พ.ร.บ. อุ้มหาย: ประชุมสภาวันนี้ ชี้ชะตาร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย

15 ก.ย. 2564 - 11:58 น.

เป็นเวลานับสิบปีที่เหยื่อของการซ้อมทรมาน ครอบครัวของผู้ที่ถูกอุ้มหาย รวมทั้งนักสิทธิมนุษยชนในไทยผลักดันให้มีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการอุ้มหาย ด้วยความหวังว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำจัด “วัฒนธรรมการทรมาน/อุ้มหาย” ให้หมดไป และนำเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรงเหล่านี้มารับผิด

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

แม้จะผิดหวังมาแล้วหลายครั้งจนนักสิทธิมนุษยชนบางคนบอกว่า “เหมือนมีพลังงานบางอย่าง” ที่ทำให้กฎหมายฉบับนี้หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “พ.ร.บ. อุ้มหาย” ไม่เข้าสู่การพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติเสียที แต่ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (15 ก.ย.) ผู้สนับสนุน พ.ร.บ. อุ้มหายก็ยังเฝ้าลุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันถูกเลื่อนขึ้นมาเป็น “เรื่องด่วน” ลำดับที่ 3 ในวาระการประชุม

ร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายที่ถูกบรรจุอยู่ในวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ เป็นร่างที่เสนอโดยกระทรวงยุติธรรม มีชื่อทางการว่า “ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย” ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. 2564 แต่จากนั้นก็เงียบไปจนกระทั่งเกิดกรณีตำรวจ สภ. เมืองนครสวรรค์ทรมานผู้ต้องสงสัยคดียาเสพติดจนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 ส.ค. หรือคดี “ผู้กำกับโจ้” พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจึงได้ทำหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 17 ส.ค. เสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้สภาพิจารณาเป็นเรื่องเร่งด่วน

ร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายที่เสนอโดย ครม. นี้นับเป็นร่างที่ 4 ที่มีการเสนอต่อสภา ส่วนอีก 3 ร่างที่มีการเสนอมาแล้วก่อนหน้านี้ได้แก่ ร่างของพรรคพลังประชารัฐร่วมกับพรรคก้าวไกล ซึ่งปรับปรุงจากร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายที่เสนอโดยภาคประชาชน ร่างของพรรคประชาชาติ และร่างของพรรคประชาธิปัตย์

จริงอยู่ว่าในร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายที่ ครม. เสนอนี้มีบางประเด็นที่ภาคประชาสังคมไม่เห็นด้วยและเป็นกังวล แต่พวกเขารวมทั้ง ส.ส. จำนวนหนึ่งเห็นตรงกันว่า สิ่งสำคัญในขณะนี้คือร่างกฎหมายจะต้องเข้าสู่การพิจารณาของสภาและมีมติรับหลักการให้ได้ก่อน จึงจะมีโอกาสผลักดันให้เกิดการ “รวมร่าง” ที่เสนอโดยภาคประชาชนและพรรคการเมืองต่าง ๆ ในชั้นกรรมาธิการ เพื่อให้ได้กฎหมายป้องกันการทรมานและการอุ้มหายที่สมบูรณ์และสอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่สุด

นายรังสิมันต์ โรม ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วิเคราะห์ถึงสิ่งที่จะเกิดในที่ประชุมสภาวันนี้ไว้ 3 แนวทาง คือ

แนวทางที่ 1- ร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายเข้าสู่การพิจารณาของสภา ที่ประชุมมีมติรับหลักการและตั้งกรรมาธิการ ซึ่งจะทำให้การพิจารณาปรับปรุงร่างกฎหมายเริ่มดำเนินการได้ทันที และมีโอกาสเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 เป็นรายมาตรา ในสมัยประชุมถัดไป

แนวทางที่ 2- ร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายเข้าสู่การพิจารณาของสภา แต่ที่ประชุมพิจารณาไม่เสร็จสิ้น และต้องไปพิจารณากันต่อในสมัยประชุมถัดไปคือในเดือน พ.ย.

แนวทางที่ 3- ร่าง พ.ร.บ. ไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของสภา

“ถ้าเป็นสภาผ่านวาระที่ 1 คือรับหลักการในวันที่ 15 ก.ย. ก็มีความเป็นไปได้ที่กฎหมายฉบับนี้จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายในปีนี้” นายรังสิมันต์ระบุในวงสนทนา “พ.ร.บ. อุ้มต้องไม่หาย กฎหมายต้องมี” ซึ่งร่วมจัดโดยองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายองค์กรเมื่อวันที่ 13 ก.ย.

แต่หาก ร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายไม่เข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันนี้ ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อพิจารณากฎหมายวันสุดท้ายก่อนจะปิดสมัยประชุมในวันที่ 18 ก.ย. บรรดาผู้ที่ผลักดันกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งไม่ได้มีเพียงเหยื่อ ครอบครัวเหยื่อ นักสิทธิมนุษยชน แต่ยังรวมถึง ส.ส. หลายคนที่ออกมาประกาศสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้หลังเกิดกรณี “ผู้กำกับโจ้” ก็ยังคงต้องรอคอยต่อไป

กำเนิด พ.ร.บ. อุ้มหาย

น.ส. พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้จัดการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม หนึ่งในคนที่ร่วมผลักดันให้เกิดกฎหมายฉบับนี้มาตั้งแต่ต้นเล่าถึงความเป็นมาของกฎหมายฉบับนี้ว่า หลังจากประเทศไทยลงนามในอนุสัญญาด้านการปกป้องสิทธิมนุษยชน 2 ฉบับ คือ อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้สาบสูญ รัฐบาลไทยก็มีพันธกรณีที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามอนุสัญญา หนึ่งในนั้นคือการออกกฎหมายภายในประเทศเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมร้ายแรงเหล่านี้ รวมทั้งส่งรายงานสถานการรณ์สิทธิมนุษยชนให้องค์การสหประชาชาติเป็นประจำทุกปี

ประกอบกับการติดตามและเก็บข้อมูลขององค์สิทธิมนุษยชนต่าง ๆ พบว่ามีกรณีการซ้อมทรมานประชาชนโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การทรมานผู้ต้องหาเพื่อบังคับให้สารภาพในคดีอาชญากรรมอื่น ๆ จนกระทั่งถึงการบังคับให้สูญหายโดยส่วนใหญ่จะเป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคม นักเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือผู้เห็นต่างจากรัฐบาลเป็นจำนวนมากตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน จึงเริ่มมีการผลักดันให้มีการออกกฎหมายป้องกันและเอาผิดผู้ก่อเหตุทรมานและบังคับให้สูญหาย ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่ไม่เคยมีอยู่ในสารบบกฎหมายมาก่อนเลย

ปี 2557 ร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายฉบับแรกก็คลอดออกมาและผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่จากนั้นก็ไม่มีความเคลื่อนไหว จนกระทั่งหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2562 ประเทศไทยกลับมามีสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหลังรัฐประหาร ภาคประชาสังคมจึงร่วมกันหยิบร่างที่ผ่านการพิจารณาของกฤษฎีกามาปรับปรุงให้สมบูรณ์ ทันสมัยและสอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศทั้ง 2 ฉบับที่ไทยลงนามไว้มากขึ้น แล้วจึงเสนอให้ กมธ. กฎหมายฯ ของสภาผู้แทนฯ ซึ่งขณะนั้นมีนายปิยบุตร แสงกนกกุล เป็นประธาน จนพัฒนามาเป็นร่างของ “กมธ. กฎหมาย” ที่ต่อมาได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส. จำนวนหนึ่งที่เข้าชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายฉบับนี้ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าร่างที่เสนอโดยพรรคพลังประชารัฐร่วมกับพรรคก้าวไกล

ระหว่างนั้นพรรคการเมืองอื่น ๆ คือพรรคประชาชาติและพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงกระทรวงยุติธรรมเองก็มีการเสนอร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายด้วยเช่นกัน ทำให้ขณะนี้มีร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายที่รอเข้าสู่การพิจารณาของสภาทั้งหมด 4 ฉบับดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

สัณหวรรณ ศรีสด นักกฎหมายจากคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) ยอมรับว่าการออกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการอุ้มหาย “ไม่ใช่เรื่องง่าย” ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเป็นกฎหมายที่มุ่งเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่หลายประเทศที่มีลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมใกล้เคียงกับไทยก็ทำได้สำเร็จมาแล้วอย่างเช่น ฟิลิปปินส์ อาร์เจนตินา ศรีลังกา แอฟริกาใต้ ยูกันดาและอาร์เซอร์ไบจัน โดย พ.ร.บ. อุ้มหายในประเทศเหล่านี้ “ทำออกมาได้ดี…มีถ้อยคำได้มาตรฐานเหมือนกฎหมายระหว่างประเทศ”

“แม้หลายประเทศจะยังมีปัญหาเรื่องการบังคับใช้ แต่อย่างน้อยเขาก็เริ่มก้าวที่ 1 แล้ว” น.ส. สัณหวรรณกล่าว

สำหรับกรณีบังคับสูญหายตลอดหน้าประวัติศาสตร์ในไทย ข้อมูลจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ตัวเลขอย่างเป็นทางการที่ถูกบันทึกไว้มีทั้งสิ้น 75 กรณี แต่ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ไม่สามารถระบุได้ อย่าง กรณี “ถังแดง” ที่ จ.พัทลุง ช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และเหตุการณ์พฤษภาคม 2535

https://www.youtube.com/watch?v=tS9Hm30gJh8

มีอะไรอยู่ใน ร่าง พ.ร.บ. อุ้มหาย

โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) สรุปหลักคิดของร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและอุ้มหายฯ ทั้ง 4 ฉบับ ไว้ว่าเป็นกฎหมายที่มุ่งเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำความผิดฐานทรมาน ฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย โดยร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายทั้ง 4 ฉบับกำหนดการกระทำที่เข้าข่ายความผิดไว้ในทำนองเดียวกันคือ เป็นการกระทำให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ และต้องมีวัตถุประสงค์อย่างอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

  1. เพื่อให้ได้ข้อมูลหรือคำรับสารภาพจากบุคคลที่ถูกทรมานหรือบุคคลที่สาม
  2. เพื่อลงโทษบุคคลที่ถูกทรมานอันเนื่องมาจากการกระทำของบุคคลนั้นหรือสงสัยว่าบุคคลนั้นได้กระทำการสิ่งใด
  3. เพื่อข่มขู่หรือขู่เข็ญผู้ถูกทรมานหรือบุคคลที่สาม
  4. เพราะเหตุผลอื่น ๆ บนพื้นฐานของการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม

นอกจากนี้ร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายทั้ง 4 ฉบับยังกำหนดอัตราโทษสำหรับความผิดฐานกระทำการทรมานและฐานกระทำให้บุคคลสูญหายไว้เท่ากัน และหากผลของการกระทำความผิดนั้นร้ายแรงขึ้น ผู้กระทำความผิดก็ต้องรับโทษหนักขึ้นด้วย คือ

  • ผู้ทำผิดฐานกระทำการทรมานหรือความผิดฐานทำให้บุคคลสูญหาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-15 ปี และปรับตั้งแต่ 1-3 แสนบาท
  • หากผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส จะต้องรับโทษหนักขึ้นจำคุกตั้งแต่ 10-25 ปี และปรับตั้งแต่ 2-5 แสนบาท
  • จะต้องรับโทษหนักขึ้น มีโทษจำคุก 15-30 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 3 แสน-1 ล้านบาท
  • หากผู้ถูกกระทำเป็นบุคคลที่อายุไม่เกิน 18 ปี หญิงมีครรภ์ ผู้พิการทางร่างกายหรือจิตใจ หรือผู้ที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ โทษก็จะหนักขึ้นกึ่งหนึ่ง

ข้อสังเกตต่อร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายฉบับ ครม. ประยุทธ์

น.ส. สัณหวรรณ นักกฎหมายสิทธิมนุษยชนจาก ICJ หยิบร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายฉบับที่เสนอโดย ครม. ที่คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันนี้มาวิเคราะห์ และมีข้อสังเกตดังนี้

  • นิยามคำว่าบังคับให้สูญหายไม่ชัดเจน จนอาจทำให้การอุ้มหายหลาย ๆ กรณีไม่ถูกนับว่าเป็นการอุ้มหายและไม่เข้าข่ายที่จะดำเนินคดีเอาผิดตามกฎหมายฉบับนี้
  • กำหนดกลไกการคุ้มครองป้องกันประชาชนจากการถูกทรมานหรืออุ้มหายไว้ค่อนข้างดี คือ หากมีข้อสงสัยว่าบุคคลใดถูกทรมานหรืออุ้มหาย ให้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อออกมาตรการคุ้มครองได้
  • การกำหนดให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่พิจารณาคดีความผิดตาม พ.ร.บ. อุ้มหายมีข้อน่ากังวลคือ ศาลอาญาคดีทุจริตไม่ตัดอำนาจศาลทหาร นั่นหมายความว่าความผิดที่กระทำโดยทหารจะไปขึ้นศาลทหาร ซึ่งเป็นศาลที่องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เคยทักท้วงถึงประสิทธิภาพในการพิจารณาคดีของศาลไทยมาแล้ว และมีกระบวนการพิจารณาคดีที่ไม่เหมือนศาลยุติธรรมทั่วไป ศาลทหารถูกออกแบบมาให้เหมาะกับการดำเนินคดีวินัยทางทหารมากกว่าเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงเช่นนี้
  • ขาดกลไกการป้องกันการทรมานและการอุ้มหาย เช่น ควรกำหนดให้มีการบันทึกภาพวิดีโอตลอดช่วงการซักถามผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหา ซึ่งกฎหมายในหลายประเทศได้กำหนดไว้แล้ว การบันทึกวิดีโอจะเป็นการป้องกันเจ้าหน้าที่ด้วย หากถูกกล่าวหาทรมานผู้ต้องหาก็จะได้มีหลักฐานยืนยัน
  • คดีเกี่ยวกับการทรมานและการอุ้มหายไม่ควรมีอายุความ ตามคำแนะนำของยูเอ็นเนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจอยู่ยาวนาน และเป็นคดีที่เป็นความผิดต่อเนื่องตราบใดที่ยังไม่รู้ชะตากรรมของผู้สูญหายก็ยังถือว่าผู้กระทำผิดยังทำผิดอยู่ การไม่มีอายุความหมายถึงว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ กรณีการอุ้มหายที่เกิดขึ้นในอดีตทั้งหมดจะต้องถูกนำมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
  • ร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายของรัฐบาลไม่ได้ระบุถึง “อาชญากรรมที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรี” ส่งผลให้การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ถึงกับเป็นการทรมานแต่เป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีของประชาชนไม่เข้าข่ายการกระทำความผิด

 

…………

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ พ.ร.บ. อุ้มหาย: ประชุมสภาวันนี้ ชี้ชะตาร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง