"ฉันเดิน 2 เดือน ข้ามทวีปมาสหรัฐฯ" ผู้อพยพชาวเฮติเล่าเรื่องการเดินทางอันยากลำบากเพื่อแสวงหาชีวิตใหม่

27 ก.ย. 2564 - 11:10 น.

“แม่ครับ ผมเป็นอิสระแล้ว ผมสบายดีครับ” ผู้อพยพหนุ่มชาวเฮติพูดคุยกับแม่ของเขาผ่านทางโทรศัพท์ หลังจากได้รับอนุญาตให้เข้าไปในสหรัฐฯ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

เขากำลังรอเข้าไปพักที่ศูนย์พักพิงในเมืองเดล ริโอ เมืองเล็ก ๆ ที่อยู่บริเวณพรมแดนที่ติดกับเม็กซิโก ซึ่งเต็มไปด้วยผู้อพยพชาวเฮติที่เดินทางเข้ามาในช่วงไม่กี่สัปดาห์นี้

มือซ้ายของหนุ่มคนนี้กำลังถือโทรศัพท์พูดคุยกับแม่ ส่วนมือขวากำลังร้อยเชือกรองเท้าอยู่ ตำรวจยึดรองเท้าของเขาไว้หลังจากที่เขาถูกจับกุมตัว ตอนนี้เขาได้รับรองเท้าคืนมา และได้รับอิสรภาพอีกครั้ง

ผู้อพยพชาวเฮติในเมืองเดล ริโอ
Iván Reyes

เวลา 08.30 น. วันอังคารที่ 21 ก.ย. รถ 3 คัน มาจอดอยู่ที่หน้าทางเข้าศูนย์พักพิงดังกล่าว

ตำรวจตระเวนชายแดนออกมาจากรถ เปิดประตูรถและให้ผู้อพยพซึ่งถูกควบคุมตัวไว้ตามศูนย์ควบคุมตัวหลายแห่งออกมาจากรถทีละคน มีทั้งผู้ชาย ผู้หญิงและเด็ก

“ยินดีต้อนรับ กรุณาเข้าแถวทางขวามือ” หนึ่งในอาสาสมัครกล่าว และทุกคนก็เริ่มต่อแถวที่ประตูศูนย์พักพิงของศูนย์แนวร่วมมนุษยธรรมพรมแดนวาล แวร์เด (Val Verde Border Humanitarian Coalition Center)

พวกเขารู้สึกว่าตัวเองโชคดี กระบวนการพิจารณาเหตุผลในการขอลี้ภัยในสหรัฐฯ ของพวกเขาได้เริ่มขึ้นแล้ว และในระหว่างนี้ พวกเขาได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่ในสหรัฐฯ ได้ พวกเขาโชคดีมากกว่าเพื่อนร่วมชาติชาวเฮติหลายร้อยคนที่ถูกจับกุมตัวและส่งกลับประเทศ

ผู้อพยพชาวเฮติในเมืองเดล ริโอ
Iván Reyes
ผู้อพยพจากเฮติหลั่งไหลเข้าไปที่เมืองเดล ริโอ จำนวนมหาศาล

เดล ริโอ เป็นที่ตั้งของเขื่อน ลา อามิสตัด (La Amistad ซึ่งแปลว่า มิตรภาพ) และเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ของพี่น้องโคเอนเรื่อง No Country for Old Men (ปี 2007) หรือมีชื่อภาษาไทยว่า “ล่าคนดุในเมืองเดือด” นำแสดงโดยฮาเวียร์ บาร์เด็ม

ในเดือน มิ.ย. 2021 ผู้พักอาศัยบางส่วนในเมืองนี้บอกว่า เดล ริโอน่าเบื่อ แต่ในเดือนนั้นมีเรื่องน่าตื่นเต้นบางอย่างเกิดขึ้นนั่นคือการถ่ายทำรายการ We’re Here ซึ่งเป็นรายการเรียลิตีแดรกควีนทางช่องเอชบีโอ

หลังจากนั้น 2 เดือนครึ่ง เมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพทหารแห่งนี้ก็กลายเป็นที่จับตามองจากการหลั่งไหลของผู้อพยพจำนวนมากที่ข้ามแม่น้ำริโอแกรนด์ (Rio Grande) และข้ามพรมแดนเข้ามา

จากการประเมินของทางการ ในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ก.ย. มีคนราว 14,000 คน ตั้งค่ายพักแรมอยู่ที่สะพานระหว่างประเทศที่เชื่อมระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโก ส่วนใหญ่เป็นชาวเฮติ หรือคิดเป็น 40% ของผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองเดล ริโอ ซึ่งมีประชากรประมาณ 35,000 คน ตามการสำรวจสำมะโนประชากรในปี 2020 โดย 85% เป็นคนที่พูดภาษาสเปน

ผู้อพยพชาวเฮติในเมืองเดล ริโอ
Iván Reyes
ผู้อพยพต่อแถวเมื่อเดินทางมาถึงศูนย์พักพิง

จำนวนชาวเฮติที่ข้ามเข้ามาในเดล ริโอ สูงสุดในช่วงระหว่างวันที่ 16-18 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งมีคนมากกว่า 12,000 คนเดินทางมาถึง

ศูนย์แนวร่วมมนุษยธรรมพรมแดนวาล แวร์เด เป็นศูนย์พักพิงผู้อพยพ ซึ่งเคยเปิดรับผู้อพยพ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และรองรับผู้อพยพกว่า 100 คนต่อเดือน ระหว่างเดือน ม.ค. ถึง มี.ค. แต่ปัจจุบันศูนย์แห่งนี้รองรับผู้อพยพมากกว่า 300 คนต่อวัน

เวลา 09.30 น. มีรถอีก 3 คัน เดินทางมาถึง และมีรถบัส 1 คัน ที่ขนส่งผู้อพยพมากกว่า 50 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวเฮติ เดินทางมาด้วย

เมื่อมาถึง พวกเขาสามารถติดต่อญาติได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาเหยียบแผ่นดินสหรัฐฯ พวกเขาได้อาบน้ำและรับประทานอาหาร

เรื่องที่น่าตื่นเต้นในวันนี้คือ การที่พวกเขาได้กลับมาสวมรองเท้าของตัวเองเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน

ผู้อพยพชาวเฮติในเมืองเดล ริโอ
Iván Reyes
เจ้าหน้าที่บอกให้ผู้อพยพถอดเชือกรองเท้าออก และถอดรองเท้า หลังจากเดินทางมาถึงสหรัฐฯ การได้กลับมาสวมรองเท้าอีกครั้งถือเป็นความสำเร็จ

เมื่อตำรวจตระเวนชายแดนจับกุมผู้อพยพ พวกเขาจะถูกสั่งให้ทำ 3 อย่างคือ ถอดเสื้อผ้า ถอดเชือกผูกรองเท้า และนำโทรศัพท์มือถือออกมาให้เจ้าหน้าที่เก็บไว้

“คุณสามารถเก็บได้เพียงเอกสารของคุณและที่อยู่ของคนในครอบครัวไว้กับตัวเองเท่านั้น” หนึ่งในเจ้าหน้าที่ตะโกนบอกเป็นภาษาสเปนเมื่อมีคนกลุ่มใหม่เดินทางมาถึง

หลังจากถูกควบคุมตัวไว้นานหลายวัน และเจ้าหน้าที่ได้สัมภาษณ์พวกเขา จากนั้นผู้อพยพที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในสหรัฐฯ สามารถเริ่มสมัครของลี้ภัยได้

จากนั้น จะมีการส่งตัวพวกเขาไปยังศูนย์พักพิงวาล แวร์เด และพวกเขาจะได้เริ่มต้นดำเนินการขั้นตอนแรกของการใช้ชีวิตใหม่

สถานการณ์ของพวกเขาช่างแตกต่างจากผู้ที่ถูกส่งตัวกลับไป และผู้ที่ถูกจับกุมตัวจากตำรวจตระเวนชายแดนบนหลังม้า

หลังจากปรากฏภาพที่น่าตกใจของตำรวจตระเวนชายแดนขี่ม้าจับกุมตัวผู้อพยพเมื่อวันที่ 23 ก.ย. ทูตพิเศษประจำเฮติของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ลาออก พร้อมกับวิจารณ์เรื่องนี้ว่าเป็นการปฏิบัติ “อย่างไร้มนุษยธรรม”

หลังจากเดินทางมาถึงศูนย์พักพิง ผู้อพยพจำเป็นต้องติดต่อญาติพี่น้องในสหรัฐฯ และขอให้ญาติซื้อตั๋วต่าง ๆ ที่พวกเขาจำเป็นต้องใช้ในการเดินทางไปหาญาติ

ปกติแล้ว พวกเขาจะต้องเดินทางโดยรถบัสไปยังซานอันโตนิโอ ซึ่งยังอยู่ในรัฐเทกซัส จากนั้นจะเดินทางต่อโดยเครื่องบินไปยังที่อื่น ชาวเฮติส่วนใหญ่เดินทางไปยังรัฐฟลอริดา และมีบางส่วนเดินทางไปยังรัฐแคลิฟอร์เนีย เมืองฮิวสตัน และรัฐนิวเจอร์ซีย์

อาสาสมัครที่ศูนย์พักพิงแห่งนี้ให้การต้อนรับและช่วยเหลือผู้อพยพแทบไม่ได้หยุด ผู้ที่เดินทางมาถึงใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงที่นั่น และไม่ได้รับอนุญาตให้ค้างคืน

ฟาฟาน เบียน เอเม
Iván Reyes
ฟาฟานเดินจากชิลีมายังพรมแดนสหรัฐฯ ใช้เวลานานกว่า 2 เดือน

ชีวิตใต้สะพาน

ฟาฟาน เบียน เอเม อายุ 24 ปี เป็นผู้หญิงผิวดำรูปร่างผอมสูงจากเฮติ เธอสวมเสื้อสีขาวเผยให้เห็นท้องที่ยื่นออกมา บ่งบอกว่าเธอกำลังตั้งครรภ์

ฟาฟานปิดบังใบหน้าของเธอเมื่อมีคนต้องการจะถ่ายรูป เธอพูดกลั้วหัวเราะว่าไม่อยากให้คนเห็นภาพตอนที่เธอไม่ได้หวีผม

ฟาฟานเดินจากชิลีมายังพรมแดนสหรัฐฯ โดยใช้เวลานานเกือบ 2 เดือน

เมื่อเธอมาถึงที่ริโอแกรนด์ พรมแดนระหว่างเม็กซิโกและสหรัฐฯ แทนที่จะรู้สึกดีใจ เธอถึงได้รู้ว่ามีผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกันกับเธอหลายพันคน ติดอยู่ริมแม่น้ำสายนี้ และรั้วที่กั้นทางเข้าไปยังสหรัฐฯ

เธอมาถึงพรมแดนเมื่อวันที่ 16 ก.ย. และยังอยู่ใต้สะพานระหว่างประเทศอากูญา-เดล ริโอ เทกซัส นาน 5 วัน เธอได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 22 ก.ย. และเจ้าหน้าที่พรมแดนของสหรัฐฯ ขับรถพาเธอมาส่งที่ศูนย์พักพิง

“การใช้ชีวิตใต้สะพานแห่งนั้นมันลำบากและไม่สบายเลย โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงท้อง มันยากมากจริง ๆ” ฟาฟานกล่าวกับบีบีซี

ผู้อพยพใต้สะพานสหรัฐฯ-เม็กซิโก 16 ก.ย. 2021
Reuters
สะพานบริเวณพรมแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก กลายเป็นจุดรวมตัวของผู้อพยพชาวเฮติ

เช่นเดียวกับชาวเฮติส่วนใหญ่ที่เดินทางมาถึงสหรัฐฯ เธอได้ใช้ชีวิตมาแล้วมากกว่า 1 ประเทศ ที่หมายแรกของเธอคือชิลี ในปี 2019 เธอตัดสินใจไปที่นั่นเพื่อพบกับแม่ แต่หลังจากผ่านไป 2 ปี เธอก็ตัดสินใจเดินทางขึ้นเหนือ

“ฉันออกเดินทางไปชิลี เพราะฉันไม่ได้พบแม่มานานหลายปีแล้ว แต่ในความเป็นจริง เมื่อคุณออกจากประเทศของคุณไปอีกประเทศหนึ่ง คุณกำลังมองหาชีวิตที่ดีกว่า” เธอกล่าว

“แต่เมื่อคุณมาถึงในประเทศนี้ และคุณไม่พบในสิ่งที่คุณกำลังตามหา คุณก็ต้องมองหาต่อไป จนกว่าคุณจะพบมัน” ฟาฟานเล่าขณะที่กำลังรอรถบัสไปยังซานอันโตนิโอ

จากที่นั่น เธอวางแผนว่าจะไปหาญาติที่แคลิฟอร์เนีย

ผู้อพยพชาวเฮติในเมืองเดล ริโอ
Iván Reyes
ผู้อพยพส่วนใหญ่เดินทางข้ามมาหลายประเทศ ก่อนที่จะเดินทางถึงสหรัฐฯ

ข้ามทวีป

การเดินทางของผู้อพยพชาวเฮติ อาจเป็นระยะทางที่ไกลมาก คนส่วนใหญ่ที่เดินทางมาถึงที่นี่เริ่มการเดินทางจากชิลี ซึ่งอาจใช้เวลาถึง 3 เดือนในการเดินทางมาถึงสหรัฐฯ

จากชิลี พวกเขาต้องผ่านเปรู เอกวาดอร์ และโคลอมเบีย ต้องข้ามช่องโหว่ดาริเอน (Darien Gap) ภูมิภาคที่เป็นป่าที่อันตรายกั้นระหว่างโคลอมเบียและปานามา ก่อนที่จะมาถึงอเมริกากลาง

“ส่วนที่ยากที่สุดคือปานามา” ฟรานต์ซ ไชเบอร์ ลูเบอริสส์ อายุ 28 ปี กล่าว เมื่อถูกถามถึงเส้นทางที่เขาต้องใช้เวลานานเกือบ 1 เดือนครึ่งกว่าจะเดินทางผ่านมาได้สำเร็จ

“ในปานามา เจ้าหน้าที่ไร้หัวจิตหัวใจมาก แก๊งอาชญากรรมจะทำร้ายเรา และเจ้าหน้าที่ไม่ทำอะไรเลย ผมเห็นกับตาตัวเองว่า พวกเขาข่มขืนผู้หญิง เด็กหญิง และผู้ชายอย่างไร พวกเขาถึงขนาดตรวจรูทวารของผมเพื่อหาเงิน มีคนบางส่วนที่เลวร้ายมาก ๆ อยู่ที่นั่น” ลูเบอริสส์เล่า

“ผมออกจากชิลี ผ่านเปรู เอกวาดอร์ โคลอมเบีย และปานามา… หลายประเทศมาก”

ฟรานต์ซ ไชเบอร์ ลูเบอริสส์
Iván Reyes
ลูเบอริสส์ บอกว่า เขาเห็นผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ถูกทำร้ายและข่มขืน ระหว่างเดินทาง

ลูเบอริสส์ยังต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากใต้สะพานซึ่งได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของวิกฤตผู้อพยพในปัจจุบันไปแล้วด้วยเช่นกัน

เขาไม่รู้ว่า เขาจะเดินทางเข้าไปในสหรัฐฯ ได้หรือไม่ หรือว่า เขาจะถูกส่งตัวกลับประเทศ ในช่วงเวลา 3 วันที่เขาอยู่ที่นั่น เขาและภรรยาที่ตั้งท้อง 8 เดือนได้กินแค่ขนมปัง

“ภรรยาของผมตั้งท้องและเราไม่มีอะไรกินเลย ผมคิดว่าผมคงถูกส่งตัวกลับ ใต้สะพานนั้น ทุกอย่างสกปรก ทุกอย่างแย่มาก แต่ตอนนี้ผมรู้สึกดีขึ้นแล้ว รู้สึกดีขึ้นมาก” เขากล่าวพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า สองสามีภรรยาคู่นี้กำลังมุ่งหน้าสู่เวสต์ปาล์มบีชในรัฐฟลอริดา

ไวด์ไลน์ ซังต์ เฟลอร์ อายุ 35 ปี หัวเราะเมื่อเธอพยายามพูดภาษาสเปน ซึ่งก็สามารถพูดต่อกันได้ 2-3 คำ

ไวด์ไลน์สวมหมวกแก็ปของทีมคลับอเมริกา (Club America) ทีมฟุตบอลของเม็กซิโก และเสื้อแขนยาว เธอตั้งท้อง 7 เดือน และออกเดินทางจากชิลีไปยังสหรัฐฯ พร้อมกับสามีเมื่อ 2 เดือนก่อน

ไวด์ไลน์ ซังต์ เฟลอร์
Iván Reyes
ไวด์ไลน์หวังว่าลูกที่ยังอยู่ในท้องของเธอจะมีสุขภาพแข็งแรง

เธอจำได้ถึงช่วงเวลาที่เธอต้องอยู่ใต้สะพานบริเวณพรนแดน “หนึ่งวัน ฉันกินแค่ซุป อีกวันหนึ่ง ฉันไม่ได้กินอะไรเลย อีกวันหนึ่ง ฉันได้แต่เดิน ลำบากมาก” เธอเล่า

มีเพียงแค่ไวด์ไลน์และสามีของเธอเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสหรัฐฯ ส่วนสมาชิกในครอบครัวอีก 2 คนที่เดินทางมาพร้อมกับพวกเขา ถูกส่งตัวกลับเฮติ

ไวด์ไลน์ไม่รู้ว่าเธอจะได้ลูกชายหรือลูกสาว แต่หวังว่าทารกจะมีสุขภาพแข็งแรง

“ตอนที่ฉันออกจากชิลี ฉันแข็งแรงดี ตอนนี้หลังจากการเดินทางผ่านพ้นไป ฉันไม่รู้” เธอกล่าว

…………….

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












seagame

ภาพที่



อัลบั้มภาพ "ฉันเดิน 2 เดือน ข้ามทวีปมาสหรัฐฯ" ผู้อพยพชาวเฮติเล่าเรื่องการเดินทางอันยากลำบากเพื่อแสวงหาชีวิตใหม่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง