศ 3 ข้อเรียกร้อง คือ ปล่อยแกนนำกลุ่มราษฎรที่ถูกคุมขัง ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และให้ยกเลิก ม. 112 โดยมีแกนนำราษฎรอีก 2 คนที่ถูกแจ้งข้อหาในคดีเดียวกัน คือ จตุภัทร์ หรือ “ไผ่ ดาวดิน” และภาณุพงศ์หรือ “ไมค์” ร่วมเดินเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาฟังคำสั่งอัยการในวันที่ 8 มี.ค.

หลังจากมาถึงกรุงเทพฯ ผู้จัดกิจกรรมเดินทะลุฟ้าได้ประกาศตั้ง “หมู่บ้านทะลุฟ้า” เป็นที่ชุมนุมแบบปักหลักพักค้างบริเวณด้านข้างทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค. พร้อมกับเพิ่มข้อเรียกร้องให้ พล.อ. ประยุทธ์ลาออก แต่หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ ตำรวจก็บุกเข้ารื้อ “หมู่บ้านทะลุฟ้า” ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 28 มี.ค. โดยมีผู้ชุมนุมถูกจับกุมไปเกือบ 70 คน


นับแต่นั้นมา กลุ่มคนรุ่นใหม่ นักศึกษาและประชาชนที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมเดินทะลุฟ้าและการตั้งหมู่บ้านทะลุฟ้าก็ได้ร่วมกันเคลื่อนไหวในชื่อ “กลุ่มทะลุฟ้า” โดยมีไดโน่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของกลุ่ม

THAI NEWS PIX
ตำรวจเข้ายึดคืนพื้นที่ข้างทำเนียบรัฐบาลที่ผู้ชุมนุมปักหลักตั้ง “หมู่บ้านทะลุฟ้า” เมื่อวันที่ 28 มี.ค.

เดือน ก.ค. เมื่อสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 รุนแรงขึ้นจนมีคนตายหลักร้อยและผู้ติดเชื้อใหม่หลักหมื่นต่อวัน รวมถึงเกิดปรากฏการณ์ “ตายคาบ้าน-ตายริมถนน” กระแส “ขับไล่รัฐบาลประยุทธ์” จึงรุนแรงขึ้นอีกครั้ง มีการชุมนุมรายสัปดาห์และขยับขึ้นมาเป็นรายวันตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค. เป็นต้นมา โดยมีแกนนำราษฎรที่เพิ่งได้รับการประกันตัวในคดี ม.112 ออกมาเคลื่อนไหวด้วย จนหลายคนถูกออกหมายจับ รวมถึงนายอานนท์ ไมค์-ภาณุพงศ์ เพนกวิน-พริษฐ์ และไผ่ ดาวดิน ซึ่งทั้งหมดถูกควบคุมตัวตั้งแต่ วันที่ 9 ส.ค. เป็นต้นมา

แกนนำรุ่นสอง

แม้แกนนำและผู้ชุมนุมหลายคนจะถูกจับกุม แต่การชุมนุมขับไล่ พล.อ. ประยุทธ์ก็ยังเกิดขึ้นแทบทุกวันตลอดเดือน ส.ค. ทั้งที่จัดโดยกลุ่มทะลุฟ้า กลุ่มเยาวชนปลดแอก แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และกลุ่มของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และกิจกรรม “คาร์ม็อบ” ของนายสมบัติ บุญงามอนงค์

ในส่วนของกลุ่มทะลุฟ้า ไดโน่คือคนที่ลุกขึ้นมาเป็นแกนนำ เขาคือคนที่อยู่บนรถเครื่องเสียง ปราศรัยโจมตีรัฐบาล สั่งเคลื่อนขบวน ยื่นจดหมาย อ่านแถลงการณ์ เจรจากับตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ไปจนถึงเป็นคนที่ประกาศยุติการชุมนุม

“จริง ๆ ก็เคยคุยกับพี่ไผ่มาก่อนแล้วว่า ถ้าพี่ไผ่หรือใครสักคนในกลุ่มติดคุกไป คนที่เหลือก็ทำต่อได้ เพราะพวกเราทุกคนมีอุดมการณ์เดียวกัน ภาพชัยชนะของเราก็ภาพเดียวกัน ทุกคนก็สามารถขึ้นมาเป็นผู้ขับเคลื่อนขบวนได้เหมือนกัน”

THAI NEWS PIX
ไดโน่เป็นตัวแทนกลุ่มทะลุฟ้ายื่นหนังสือต่อตัวแทนสถานทูตต่างประเทศ เรียกร้องตรวจสอบการใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมประท้วงรัฐบาลและความโปร่งใสในการจัดการวัคซีนโควิด-19 เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2564

ไดโน่พูดถึงเป้าหมายการเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุฟ้าในขณะนี้ว่า “เป้าหมายอันดับแรกอยู่ที่การขับไล่ พล.อ. ประยุทธ์ก่อน เพราะเราคิดว่าเขาคือตัวปัญหา ต้องให้เขาลาออกไปโดยไม่มีเงื่อนไข”

กลุ่มทะลุฟ้าเชื่อว่าถ้า พล.อ. ประยุทธ์ออกไปจะเป็นการเปิดทางให้ข้อเรียกร้องเรื่องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์มีโอกาสเป็นจริงได้

ไดโน่ ซึ่งยังรอดพ้นจากคดี ม.112 มีความเห็นว่า เวลานี้อาจไม่จำเป็นต้องชูข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เพราะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2563 ได้ทำให้คนจำนวนมากในสังคมไทยเข้าใจถึงปัญหาและออกมาพูดเรื่องนี้กันอย่างเปิดเผยและกว้างขวางแล้ว ดังนั้นจึงควรพุ่งเป้าไปที่รัฐบาลประยุทธ์ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการปฏิรูปสถาบันหลักต่าง ๆ มากกว่า

เขายังอธิบายตำแหน่งแห่งที่ของกลุ่มทะลุฟ้าในขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยด้วยว่า กลุ่มทะลุฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มราษฎร ส่วนกลุ่มอื่น ๆ อย่างเยาวชนปลดแอก แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมนั้น กลุ่มทะลุฟ้าถือว่าเป็น “แนวร่วม”

ส่วนทุนที่ใช้ในการทำกิจกรรมนั้น ไดโน่บอกว่ามาจากการบริจาค การระดมทุนด้วยการขายเสื้อ ตลอดจนเงินส่วนตัวของนักกิจกรรมแต่ละคนที่ต้องควักกระเป๋ามาใช้ในยามจำเป็น

สันติวิธี

ไดโน่ยืนยันว่าเขายึดมั่นในสันติวิธี เห็นได้จากกิจกรรมการเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุฟ้าซึ่งเน้นที่การแสดงเชิงสัญลักษณ์ อย่างการทำหุ่นศพจำลองมาตั้งกลางถนนเพื่อฟ้องถึงความล้มเหลวในการจัดการโควิด-19 เผาศาลพระภูมิประท้วงกระบวนการยุติธรรม ยืนนิ่ง ๆ ในร้านสะดวกซื้อเพื่อประท้วงกลุ่มทุนใหญ่ที่เชื่อว่าหนุนหลังรัฐบาล ตระเวนยื่นจดหมายถึงสถานทูตต่างประเทศ หรือร่วมกิจกรรมคาร์ม็อบ

“ผมชอบแบบนี้ คือสู้โดยสันติวิธีไปเรื่อย ๆ เพราะถ้าเราใช้ความรุนแรงมันก็จะมีแต่ความสูญเสีย และถ้าถึงจุดหนึ่งรัฐอาจความรุนแรงกับประชาชนจนเกิดความสูญเสียถึงชีวิต คือบางทีผมก็ยังกลัวที่จะสูญเสียเพื่อน ๆ ที่อยู่ข้าง ๆ ผม เพื่อน ๆ ที่ออกมาต่อสู้กับผม ผมศึกษาการเคลื่อนไหวในอดีต ก็เห็นว่าความรุนแรงมันเป็นยังไง และมันก็มีตัวอย่างให้เห็นว่าการสู้ด้วยสันติวิธีมันยังมีทางชนะได้”

ในสถานการณ์ที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาหรือกระสุนยางเข้าสลายการชุมนุม ไดโน่จะตอบโต้ด้วยสันติวิธีแบบไหน?

THAI NEWS PIX
การเคลื่อนไหวของไดโน่ (เสื้อสีแดง) ในช่วงเดือน ส.ค. ทำให้เขาได้รับหมายเรียกจากตำรวจหลายคดี

“โดยส่วนตัว ผมคงจะแค่ขว้างแก๊สน้ำตาที่ตำรวจยิงมากลับไป ผมจะไม่ยิงลูกหินใส่ อย่างมากที่สุดผมก็จะสาดหรือปาถุงสีใส่ คฝ. ผมประกาศบนรถเครื่องเสียงตลอดว่าถ้ารัฐใช้ความรุนแรงกับเราเมื่อไหร่ เราก็จะเอาสีที่เตรียมาไปโยนใส่เจ้าหน้าที่”

ความรุนแรง

ไดโน่เห็นอย่างที่ทุกคนเห็นว่าแทบทุกครั้งที่แกนนำประกาศยุติการชุมนุมอย่างเป็นทางการ จะมี “ผู้ชุมนุมอิสระ” กลุ่มหนึ่งไปรวมตัวกัน จากนั้นก็จะเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ และจบที่ความรุนแรง

กลุ่มทะลุฟ้าเชื่อว่าความรุนแรงมาจากตำรวจและ “ไม่มีตำรวจก็ไม่มีความรุนแรง” แต่ในฐานะที่เป็นผู้จัดการชุมนุม ไดโน่ยอมรับว่าแกนนำไม่สามารถควบคุมการแสดงออกของทุกคนได้

“พอกลุ่มทะลุฟ้าประกาศยุติการชุมนุมแล้ว ผมจะคอยดูสถานการณ์ต่ออีกระยะหนึ่ง ทีมงานอีกส่วนหนึ่งจะคอยบอกและพาพี่น้องมวลชนออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัยและเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่าเราไม่ได้เป็นต้นเหตุของความรุนแรง” ไดโน่เล่าเบื้องหลังการจัดชุมนุม

THAI NEWS PIX
นวพล ต้นงาม หรือ “ไดโน่” ประท้วงที่หน้ายูเอ็นเมื่อวันที่ 21 ส.ค. เพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมของรัฐบาลไทย

ไดโน่บอกว่าเขายังไม่เคยพูดคุยโดยตรงกับผู้ชุมนุมที่เลือกจะตอบโต้ คฝ. ด้วยความรุนแรง แต่จากการตามอ่านความเห็นในโซเชียลมีเดีย เขาเชื่อว่าคนกลุ่มนี้ก็อัดอั้นกับรัฐบาลประยุทธ์และต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

“สุดท้ายแล้วแกนนำก็ควบคุมความคิด ควบคุมการระบายความรู้สึกของแต่ละคนไม่ได้ครับ และเราก็ต้องเคารพการตัดสินใจของแต่ละคน คงไปปิดกั้นเขาไม่ได้ เพราะมันก็เป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพที่จะต่อสู้ตามแนวทางของตัวเอง แต่เขาก็ต้องยอมรับกับผลที่ตามมา”

ไดโน่คิดว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องเลิกจัดการชุมนุม แต่กลุ่มทะลุฟ้ายิ่งต้องยึดมั่นในหลักการสันติวิธีเพื่อลดระดับความรุนแรงและแสดงให้เห็นแนวทางการต่อสู้ที่ควรจะเป็น

THAI NEWS PIX
การชุมนุมของกลุ่มทะลุฟ้าเน้นตอบโต้ตำรวจด้วยการสาดสี เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2564

อนาคต

จากเด็กที่จำใจเรียนนิติศาสตร์เพื่อตามใจพ่อ วันนี้ไดโน่มีเป้าหมายคือเป็นทนายความ

“ผมอยากเห็นกฎหมายทำให้คนเท่ากัน” เขาบอก ก่อนจะรีบเสริมว่า “แล้วก็อยากทำเบเกอรีขายควบคู่กันไปด้วย”

ตอนนี้ไดโน่เรียนอยู่ปี 6 แล้ว แม้จะมีคดีความมากมายและยังจัดชุมนุมอยู่บ่อย ๆ แต่เขาก็ยังเรียนออนไลน์ พยายามเก็บวิชาที่เหลือเพื่อจะได้เป็นบัณฑิตนิติศาสตร์ ซึ่งวันนี้มันไม่ได้เป็นเพียงความฝันของพ่อ แต่ยังเป็นความฝันของเขาเองด้วย

…………………

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ ไดโน่ ทะลุฟ้า: นวพล ต้นงาม แกนนำกลุ่มทะลุฟ้า ผู้เชื่อว่า "การสู้ด้วยสันติวิธียังมีทางชนะ"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง