ศบก. สั่งเพิ่มไบโอดีเซลผสม B7 เป็น 7% -ขยายเวลาตรึงก๊าซหุงต้มอีก 2 เดือนถึงพ.ค. ชงครม. รณรงค์ประหยัดพลังงาน ยันยังไม่จำเป็นต้องออกมาตรการบังคับ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยว่าที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่นายกรัฐมนตรี เป็นประธานมีข้อสรุปในการหาแนวทางเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน หลังมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้เรือขนส่งน้ำมันไม่สามารถเดินทางได้ จากผลกระทบของสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
โดยขอฝากไปยังผู้ประกอบการ ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกร รวมถึงภาคขนส่ง ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ใช้น้ำมันปริมาณมาก อย่าตกใจและอย่าตื่นตระหนกกักตุนน้ำมัน ยืนยันว่าประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ ไม่ช็อต ไม่ขาดแคลนแน่นอน
“โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ซื้อน้ำมันจากสถานีบริการน้ำมันหรือปั๊ม แต่ที่ผ่านมาจะซื้อผ่านจ็อบเปอร์ของบริษัทต่างๆ ในราคาถูกกว่า ขอทำความเข้าใจว่า กรณีนี้ไม่ถือเป็นแฟรนไชส์ หรือไม่ถือว่าเป็นลูกค้าของปั๊ม ปตท บางจาก พีที เชลล์ คาลเท็กซ์ หรือซัสโก้ที่มีอยู่ในประเทศไทยแต่อย่างใด ซึ่งขณะนี้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมที่เคยซื้อจากตัวแทนบริษัทไหน ขอให้นำหลักฐานการซื้อขายย้อนหลัง 2 เดือนไปแสดงกับผู้ว่าราชการจังหวัด หรือพลังงานจังหวัดเพื่อสามารถซื้อน้ำมันจากคลังบริษัทแม่ได้”
ด้าน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน กล่าวว่าที่ประชุมยังคงมีมติให้ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศให้ตรึงไว้ไม่เกิน 30 บาท/ลิตร ต่อเนื่องจนครบ 15 วัน จากที่ผ่านมาแล้ว 9-10 วัน ผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) หลังจากนั้นจะพิจารณาให้เหมาะสมตามสถานการณ์อีกครั้ง ในส่วนของราคาน้ำมันเบนซิน ให้ผู้ค้าค่อยๆ ทยอยปรับราคาให้เป็นไปตามกลไกตลาด อย่าปรับขึ้นรวดเร็วครั้งละ 2-5 บาท แบบกระชากเกินไป แต่ให้ทยอยขึ้นเป็นสเต็ปและกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด
“จะมีการเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล หรือ B100 ลงในน้ำมันดีเซล B7 เป็น 7% จาก 5% เพื่อลดการใช้เนื้อน้ำมันดีเซล มีผล 14 มี.ค.2568 ส่วนน้ำมันเบนซินมีส่วนผสมเอทานอลในน้ำมัน E10 E20 E85 อยู่แล้วในปัจจุบันจะเพิ่มส่วนต่าง E10 ที่ต่ำกว่า E20 อยู่ประมาณ 2 บาท เป็น 3 บาททันที”
ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้กระทรวงพลังงานได้ออกมาตรการเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยให้ผู้ค้าน้ำมันปรับสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจาก 1% เป็น 3% ภายในวันที่ 30 เม.ย.นี้ ช่วยยืดปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศได้เพิ่มอีก 7 วัน
นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติให้ขยายเวลาถตรึงราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลเอ็นจี) หรือก๊าซหุงต้ม ขนาดบรรจุถัง 15 กิโลกรัม (กก.) อยู่ที่ 423 บาท ต่อเนื่องออกไปอีก 2 เดือน จากที่จะสิ้นสุดลงในเดือนมี.ค.นี้ เป็นสิ้นสุดเดือนพ.ค.2569
สำหรับก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ในช่วงเดือนมี.ค-เม.ย.2569 ที่มีเรือขนส่งแอลเอ็นจีเกือบ 40 ลำเข้าไทย เบื้องต้นจะมี 5 ลำมาจากกาตาร์สามารถออกมาจากช่องแคบฮอร์มุซได้แล้วแน่นอน 2 ลำ เหลืออีก 3 ลำได้สั่งการให้บริษัท ปตท จำกัด(มหาชน) เร่งดำเนินการหาก๊าซจากแหล่งอื่นมาแทนก๊าซจากกาตาร์ได้ทันทีไปจนถึงเดือนพ.ค. ควบคู่กับแหล่งก๊าซในอ่าวไทยได้เจรจาให้มีการเพิ่มกำลังการผลิต เจรจาซื้อก๊าซเพิ่มจากแหล่งผลิตไทยมาเลเซีย รวมถึงให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน และให้ซื้อไฟเพิ่มจากสผป.ลาว ซึ่งจะเทียบเท่าหรือมากกว่าเชื้อเพลิงที่อยู่ระหว่างขนส่งทางเรือแล้ว
โดยสถานะกองทุนล่าสุด ณ วันที่ 8 มี.ค.2569 ติดลบ 786 ล้านบาท จากก่อนหน้าที่จะเกิดการสู้รบในตะวันออกกลางฐานะกองทุนเป็นบวกเล็กน้อย
“กองทุนมีหน้าตักของตัวเอง ที่จะติดลบได้ ซึ่งวันนี้ได้มีการหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาและผู้บริหารของทุนเกี่ยวกับแนวทางการออกพระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังค้ำประกันให้กองทุนกู้เงินเตรียมไว้เป็นแนวทางหนึ่ง”
นายอรรถพล กล่าวว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกในขณะนี้เป็นไปได้ทั้งบวกและลบตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้เริ่มมีข่าวดี หลายประเทศมีการออกมาประกาศว่าจะนำปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศของตัวเองออกมาใช้ ทำให้ปริมาณน้ำมันตลาดโลกที่ตึงตัวผ่อนคลายลง
อย่างไรก็ตาม จะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้รัฐบาลขอความร่วมมือให้ประชาชน และหน่วยงานต่างๆ ประหยัดการใช้พลังงานควบคู่กันไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ work from home ประชุมออนไลน์ ลดอุณหภูมิแอร์ รณรงค์ไม่ใส่สูท เช็คสภาพเครื่องยนต์ยานพาหนะเป็นประจำ เป็นต้น ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีมีความจำเป็นต้องออกเป็นมาตรการบังคับให้ประหยัดพลังงานแต่อย่างใด เพราะมาตรการจำกัดการใช้พลังงานต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ไม่เช่นนั้นอาจกระทบการท่องเที่ยว และภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศได้
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยืนยันดูแลราคาสินค้าให้เป็นธรรมและมีปริมาณเพียงพอกับความต้องการของประชาชน และห้ามกักตุน โดยมีบทลงโทษและจำคุก 7 ปีปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนสินค้าที่มีความจำเป็นในการบริโภคยืนยันว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคา เนื่องจากเป็นสินค้าควบคุมเพราะฉะนั้นหากผู้ประกอบการจะปรับขึ้นราคาสินค้าต้องมีการยื่นข้อมูลมายังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้เห็นถึงโครงสร้างราคาส่วนใดมีการเปลี่ยนแปลง ขอยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการขอยื่นเรื่องเข้ามาเพื่อขอปรับราคาสินค้าแต่อย่างใด