เอธิโอเปีย: ประเทศที่ 1 ปี มี 13 เดือน

12 ก.ย. 2564 - 11:35 น.

ชาวเอธิโอเปียกำลังต้อนรับปีใหม่ โดยมีการจัดงานเฉลิมฉลองทั้งที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากจากข้าวของที่มีราคาสูงขึ้น สงคราม และวิกฤตความอดอยากทางตอนเหนือของประเทศ

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

นี่คือเรื่องราวเกี่ยวกับปฏิทินที่ไม่เหมือนใครและมรดกทางวัฒนธรรมของเอธิโอเปีย

A woman blows a trumpet ahead a procession to mark the victory at the Battle of Adwa - March 2021, Addis Ababa, Ethiopia
Getty Images

1) 1 ปี มี 13 เดือน

ไม่เพียงเท่านั้น ปฏิทินของเอธิโอเปียยังตามหลังปฏิทินของชาติตะวันตกถึง 7 ปีกับ 8 เดือน นั่นหมายความว่าเมื่อวันเสาร์ (11 ก.ย.) ที่ผ่านมา เป็นวันเริ่มต้นของปี 2014 สำหรับพวกเขา

นี่เป็นเพราะว่า มีการนับปีประสูติของพระเยซูคริสต์แตกต่างกัน ตอนที่โบสถ์คาทอลิกแก้ไขการนับปีประสูติของพระองค์ใหม่เมื่อปี ค.ศ. 500 โบสถ์ออร์โธด็อกซ์ของเอธิโอเปียไม่ได้แก้ไขตาม

ดังนั้น ปีใหม่ของเอธิโอเปียจึงตรงกับวันที่ 11 กันยายน ตามปฏิทินตะวันตก แต่ถ้าปีไหนมี 366 วัน ก็จะตรงกับวันที่ 12 กันยายน ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิ

People from the Oromo community celebrate Irreecha in Bishoftu, Ethiopia - 2017
AFP
ระหว่างการฉลอง Irreecha ของชาวโอโรโม (Oromo) มีการตัดหญ้าและดอกไม้มาใส่น้ำเพื่อขอบคุณพระเจ้าในช่วงเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ

เด็ก ๆ ชาวเอธิโอเปียแทบไม่ต้องท่องจำว่าเดือนไหนมีกี่วันเหมือนกับเด็กที่อื่นในโลก เพราะในเอธิโอเปีย ทั้ง 12 เดือนมีจำนวนวัน 30 วันเท่ากัน และเดือนที่ 13 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปีมีจำนวนวัน 5 หรือ 6 วัน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นปีที่มี 365 หรือ 366 วัน

นอกจากนี้ การนับเวลาก็มีความพิเศษเช่นกัน โดยจะมีการแบ่งหนึ่งวันออกเป็น 12 ชั่วโมง โดยนับ 2 รอบ เริ่มจาก 06.00 น. โดย 06.00 น. เป็นทั้งช่วงเที่ยงวันและเที่ยงคืนของเวลาเอธิโอเปีย

ดังนั้น ถ้ามีคนนัดเจอคุณที่ร้านกาแฟในกรุงแอดดิส อาบาบา ตอนเวลา 10.00 น. ไม่ต้องแปลกใจถ้าพวกเขาไปที่ร้านตอน 16.00 น.

2) ชาติเดียวในแอฟริกาที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร

อิตาลีพยายามที่จะรุกรานเอธิโอเปีย หรือที่รู้จักกันในชื่อ อะบิสซิเนีย ในปี 1895 ในช่วงที่ชาติมหาอำนาจต่าง ๆ ในยุโรป กำลังแบ่งทวีปแอฟริกากัน แต่อิตาลีก็พ่ายแพ้อย่างน่าขายหน้า

อิตาลีสามารถยึดเอริเทรีย ประเทศเพื่อนบ้านของเอธิโอเปียมาเป็นอาณานิคมของตัวเองสำเร็จหลังจากที่บริษัทเดินเรือของอิตาลีซื้อท่าเรืออัสซับในทะเลแดง ความสับสนเกิดขึ้นหลังจากการสวรรคตของจักรพรรดิ์โยฮันเนสที่ 4 ของเอธิโอเปียในปี 1889 ทำให้อิตาลีได้ยึดครองพื้นที่ภูเขาสูงตามแนวชายฝั่งด้วย

Horsemen at a parade to mark the anniversary of the Battle of Adwa in Addis Ababa, Ethiopia - March 2021
Getty Images
มีการจัดพาเหรดขึ้นทุกปีเพื่อรำลึกถึงยุทธการอัดวา

แต่อีก 2-3 ปีต่อมา อิตาลีพยายามจะรุกเข้าไปในเอธิโอเปีย แต่ก็ได้พ่ายแพ้ในยุทธการอัดวา (Battle of Adwa) ชาวเอธิโอเปียที่รับใช้จักรพรรดิเมเนลิกที่ 2 เอาชนะทหารอิตาลี 4 กองพันได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงของวันที่ 1 มี.ค. 1896

อิตาลีต้องลงนามในสนธิสัญญายอมรับการเป็นเอกราชของเอธิโอเปีย แม้ว่าในอีกหลายสิบปีต่อมา เบนิโต มุสโสลินี ผู้นำฟาสซิสต์ของอิตาลีจะละเมิดสนธิสัญญานี้ และยึดครองเอธิโอเปียนาน 5 ปี

จักรพรรดิไฮลี เซลาซี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่สืบทอดบัลลังก์ต่อจากจักรพรรดิเมเนลิก ใช้ประโยชน์จากการเอาชนะอิตาลีด้วยการผลักดันการก่อตั้งองค์การเอกภาพแอฟริกา (Organisation of African Unity—OAU) ขึ้น ซึ่งปัจจุบันคือ สหภาพแอฟริกา (Afrian Union) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงแอดดิส อาบาบา ของเอธิโอเปีย

“เสรีภาพของพวกเราไร้ความหมาย หากชาวแอฟริกันทุกคนไม่มีเสรีภาพ” เซลาซี กล่าวในงานเปิดตัวขององค์การเอกภาพแอฟริกาในปี 1963 ซึ่งในช่วงนั้นประเทศส่วนใหญ่ในแอฟริกายังถูกชาติมหาอำนาจในยุโรปปกครองอยู่

People marching with Ethiopia's flag on flag day
Getty Images
ธงสามสีหลักของธงชาติเอริเทรียกลายเป็นตัวแทนของความเป็นแอฟริกัน หลายประเทศในยุคหลังอาณานิคมได้นำสีเหล่านี้ไปใช้

พระองค์ทรงเชิญผู้ที่เป็นผู้นำในการต่อต้านอาณานิคมให้มาร่วมในการฝึกอบรม รวมถึงนายเนลสัน แมนเดลา ของแอฟริกาใต้ ซึ่งได้รับการมอบหนังสือเดินทางเอธิโอเปีย ทำให้เขาสามารถเดินทางไปได้ทั่วแอฟริกาในปี 1962

ต่อมา นายแมนเดลา เขียนก่อนหน้าการเดินทางถึงเอธิโอเปียในฐานะสถานที่พิเศษในใจเขาว่า “ผมรู้สึกว่า ผมกำลังได้กลับไปเยือนต้นกำเนิดของตัวเอง ได้มาขุดพบรากเหง้าของสิ่งที่ทำให้ผมเป็นชาวแอฟริกัน”

3) ชาวราสตาฟารีบูชาจักรพรรดิไฮลี เซลาซี

เรื่องนี้มาจากคำพูดในปี 1920 ของมาร์คัส การ์วีย์ ผู้นำการเรียกร้องสิทธิ์ของคนผิวดำชาวจาไมกา เขาคือผู้ทรงอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหว “กลับสู่แอฟริกา” (Back to Africa movement) เขาเคยกล่าวไว้ว่า “มองไปยังแอฟริกา เมื่อกษัตริย์ผิวดำทรงได้ขึ้นครองราชย์ วันแห่งการปลดปล่อยกำลังมาถึง”

อีก 10 ปีต่อมา เมื่อ ราส ตาฟารี (หรือหัวหน้าตาฟารี) ซึ่งอายุ 38 ปี ได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ์ไฮลี เซลาซี ที่ 1 ของเอธิโอเปีย คนจำนวนมากในจาเมกา เห็นว่านี่คือคำทำนายที่กลายเป็นจริง และขบวนการราสตาฟารีก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

A mural depicting Ethiopian Emperor Haile Selassie I, Jamaican Reggae legend Bob Marley and his sons at grounds of the Bob Marley Museum in Kingston, Jamaica, on May 2019
AFP
ไฮลี เซลาซี (ซ้าย) ระบุว่า พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นอมตะ

บ็อบ มาร์เลย์ ตำนานเร็กเก้ เป็นผู้เผยแพร่สารของราสตาคนสำคัญ เนื้อเพลงในเพลงชื่อ “War” ของเขา มาจากพระราชดำรัสเรียกร้องสันติภาพขององค์จักรพรรดิ์ซึ่งตรัสต่อที่ประชุมสมัชาชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปี 1963 ไว้ว่า “จนกว่าปรัชญาที่ถือว่าเชื้อชาติหนึ่งสูงส่งและอีกเชื้อชาติหนึ่งต่ำต้อยจะถูกละทิ้งและทำลายไปอย่างถาวรในที่สุด…จนกว่าจะถึงวันนั้น ทวีปแอฟริกาจะไม่รู้จักคำว่า สันติภาพ”


นิตยสารไทมส์ได้ยกให้อัลบัม “Exodus” (ซึ่งอาจแปลเป็นไทยได้ว่าการอพยพครั้งใหญ่) ของมาร์เลย์ เป็นอัลบัมแห่งศตวรรษที่ 20 สะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาของราสตาฟารีในการอพยพกลับไปยังแอฟริกา หลังผู้คนหลายล้านคนต้องกระจัดกระจายเพราะการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก

Crowds at the airport to welcome Haile Selassie in 1966
Getty Images
ชาวราสตาฟารีหลายหมื่นคนเฝ้ารอรับเสด็จจักรพรรดิ์เอธิโอเปีย ซึ่งเสด็จเยือนจาเมกาในปี 1966

ทุกวันนี้ มีชุมชนชาวราสตาฟารีเล็ก ๆ อาศัยอยู่ในเมืองชาชาเมเน ซึ่งห่างจากกรุงแอดดิส อาบาบา ไปทางใต้ราว 225 กิโลเมตร บนที่ดินที่จักรพรรดิ์เซลาซีพระราชทานให้กับคนผิวดำจากชาติตะวันตกที่สนับสนุนพระองค์ในการต่อต้านมุสโสลินี

จักรพรรดิเซลาซี ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์ อาจจะไม่ได้ทรงเชื่อในราสตา ทรงยืนกรานว่า พระองค์ไม่ได้เป็นอมตะ แต่ชาวราสตาฟารีจำนวนมากยังคงยกย่องให้พระองค์ทรงเป็น สิงโตแห่งยูดาห์ (Lion of Judah) โดยชาวราสตาฟารีและชาวเอธิโอเปียจำนวนมากเชื่อว่า พระองค์ทรงสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์โซโลมอนในพระคัมภีร์ไบเบิล

4) ที่ตั้งของหีบแห่งพันธสัญญา (Ark of the Covenant)

สำหรับชาวเอธิโอเปียจำนวนมาก หีบศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่เก็บบัญญัติ 10 ประการ ตามที่พระคัมภีร์ไบเบิลบอกว่า พระเจ้าประทานให้กับโมเสส ไม่ได้สูญหายไปไหน แต่อยู่ที่เมืองอักซัม

โบสถ์ออร์โธด็อกซ์ของเอธิโอเปีย ระบุว่า หีบแห่งพันธสัญญานี้ได้รับการปกป้องมาอย่างต่อเนื่องในดินแดนของพระแม่มารีแห่งโบสถ์ไซออนในเมืองอักซัม ซึ่งไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าชม

ตามประเพณีระบุว่า ทางโบสถ์ได้หีบนี้มาจากพระราชินีเชบา ซึ่งนักประวัติศาสตร์ยังคงถกเถียงกันอยู่ถึงการมีตัวตนอยู่จริงของพระองค์ แต่ไม่ใช่สำหรับชาวเอธิโอเปีย

พวกเขาเชื่อว่า พระองค์เสด็จพระราชดำเนินจากเมืองอักซัมไปยังนครเยรูซาเลมเพื่อทรงเข้าเฝ้ากษัตริย์โซโลมอนในช่วง 950 ปีก่อนคริสตกาล

เรื่องราวการเดินทางของพระองค์และการล่อลวงของกษัตริย์โซโลมอนมีการเล่าไว้อย่างละเอียดในมหากาพย์ Kebra Nagast ซึ่งเป็นวรรณกรรมของเอธิโอเปียที่เขียนด้วยภาษากีเอส (Ge’ez) ในศตวรรษที่ 14

มหากาพย์นี้ได้เล่าถึงการที่ มาเกดา พระราชินีแห่งเชบา ทรงให้กำเนิดพระราชโอรสพระนามว่า เมเนลิก (ซึ่งมีความหมายว่า บุตรแห่งปัญญา) และหลายปีต่อมา เมเนลิก ทรงเดินทางไปยังเยรูซาเลมเพื่อพบกับพระบิดา

กษัตริย์โซโลมอนทรงมีพระประสงค์ให้เมเนลิกทรงอยู่ที่นั่นต่อและทรงครองราชย์ต่อจากพระองค์ แต่ก็ยอมให้เมเนลิกกลับบ้านตามความต้องการ โดยได้มีขบวนชาวอิสราเอลเดินทางไปส่งพระองค์ และหนึ่งในผู้ที่เดินทางไปส่งก็ได้ขโมยหีบแห่งพันธสัญญาไป และนำของปลอมมาไว้แทนที่

เมื่อเมเนลิกทรงทราบ พระองค์ก็ยังคงรักษาหีบนี้ไว้ เพราะเชื่อว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่ต้องการให้หีบนี้อยู่ในเอธิโอเปีย และสำหรับชาวคริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์ในเอธิโอเปีย หีบนี้ยังคงมีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการคุ้มครองด้วยชีวิต

เรื่องนี้ประจักษ์ชัดในปีที่แล้ว เมื่อเกิดความขัดแย้งกันในภูมิภาคทีเกรย์ทางตอนเหนือของเอธิโอเปีย มีรายงานว่า ทหารจากเอริเทรีย พยายามที่จะทำลายพระแม่มารีแห่งโบสถ์ไซออน หลังจากที่มีการสังหารหมู่ผู้คนอย่างโหดเหี้ยม

เจ้าหน้าที่ทางการในเมืองบอกกับบีบีซีว่า คนหนุ่มสาววิ่งไปที่สถานที่แห่งนั้นเพื่อปกป้องหีบศักดิ์สิทธิ์ “ชายหญิงทุกคนต่อสู้กับพวกเขา พวกเขายิงปืนและฆ่าคนไปบางส่วน แต่เรามีความสุขที่เราปกป้องสมบัติของเราไว้ได้”

5) ที่อยู่ของชาวมุสลิมกลุ่มแรกที่ออกมาจากอาหรับ

“ถ้าคุณเดินทางไปยังอะบิสซิเนีย คุณจะได้พบกษัตริย์ที่ทรงไม่อดทนต่อความอยุติธรรม” ว่ากันว่า ศาสดาโมฮัมเหม็ด ทรงบอกกับเหล่าสาวกของพระองค์เมื่อพวกเขาเผชิญกับการไล่ล่าสังหารในเมกกะช่วงศตวรรษที่ 7 ซึ่งก็คือซาอุดีอาระเบียในสมัยปัจจุบัน

An Ethiopian Muslim stands inside a damaged mausoleum at the al-Negashi Mosque, one of the oldest in Africa and allegedly damaged by shelling, in Negash - March 2021
AFP
หนึ่งในหลุมฝังศพที่มัสยิดอัล-เนกาชี ได้รับความเสียหายจากความขัดแย้งในทีเกรย์

นี่คือช่วงเวลาที่องค์ศาสดาทรงเพิ่งเริ่มออกเทศนาสั่งสอนผู้คน และได้รับความนิยมอย่างมาก จนพระองค์ทรงถูกมองว่า เป็นภัยคุกคามของผู้ปกครองที่ไม่ใช่ชาวมุสลิมของเมืองนั้น

กลุ่มคนเล็ก ๆ ที่เชื่อในคำแนะนำขององค์ศาสดา ได้ออกเดินทางไปยังราชอาณาจักรอักซัม ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอธิโอเปียและเอริเทรียในปัจจุบัน และกษัตริย์อาร์มาห์ ซึ่งทรงนับถือคริสต์ทรงต้อนรับและอนุญาตให้พวกเขาปฏิบัติตามหลักศาสนาของตัวเองได้

หมู่บ้านเนกาช หรือปัจจุบันคือ ทีเกรย์ เป็นที่ที่เชื่อว่า ผู้อพยพเหล่านี้ได้เขามาตั้งรกรากและก่อสร้างสิ่งที่คนบางส่วนถือว่าเป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในแอฟริกาขึ้นมา ชาวมุสลิมในพื้นที่เชื่อว่า สาวก 15 คนของศาสดา ก็ถูกฝังอยู่ที่เนกาชด้วย

แต่ปีที่แล้ว มัสยิดอัล-เนกาชี ถูกยิงถล่มด้วยปืนใหญ่ระหว่างการสู้รบที่เกิดขึ้นในทีเกรย์

ในประวัติศาสตร์อิสลาม การอพยพไปยังอักซัม กลายเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า การอพยพครั้งแรก

ปัจจุบัน เอธิโอเปียมีประชากรชาวมุสลิมเกือบ 34% ของประชากรกว่า 15 ล้านคน

…………..

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ เอธิโอเปีย: ประเทศที่ 1 ปี มี 13 เดือน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง