ผ้าไหมไทย คนแฟชั่นรุ่นเก๋าเล่าความประทับใจ ถวายงานสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ผ้าไหมไทย คนแฟชั่นรุ่นเก๋าเล่าประสบการณ์ ความประทับใจ ได้มีโอกาสถวายงานสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ผ้าไหมไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๗ พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2562 โอกาสนี้ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้จัดนิทรรศการขึ้นใหม่ ได้แก่ นิทรรศการ “ด้วยพลังแห่งรัก” เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ นับตั้งแต่ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมราชินี เมื่อพุทธศักราช 2493 เป็นต้นมา

โอกาสนี้ พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ จึงจัดงาน Private View ขึ้น เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมีผู้ที่เคยมีโอกาสถวายงานสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาร่วมงานกันอย่างมากมาย

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เล่าถึงการถวายงานในการตามเสด็จฯ ว่า

“ทุกครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปอยู่ท่ามกลางราษฎรคือ พลังที่ทำให้พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าดินฟ้าอากาศจะเป็นอย่างไร ถ้าที่ไหนมีราษฎรที่คอยพระองค์ท่านอยู่ จะเสด็จฯ ไปโดยไม่ทรงย่อท้อ หลายแห่งเสด็จฯ ไปทุกปี โดยเฉพาะราษฎรที่อาศัยตามชายแดน หรือในชนบทที่ห่างไกลความเจริญ ซึ่งพระองค์ท่านทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานกำลังใจในสิ่งต่างๆ ที่เขาทำ ด้วยพลังแห่งรักที่พระองค์ท่านทรงมีต่อประชาชนโดยแท้”

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ยังเล่าอีกว่า

สมเด็จพระองค์ฯ ทรงทราบดีในทุกเรื่องที่ทรงสนับสนุนให้ชาวบ้านทำ อย่าง ผ้าไหม เดี๊ยนไม่เคยเรียนรู้เรื่องผ้ามาก่อนเลยเหมือนกัน แต่เมื่อมาทำงานถวายพระองค์ท่าน เราได้รับคำสอนจากพระองค์ท่าน ว่าผ้ามันขยุ้มอย่างนี้ ผ้าไทยคือไม่ยับ และเวลาชาวบ้านปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และก็สาวรังไหม รังสีเหลืองๆ รังเล็กๆ มันคือ รังไหมของไหมไทยแท้ เวลาสาว ต้องสาวเอาช่วงแรกออกมาก่อน ไม่สาวจนกระทั่งหมดรัง เค้าจะเก็บพักไว้ก่อน เอาช่วงแรกออกมาก่อน แล้วเอาช่วงที่สองมาสาวต่อ ตรงนั้นเรียกว่า ‘ไหมน้อย’ คือ ไหมที่อยู่ติดกับตัวหนอนไหมข้างในจริงๆ อันนั้นเนียนละเอียดนุ่ม เป็นผ้าไหมที่เรียกว่า ‘ไหมน้อย’ แล้วก็เลยออกมาทอผ้าที่ได้คุณภาพที่ดี เนื้อผ้าสวย แล้วผ้าไหมไทยมันจะมีการดูดซึมสีที่ดี เป็นเอกลักษณ์ของไหมไทย

พระองค์ท่านทรงทราบหมดเลย เราก็อัศจรรย์เหมือนกันนะสมัยนั้น พระองค์ท่านทรงสั่งสอน เวลาออกไป ให้ไปศึกษากับชาวบ้าน ชาวบ้านเป็นครูที่ดีของเรา และไปอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน คือ ท่านทรงสอนหมด

อ.ป้อม-ธีระพันธ์ วรรณรัตน์ แฟชั่นดีไซเนอร์รุ่นใหญ่ของวงการ เล่าถึงเมื่อครั้งที่มีโอกาสได้ถวายงานในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินการประกวดผ้าไหมประจำปี ที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จ.สกลนคร ว่า

ตลอดระยะเวลา 16 ปี ที่มีโอกาสได้ร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินผ้าของโครงการศิลปาชีพก็ตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เห็นผ้าไหมสวยๆ ที่ชาวบ้านทุกคนตั้งใจทอมาประกวดกัน ทุกครั้งที่จัดประกวดผ้าไหม มีกติกาสำคัญคือ กรรมการจะไม่มีสิทธิได้พบหน้ากับผู้ทอผ้า จะได้เห็นเฉพาะผ้าที่ส่งเข้าประกวดเท่านั้น ซึ่งเป็นพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้ตัดสินกันที่เนื้องานเท่านั้น โดยไม่มีความรู้สึก หรือทัศนคติส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะอาจมีผลต่อการตัดสินได้

กระทั่งวันหนึ่งก็เป็นเรื่องจริงขึ้นมา ปีนั้นมีผ้ามัดหมี่สวยมากเป็นพิเศษ จนคณะกรรมการไม่สามารถตัดสินรางวัลชนะเลิศ กับรองชนะเลิศได้ และเมื่อถึงวันประกาศผลการประกวด ปรากฎว่าคนที่ได้รางวัลที่ 2 เป็นผู้พิการขาทั้งสองข้าง เพราะฉะนั้นเขาต้องสร้างกี่พิเศษขึ้นมาเพื่อทอผ้า เพื่อใช้หัวเข่าในการทอผ้า ตอนนั้นตัวเองก็รู้สึกผิดในใจ เพราะกว่าเขาจะทอผ้าได้แต่ละผืนต้องใช้ความมานะมาก แต่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีรับสั่งกับคณะกรรมการตัดสินว่า ที่หนึ่งก็คือที่หนึ่ง ต้องไปตามเนื้อผ้า ซึ่งครั้งนั้นทำให้ตนเข้าใจการตัดสินพระทัยของพระองค์ท่านที่ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยเช่นนั้น เพราะทรงมีพระปรีชาที่เราเองไม่อาจคาดคิดได้ดังเช่นพระองค์

อีกแฟชั่นดีไซเนอร์รุ่นใหญ่ของวงการ เจี๊ยบ-พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์พิจิตรา ก็ถวายงานพระองค์ท่านบ่อยครั้งมาก

เหมือนคุณธีระพันธ์ค่ะ เราเป็นผู้น้อย ตัวเล็กๆ เราได้ความรู้มากมาย และเข้าใจเลยคำว่าด้วยพลังแห่งรัก ท่านทรงรักและเสียสละที่สุด เราแค่ตามเสด็จ เราจะมีเวลาทำงาน 9 โมงเช้าพร้อมที่เต็นท์ พอแสงหมด 4-5 โมงเย็น เราก็กลับ หมดหน้าที่แล้ว เราก็เห็นทหารพาชาวบ้านขึ้นรถมา เราเรียกรถ 10 ล้อ มาเป็นหมื่นๆ คน พระองค์ท่านก็ทรงเลี้ยงอาหารแจกผ้าห่ม เพราะกลางคืนที่อีสานอากาศเย็นมาก น้ำค้างลง

พอเรากลับถึงที่พัก อาบน้ำท่านข้าว สัก 3 ทุ่ม เราจะได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์ พระองค์ท่านเพิ่งเสด็จกลับ (เสียงสั่น) เรารู้สึกว่าเรายังไม่เสียสละเท่าพระองค์ท่านเลย พระองค์ท่านทรงให้มากกว่านั้นเยอะมาก

ฝั่งนางแบบ ก็มีหลายคนที่เคยมีโอกาสถวายงานสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เริ่มจาก บี-น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์ ซึ่งมาแชร์ประสบการณ์ความประทับใจ

ของบีเคยถวายงานที่สกลนครเหมือนกันค่ะ ไปเดินแบบค่ะ แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ได้ใกล้ชิดพระองค์ท่านมาก ได้เข้าเฝ้าฯ หลังเดินแบบเสร็จ และทรงถามนางแบบทุกคนทุกครั้งว่า ‘เหนื่อยมั้ย’ ‘เป็นยังไงบ้าง’ แต่ตอนนั้นเราเด็กมาก ตื่นเต้นมากที่ได้ใกล้ชิดพระองค์ขนาดนั้น เป็นความทรงจำที่ไม่เคยลืม และประทับใจจนถึงทุกวันนี้เลย

นางแบบรุ่นเก๋า หน่อย-บุษกร วงศ์พัวพันธ์ กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า

เป็นบุญมากที่ได้รับใช้พระองค์ท่าน

ครั้งแรกที่สกลนคร ครั้งนั้นก็มีนางแบบไม่กี่คน ก็เป็นการประกวดผ้า ปีนั้นก็เป็นปีแรก ไปเดินแฟชั่นโชว์ ใส่เสื้อพี่ป้อม-ธีระพันธ์ ถวายแฟชั่นโชว์อย่างใกล้ชิด หลังเลิกงาน พระองค์ท่านให้นางแบบเข้าเฝ้า พระองค์ทรงถามว่า ‘มีงานพรุ่งนี้อีก ใครอยู่ต่อได้บ้าง’ ก็ยกมือ ไม่รู้ตอนนั้นก็เด็ก ยกมืออย่างนี้ ท่านก็รับสั่งถามว่าชื่ออะไร ตอบว่าบุษกรเพคะ พระองค์ท่านก็ตรัส ‘ขอบใจมาก’ ‘อยู่ต่อได้ ก็อยู่ต่อ’ หลังจากนั้นทุกครั้งที่มีโอกาส ก็จะต้องรับใช้ อย่างวันนี้ก็มากับพี่ไก่ (สมพร ธิรินทร์-ช่างผมมือทองของไทย) ก็ยังบอกกับพี่ไก่ว่า เราต้องรับใช้จนถึงที่สุดนะพี่ไก่ ก็เลยได้มาวันนี้ (ร้องไห้)

นักแสดงนักร้องรุ่นเดอะ นัท-มีเรีย เคยไปเดินแบบและร้องเพลงถวายเช่นกัน

ครั้งแรกไปเดินแบบ ต่อมาก็มีโอกาสถวายเพลงต่อหน้าพระพักตร์  ที่ร้องคือ ‘ด้วยมือของเธอ’ เป็นเพลงประกอบละคร คือหัตถาครองพิภพ เป็นเพลงความหมายซึ่งลูกร้องให้กับคุณแม่ ก็ทราบมาว่าพระองค์ท่านทรงโปรดเพลงนี้ ก็มีโอกาสได้รับเข็มสัญลักษณ์สก. จากพระหัตถ์ของพระองค์ท่านด้วย ได้มีโอกาสได้แตะมือพระองค์ท่านด้วย ดีใจมากค่ะ เก็บรูปนี้ไว้เป็นรูปที่เป็นมงคลแก่ชีวิต”

“หลังจากนั้น เป็นความโชคดีของชีวิตนัทอย่างที่สุดครั้งหนึ่ง ก็คือว่า คุณแม่นัทซึ่งป่วยเป็นโรค ALS (Amyotrophic lateral sclerosis) กล้ามเนื้ออ่อนแรง โชคดีที่ว่าคุณแม่เป็นคนไข้ของสมเด็จพระนางเจ้า ทรงประทานความเมตตาให้กับคุณแม่ ประมาณ 7 ปีกว่าที่พระองค์ท่านดูแล

คุณแม่ได้เสียชีวิตลงเมื่อตอนต้นปี นัทก็ได้นำเอาฝีมือของศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เป็นของที่ระลึกแจกในงาน ปกตินัทเองเป็นคนใส่ผ้าไทยอยู่แล้ว เคยใส่ไปต่างประเทศ ใส่เป็นกระโปรกับเสื้อยืด ฝรั่งมาทักเต็มเลยกระโปรงสวยจัง ของอะไร เราบอกของคนไทยค่ะ นั่นคือความภาคภูมิใจ

นัทเชื่อว่าทุกคนรักพระองค์ท่านอยู่แล้ว ท่านทรงงานหนัก ทรงมีพระเมตตา ไม่ว่าจะเป็นคนยากดีมีจน พระองค์ท่านให้ความรักความเมตตาใส่ใจในทุกๆ อย่าง

เหมือนกับทุกๆ คนรู้สึก ยังไงก็จะรับใช้พระองค์จนที่สุดค่ะ

นิทรรศการ “ด้วยพลังแห่งรัก” เป็นการเล่าจากจุดเริ่มต้นของสองพระองค์

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยในห้องแรกเป็นการพูดถึงความรักของสองพระองค์ ผ่านภาพวาดฝีพระหัตถ์ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ และบทเพลงพระราชนิพนธ์ คู่กับพระฉายาลักษณ์ของทั้งสองพระองค์ ที่ทรงฉายฯ ในแต่ละโอกาส ต่อมาจะได้เห็นความรักของสองพระองค์สู่ความรักต่อประชาชน ตลอดระยะเวลาเกือบ 70 ปี

ซึ่งนิทรรศการนี้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมแล้ว ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่วันนี้ จนถึงพ.ศ. 2565 เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยจะมีการเปลี่ยนฉลองพระองค์ด้วย

บทความก่อนหน้านี้ยังไหว! ริเบรี เปิดตัวซบฟิออเรนตินาสัญญา 2 ปี เผยได้โทนีช่วยแนะนำ
บทความถัดไปเพิ่มคนเฝ้าเสา! หงส์แดงเล็งคุยทาบทาม มิเชล ฟอร์ม มาร่วมทัพ