นายก อบจ. หนองคาย โต้แอดมินเพจ "พิสูจน์บั้งไฟพญานาค" เรื่องที่มาของลูกไฟเหนือแม่น้ำโขง

26 ต.ค. 2564 - 17:45 น.

เป็นเวลา 10 ปีเต็มแล้วที่นายสมภพ ขำสวัสดิ์ เจ้าหน้าที่สังกัดเทศบาลตำบลแห่งหนึ่งใน จ.นครราชสีมา พยายามพิสูจน์หาที่มาของลูกไฟที่ปรากฏเหนือแม่น้ำโขงใน จ.หนองคายและ จ.บึงกาฬ ในคืน 15 ค่ำเดือน 11 ของทุกปี หรือที่รู้จักกันว่าปรากฏการณ์ "บั้งไฟพญานาค"

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

เขาไม่ใช่คนแรกที่ตั้งคำถามและพยายามหาความจริงเกี่ยวกับบั้งไฟพญานาค ไม่ใช่คนแรกที่ไม่เชื่อว่าลูกไฟที่ลอยขึ้นมาเหนือแม่น้ำโขงนั้นเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติหรือเหนือธรรมชาติ

แต่นายสมภพ วัย 41 ปี ผู้เป็นแอดมินเพจเฟซบุ๊ก "พิสูจน์บั้งไฟพญานาค" ที่มีผู้ติดตามกว่า 3 หมื่นคน เป็นคนแรกที่รวบรวมรายชื่อหมู่บ้านในฝั่งประเทศลาวจำนวน 10 หมู่บ้านและนำไปยื่นต่อสถานทูตลาวประจำประเทศไทย พร้อมกับเรียกร้องให้ทางการลาวตรวจสอบว่ามีการยิงปืนจากหมู่บ้านเหล่านี้เพื่อให้คนเชื่อว่าเป็นลูกไฟในปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค

นายสมภพเดินทางไปยื่นจดหมายและรายชื่อหมู่บ้านทั้ง 10 แห่งที่สถานทูตลาวเมื่อวานนี้ (25 ต.ค.) หรือราว 1 สัปดาห์หลังจากสิ้นสุดงานประเพณีออกพรรษาและบั้งไฟพญานาคโลกประจำปี 2564 ที่ จ.หนองคาย เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ซึ่งทางจังหวัดมีการบันทึกอย่างเป็นทางการไว้ว่า 15 ค่ำ เดือน 11 ปีนี้มีลูกไฟลอยขึ้นมาจากแม่น้ำโขงทั้งหมด 600 ลูก

แม้จะมีเพียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยออกมารับจดหมายของเขา เนื่องจากสถานทูตปิดทำการ แต่นายสมภพถือว่าเขาได้ทำหน้าที่สมบูรณ์แล้ว และคาดหวังว่าจะได้รับการติดต่อจากสถานทูตลาวเร็ว ๆ นี้เพื่อขอข้อมูลและหลักฐานเพิ่มเติมซึ่งพร้อมจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ซึ่งหลังจากยื่นเอกสารให้สถานทูตแล้วเขาก็ได้นำรายชื่อหมู่บ้านเหล่านั้นมาเปิดต่อสาธารณะทางเฟซบุ๊ก

วันนี้ (26 ต.ค.) บีบีซีไทยสอบถามไปยังสถานทูตลาวถึงเรื่องนี้ ได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่สถานทูตว่าได้รับทราบจากสื่อมวลชนว่ามีผู้มายื่นจดหมายขอให้ตรวจสอบเรื่องการยิงปืนในพื้นที่ 10 หมู่บ้านของลาว โดยมีเจ้าหน้าที่ รปภ. รับเรื่องไว้ ขณะนี้สถานทูตยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ และคงต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง พร้อมกับระบุว่าเป็นครั้งแรกที่สถานทูตได้รับรายชื่อหมู่บ้านเหล่านี้

บีบีซีไทยยังได้สอบถามไปยังกระทรวงการต่างประเทศของไทยถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-ลาวที่อาจเกิดขึ้นจากความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ

ส่วนนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ประเด็นนี้โดยให้เหตุผลว่าเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าฯ และได้มอบหมายให้นายยุทธนา ศรีตะบุตร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอดและยังเป็นนายกอบจ. มาถึง 19 ปี ให้ความเห็นแทน

ต่อไปนี้คือเสียงของแอดมินเพจ "พิสูจน์บั้งไฟพญานาค" ที่อ้างว่ามีหลักฐานยืนยันว่าบั้งไฟพญานาคเกิดจาก "การยิงลูกปืนส่องแสง" จากหมู่บ้านในฝั่งลาว และความเห็นของนายก อบจ. หนองคาย ผู้เชื่อว่าบั้งไฟพญานาคเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ได้เกิดจากฝีมือมนุษย์ ส่วนการยิงปืนนั้นมีจริงแต่เป็นเพียงการยิงเพื่อเฉลิมฉลองการเกิดบั้งไฟพญานาค

แอดมิน "พิสูจน์บั้งไฟพญานาค"

นายสมภพบอกกับบีบีซีไทยว่าการเปิดเผยรายชื่อ 10 หมู่บ้านฝั่งลาวที่เขาเชื่อว่าเป็นจุดที่มีการยิงลูกปืนส่องแสงเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจในโอกาสครบรอบ 10 ปีเต็มที่เขาพิสูจน์และเก็บข้อมูลเพื่อพิสูจน์สมมติฐานที่ว่าลูกไฟเหนือแม่น้ำโขงในคืนวันออกพรรษานั้นเป็นฝีมือมนุษย์

เขาเล่าว่าตัวเองเป็นคนสนใจเรื่องวิทยาศาสตร์และชอบพิสูจน์เรื่องลี้ลับอยู่แล้ว แต่บั้งไฟพญานาคนับเป็นงานหลัก เพราะเขาใช้เวลาเป็นการพิสูจน์ที่ยาวนานถึง 10 ปี นับตั้งแต่ครั้งแรกที่เดินทางไปเห็นลูกไฟลอยขึ้นมาเหนือแม่น้ำโขงด้วยตาตัวเองเมื่อปี 2554

"ผมเดินทางไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น พอได้เห็นและถ่ายรูปมาดูอย่างละเอียดก็เชื่อว่าเป็นแสงไฟที่เกิดจากการยิงลูกปืนส่องแสงทั้งหมด หลังจากนั้นทุก ๆ คืนวันออกพรรษาก็จะเดินทางไป จ.หนองคาย และ จ.บึงกาฬ เพื่อเก็บภาพมาพิสูจน์ บันทึกตำแหน่งที่เห็นลูกไฟจากฝั่งลาว แล้วก็ไปค้นหาชื่อหมู่บ้านมาจดบันทึกไว้"

นายสมภพบอกว่าเมื่อทฤษฎีของเขามีคนสนับสนุนมากขึ้น ก็เริ่มมีทีมงานมาร่วมเก็บข้อมูลเชิงลึก มีอาสาสมัครบางคนเดินทางลงพื้นที่หมู่บ้านเหล่านั้นในฝั่งลาว บางคนเคยไปสอบถามเจ้าหน้าที่ลาวที่ดูแลหมู่บ้าน สัมภาษณ์คนลาวในหมู่บ้านต่าง ๆ ริมแม่น้ำโขงเพื่อสอบถามเกี่ยวกับการยิงปืนในคืนวันออกพรรษา

ทั้งภาพและข้อมูลจากการลงพื้นที่ทำให้สมภพมั่นใจในทฤษฎี "บั้งไฟพญานาคคือลูกไฟจากการยิงปืนส่องแสงในฝั่งลาว" มากขึ้นเรื่อย ๆ จนนำมาสู่การยื่นเรื่องต่อทางการลาวหลังออกพรรษาปีนี้

"อยากให้ทางการลาวตรวจสอบหมู่บ้านทางลาวหน่อยว่ายิงลูกปืนส่องแสงในคืนวันออกพรรษาจริงหรือเปล่า ยิงเพื่ออะไร ได้เงินทุนจากไหน และผิดกฎหมายลาวมั้ย…ส่วนทางการไทย เห็นว่าเจ้าหน้าที่ในหนองคายและบึงกาฬก็มีการติดต่อสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ฝั่งลาวอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว ก็อยากให้ช่วยตรวจสอบด้วยอีกทางหนึ่ง" นายสมภพกล่าว

นายสมภพบอกว่าหลักฐานที่นำมาสู่การระบุชื่อทั้ง 10 หมู่บ้านว่าเป็นตำแหน่งที่มีการยิงปืนในคืนวันออกพรรษา มาจากภาพถ่ายทั้งภาคพื้นในฝั่งไทย ภาพมุมสูงจากโดรน และการเดินทางลงพื้นที่ในฝั่งลาวซึ่งเขาอ้างว่ามีคนที่สามารถถ่ายภาพคนที่กำลังยิงลูกปืนส่องแสงในระยะใกล้ได้

"ผมต้องการให้ความจริงปรากฏเท่านั้น แค่หวังให้สังคมได้รู้ความจริง ส่วนใครจะยังคงไปดูบั้งไฟพญานาคหรือจะมีความเชื่ออย่างไรก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล แล้วผมก็ยอมรับความเห็นต่างมาตลอด"

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ไทยลาวที่อาจได้รับผลกระทบจากการกล่าวหาและเคลื่อนไหวเพื่อหาความจริงของเขานั้น สมภพตอบเพียงว่าเรื่องนี้ "เป็นความจริงที่ต้องเปิดเผย" และเมื่อความจริงปรากฏแล้วความสัมพันธ์ก็จะกลับมาเหมือนเดิม และการหาความจริงร่วมกันน่าจะดีต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศมากกว่า

นายก อบจ. หนองคาย

"ไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ใช่เรื่องตื่นเต้น" นายยุทธนา ศรีตะบุตร นายก อบจ. หนองคายให้ความเห็นกับบีบีซีไทยต่อทฤษฎี "ปืนส่องแสง" ของแอดมินเพจ "พิสูจน์บั้งไฟพญานาค"

นายยุทธนาบอกว่าตลอด 19 ปีของการเป็นนายก อบจ. เขาชี้แจงเรื่องกำเนิดของบั้งไฟพญานาคมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ไม่เหนื่อยที่จะอธิบายซ้ำอีกครั้งเมื่อมีผู้ไปยื่นหนังสือถึงทางการลาวให้ตรวจสอบเรื่องนี้

ข้อสรุปของนายก อบจ.หนองคาย มีอยู่ว่า บั้งไฟพญานาคเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่แม้จะยังอธิบายสาเหตุการเกิดขึ้นของลูกไฟไม่ได้ แต่สิ่งที่แน่นอนคือไม่ได้เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ส่วนการยิงปืนในฝั่งลาวนั้นมีจริง แต่เป็นการยิงเฉลิมฉลองการเกิดบั้งไฟพญานาคในวันออกพรรษา ไม่ใช่การจงใจทำให้เกิดการเข้าใจผิด

เขานำเสนอเหตุผล 3 ข้อเพื่อสนับสนุนข้อสรุปนี้

1. พื้นที่ของการเกิดบั้งไฟพญานาค: มีการบันทึกไว้ว่ามีการพบเห็นตลอดระยะทางราว 200 กม.ของแม่น้ำโขง จาก อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ไปจนถึง อ.เมือง จ.บึงกาฬ วันออกพรรษาแต่ละปีมีลูกไฟเกิดขึ้นประมาณ 600-700 ลูก ห่างกัน 1-2 นาที และคนส่วนใหญ่เห็นว่าลูกไฟลอยขึ้นมาจากกลางแม่น้ำโขง

"ถ้าใช้คนยิง (กระสุนส่องวิถี) จะต้องใช้คนจำนวนหลายร้อยคน คนหลายร้อยคนจะเก็บความลับได้นานขนาดนี้หรือ แล้วจุดที่ยิงจะต้องเป็นกลางแม่น้ำโขงซึ่งมีน้ำเชี่ยวมาก ใครจะยืนได้" เขาตั้งข้อสังเกต

2. ลักษณะและองศาของลูกไฟ: นายยุทธนาบอกว่าลูกไฟของบั้งไฟพญานาคมีลักษณะกลม ไม่มีหางไฟ และลอยขึ้นมาตรง ๆ จากแม่น้ำโขง แต่หากเป็นลูกไฟจากการยิงกระสุนส่องวิถี จะมีหางไฟและมีลักษณะเฉียงเนื่องจากท่ายิงประทับบ่า ซึ่งแตกต่างกันอย่างชัดเจน

"เรารับรู้มาตลอดว่าฝั่งประเทศเพื่อนบ้านฉลองบั้งไฟพญานาคด้วยการยิงปืนนำวิถี การยิงปืนนำวิถีที่พูดถึง เป็นการยิงเพื่อฉลองลูกบั้งไฟที่เกิดขึ้นกลางแม่น้ำโขง ไม่ใช่ยิงเพื่อให้คนเข้าใจว่าเป็นบั้งไฟพญานาค คนในพื้นที่เขาแยกออกว่าอันไหนเป็นลูกไฟพญานาค อันไหนเป็นกระสุนนำวิถี"

3. บั้งไฟพญานาคเกิดมาก่อนที่จะมีปืนและกระสุนนำวิถี: นายกฯ อบจ. หนองคายอ้างข้อมูลจากการสัมภาษณ์คนเฒ่าคนแก่หลายคนในหนองคายเพื่อย้อนหาปีแรกที่มีผู้พบเห็นการเกิดลูกไฟเหนือแม่น้ำโขง ซึ่งเขาบอกว่าคำบอกเล่าของ "พยานบุคคล" เหล่านี้สรุปได้ว่ามีผู้พบเห็นปรากฏการณ์นี้ตั้งแต่ราว 150 ปีก่อน

"ในสมัยนั้นแน่นอนว่ายังไม่มีอาวุธปืนที่ใช้ยิง ซึ่งน่าจะประดิษฐ์ขึ้นเมื่อ 80 ปีที่ผ่านมานี้เอง แสดงว่าบั้งไฟมันเกิดก่อนกระสุนนำวิถี" เขาสรุป

นายก อบจ. ทิ้งท้ายว่า จ.หนองคายยินดีและพร้อมต้อนรับบุคคลทุกคณะที่ต้องการมาพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับบั้งไฟพญานาค แม้ว่าช่วง 20 ปีที่ผ่านมาจะมีบุคคลหลายกลุ่มทั้งผู้เชี่ยวชาญและนักพิสูจน์มือสมัครเล่นเดินทางมาพิสูจน์และตั้งทฤษฎีขึ้นมากมายแล้วก็ตาม

ส่วนเรื่องการสอบสวนหมู่บ้านที่นายสมภพอ้างว่ามีการยิงปืนในคืนวันออกพรรษา นายยุทธนากล่าวว่า ไม่ขอก้าวล่วงเนื่องจากเป็นเรื่องที่ทางการลาวจะจัดการ เพราะโดยทั่วไปการยิงปืนในที่สาธารณะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ นายก อบจ. หนองคาย โต้แอดมินเพจ "พิสูจน์บั้งไฟพญานาค" เรื่องที่มาของลูกไฟเหนือแม่น้ำโขง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง