บก.ปอศ. ทลายเเก๊งตุ๋นลงทุนข้ามชาติ “King Power Gold” สร้างโปรไฟล์หรู หลอกเหยื่อไทย-เทศ พบเงินหมุนเวียน 300 ล้าน

วันที่ 23 มกราคม 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. , พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. , พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.ภัทราวุธ อ่อนช่วย รอง ผบก.ปอศ. และ พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4 บก.ปอศ. ร่วมแถลงข่าวทลายขบวนการตุ๋นลงทุนข้ามชาติ หลอกเหยื่อไทย-ต่างประเทศ เทรดหุ้น เงินหมุนเวียน 300 ล้านบาท

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อเดือนเมษายน ปีพ.ศ.2568 ที่ผ่านมา มีผู้เสียหายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. ว่าถูกกลุ่มมิจฉาชีพชักชวนร่วมลงทุนทำธุรกิจเทรดหุ้น โดยอ้างตนว่าเป็นนักเทรดหุ้นระดับโลกและได้เปิดบริษัท คิง พาวเวอร์โกลด์ บิสิเนส ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บังหน้าสร้างความน่าเชื่อ โดยได้ร่วมลงทุนกับธนาคารชั้นนำของไทย ในการเทรดหุ้น เสนอผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 181 – 3,680 ต่อปี

โดยกลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าวมี น.ส.พรพฤหัส หนึ่งในผู้ต้องหา ซึ่งมีสามีเป็นชาวเยอรมันทำหน้าที่เป็นตัวการหลัก เปิดร้านอาหารและบาร์ใน พัทยาใต้ จ.ชลบุรี อ้างว่าตนเองเปิดบริษัท โดยได้ร่วมลงทุน กับธนาคารชั้นนำของไทย ในการเทรดหุ้น เสนอผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 181 – 3,680 ต่อปี ซึ่งจะหาเหยื่อในการหลอกมาลงทุน ผ่านร้านอาหารที่ตนเปิด

โดยมีการเข้าตีสนิทพูดคุยกับ ผู้เกษียณอายุชาวต่างชาติ ที่มีเงินเก็บและต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณในประเทศไทย ให้เข้าร่วมลงทุนหุ้นซึ่งอ้างว่าเป็นโครงการที่มีความมั่นคงสูง โดยจะมีการสร้างภาพในการประชุมระดมทุนตามโรงเเรม 5 ดาวหรือร้านอาหาร ในพัทยา หากหลงเชื่อ จะชักชวนเหยื่อเข้ากลุ่ม LINE และ และแอปพลิเคชัน WhatsApp เพื่อส่งตารางปันผลและเอกสารทางการเงินปลอม

สร้างความเชื่อถือ อีกทั้งยังการมีผู้อ้างตนเข้ามาการันตีผลตอบแทน และ จัดทำสัญญาที่อ้างว่าเป็น “ประกันการลงทุน” ให้กับผู้เสียหาย ซึ่งภายหลังตรวจสอบพบว่าสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงประกันชีวิตทั่วไป ไม่ใช่ประกันการลงทุนตามที่แอบอ้างแต่อย่างใด

แต่พอถึงเวลาจ่ายผลตอบแทน กลุ่มผู้ต้องหาพยายามบ่ายเบี่ยง โดยอ้างเหตุขัดข้องทางระบบธนาคารและเงื่อนไขด้านภาษี จนผู้เสียหายเกิดความสงสัยและขอคืนเงินลงทุน แต่กลับได้รับเช็คค้ำประกันที่ภายหลังไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากทางธนาคารได้ เนื่องจากบัญชีถูกปิดไปแล้ว ผลการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาไม่ได้นำเงินไปลงทุนจริง

แต่เป็นการนำเงินจากผู้เสียหายรายใหม่มาจ่ายหมุนเวียนให้ผู้เสียหายรายเดิมในลักษณะแชร์ลูกโซ่ เป็นเหตุให้มีผู้เสียหายหลงเชื่อกว่า 400 ราย และได้รับความเสียหายเบื้องต้นรวมกว่า 300 ล้านบาท เลยมาสู่การจับกุมในที่สุด

พ.ต.อ.จำนาญ กล่าวว่า ภายหลังกก.4 บก.ปอศ. รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด จนสามารถออกหมายจับ ผู้ต้องหาในขบวนการได้ทั้งหมด 7 ราย โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 6 รายในพื้นที่จ.ชลบุรีและจ.นครนครราชสีมา

ได้เเก่ 1. น.ส.พรพฤหัส (สงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี หัวหน้าขบวนการ ชักชวนลงทุน และเป็นบัญชีหลักที่ใช้รับโอนเงินจากผู้เสียหาย, MR. BRADLEY ชาวอังกฤษ อายุ 52 ปี ผู้ชักชวน สร้างความน่าเชื่อถือและหารายชื่อเหยื่อชาวต่างชาติ, น.ส.ทองใบ อายุ 37 ปี และ น.ส.มนัญชยา อายุ 59 ปี ผู้ชักชวนลงทุนและบริหารจัดการเอกสารการประชุม,

นางฆัมพร อายุ 55 ปี มีชื่อเป็นกรรมการ บริษัทที่ใช้แอบอ้างเพื่อออกเช็คค้ำประกัน, น.ส.ธิดารัตน์ สนับสนุนและสร้างความน่าเชื่อถือ สร้างความเชื่อมั่นในผลตอบแทน โดยการทำประกันการลงทุน แต่แท้จริงแล้วเป็นการทำกรมธรรม์ที่ได้เป็นประกันชีวิต

ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้า สู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”

และชายสัญชาติเยอรมัน อีก 1 ราย ทำหน้าที่แอดมินกลุ่มแอปพลิเคชัน LINE/WhatsApp ชักชวนลงทุน ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตาม จับกุมตัวมาดำเนินคดี

ทั้งนี้ในการจับกุม ยังสามารถตรวจยึดของกลางได้แก่ 1.เอกสารแผนการลงทุน รายชื่อนักลงทุน จำนวน 13 กล่อง 2.โทรศัพท์ จำนวน 10 เครื่อง 3.คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค จำนวน 3 เครื่อง 4.แท็บแล็ต จำนวน 1 เครื่อง 5.สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 6 เล่ม 6.สมุดเช็คเงินสด จำนวน 4 เล่ม และ 7.เช็คเงินสดระบุจำนวนเงิน จำนวน 30 ฉบับ มูลค่ารวมหลายพันล้านบาท

เบื้องต้นในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย ให้การปฏิเสธ แต่จากการสืบสวนสอบสวน ยืนยันการกระทำความผิดจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหา พบว่ากลุ่มผู้ต้องหาใช้บัญชีธนาคารกว่า 100 บัญชี มีเงินหมุนเวียนกว่า 300 ล้านบาท

โดยหลังจากที่กลุ่มผู้ต้องหาได้รับเงินจากกลุ่มผู้เสียหาย จะมีการโอนเงินจาก ผู้เสียหายรายใหม่มาจ่ายหมุนเวียนให้ผู้เสียหายรายเดิมในลักษณะแชร์ลูกโซ่ ปลายทางของเงินส่วนใหญ่ที่ได้รับมาจากกลุ่มผู้เสียหายถูกถอนออกเป็นเงินสด

จากการตรวจค้นพบบัญชีรายชื่อนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติกว่า 400 ราย พบเช็คค้ำประกันการลงทุนในการหลอกลวงผู้เสียหายมูลค่าหลายพันล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างขยายผลกับผู้เกี่ยวข้อง และเชื่อว่ายังมีผู้เสียหายอีกหลายคนที่ยังหลงเชื่อว่าเป็นการลงทุนจริงตามคำกล่าวอ้างของกลุ่มมิจฉาชีพ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน