บิ๊กอวบ ลุยยึดทรัพย์พ่อค้ายารายใหญ่ภาคกลาง แฉเส้นทางการเงิน ‘แก๊งแฝดทมิฬ’

แฉเส้นทางการเงิน แก๊งแฝดทมิฬ

บิ๊กอวบ ลุยยึดทรัพย์พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ภาคกลาง “แก๊งแฝดทมิฬ” กว่า 100 ล้านบาท แฉเส้นทางการเงิน ผู้ต้องหามือทำธุรกรรมการเงินของเครือข่าย เปิดปากรับสารภาพแล้ว หลังจำนนต่อหลักฐาน

จากกรณี พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข ผบช.ปส. นำกำลังตำรวจเปิดปฏิบัติการชัยยะสยบไพรี 61/6 ทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดภาคกลาง “แก๊งแฝดทมิฬ” ปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมาย 60 จุด ในพื้นที่ จ.ลพบุรี จ.สระบุรี และ จ.พระนครศรีอยุธยา หลังทราบว่า นายศุภชัย ธารีรักษ์ หรือ มิกซ์ แฝดผู้พี่ และนายชัยวุฒิ คิสเนอร์ หรือ แม็ค แฝดผู้น้อง เป็นผู้ที่มีอิทธิพลในการสั่งการลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือส่งไปยังจังหวัดต่างๆ 

บิ๊กอวบ / ล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 13 มิ.ย. ที่ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1 จ.สระบุรี พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ร่วมกับพล.ต.ท.สมหมาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กว่า 1,390 นาย แถลงผลปฏิบัติการชัยยะสยบไพรี 61/6 ทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดภาคกลาง “แก๊งแฝดทมิฬ” ในพื้นที่ จ.ลพบุรี, จ.สระบุรี และจ.พระนครศรีอยุธยา

จากการตรวจค้น ส่งผลให้สามารถจับกุมนายพงศกร (สงวนนามสกุล) ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับธุรกรรมการเงินของเครือข่ายได้ พร้อมของกลาง กว่า 100 ล้านบาท ได้แก่ ยาบ้า 118,389 เม็ด, อาวุธปืน 3 กระบอก, เครื่องกระสุน 237 นัด, รถยนต์ 37 คัน มูลค่าประมาณ 28,100,000 บาท, รถจักรยานยนต์ 10 คัน มูลค่าประมาณ 2,372,000 บาท, บ้านพร้อมที่ดิน 23 หลัง มูลค่าประมาณ 55,780,000 บาท, ทองรูปพรรณ มูลค่าประมาณ 1,185,400 บาท, เงินสด 1,424,680 บาท และ อื่นๆ มูลค่าประมาณ 5,851,778 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 94,713,858 บาท

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวว่า มีเป้าหมายสำคัญ 1 เครือข่าย คือ เครือข่ายแก๊งแฝดทมิฬ สืบเนื่องจากตำรวจภูธรภาค 1 จับกุมบุคคลในเครือข่ายแฝดทมิฬ นำส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. และจากการสืบสวนสอบสวนขยายผลทราบว่า ผู้สั่งการคือนายชัยวุฒิและนายศุภชัย คู่แฝดทมิฬ ประกอบกับ บช.ปส. ได้รับการร้องเรียนเครือข่ายยาเสพติดที่มีพฤติการณ์เป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ภาค 1 และเกี่ยวข้องกับเครือข่ายแฝดทมิฬ ผบช.ปส. จึงอนุมัติให้ บก.ปส.2 บช.ปส. สืบสวนสอบสวนขยายผลกลุ่มบุคคลในเครือข่ายแฝดทมิฬ

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวอีกว่า โดยชื่อ “แฝดทมิฬ” เป็นการตั้งฉายาของชาวบ้านใน จ.สระบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับความเดือดร้อนจากการค้ายาเสพติด ทำผิดกฎหมาย และอาชญากรรม จากฝีมือของกลุ่มเครือข่ายยาเสพติด ให้กับนายชัยวุฒิและนายศุภชัย ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการ ไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง แต่มีพฤติการณ์ค้ายาเสพติดจนร่ำรวยเกินฐานะ อ้างว่าเงินหรือทรัพย์สินมาจากการซื้อขายรถมือสอง “คิสเนอร์ คาร์เซนเตอร์”

รอง ผบ.ตร. กล่าวต่อว่า จากข้อมูลพบว่า นายชัยวุฒิและนายศุภชัยได้ให้บุคคลเครือข่ายเปิดร้านอาหาร ชื่อ “ปลาบุพเฟ่ต์ ปิ้งย่างทะเล ซีฟู๊ด” โดยมี น.ส.เยาวลักษณ์ เอี่ยมสำอาง ภรรยาของนายสุรัตน์ ลูกน้องเป็นผู้จดทะเบียน โดยให้นายภูวิศ ฐิติวร กับน.ส.พรชนก พรมภักดี ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน ทำหน้าที่จัดหารถยนต์ เพื่อนำมาใช้ในการค้ายาเสพติดโดยใช้เอกสารของนายวัฒนา ทองโฉม


“นายชัยวุฒิและนายศุภชัย มีนิสัยก้าวร้าว กล้าได้ กล้าเสีย และมีเงินดูแลกลุ่ม จึงทำให้มีเครือข่ายกว้างขวางมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ จ.สระบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงจำนวนมาก ทั้งคู่จะร่วมกับเครือข่ายแบ่งหน้าที่ทำเป็นขบวนการ ทั้งการติดต่อซื้อขายยาเสพติดและการทำธุรกรรมการเงิน รวมถึงการฟอกเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติดด้วย ซึ่งทั้งคู่จะดำเนินการและสั่งการชุดลำเลียงเอง โดยจะนำยาเสพติดจากพื้นที่ภาคเหนือมาพักไว้ในพื้นที่สระบุรี” พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าว

รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ส่วนมากจะเป็นการฝังดินแยกจากคนเฝ้า แต่อยู่ในระยะสายตาเพื่อให้เป็นประโยชน์ในข้อต่อสู้ทางกฎหมาย จากนั้น จะสั่งการกระจายยาเสพติดทางไลน์และเฟซบุ๊ก รวมทั้งจ้างเครือข่ายให้คอยดูแลเรื่องการเงินและการจัดหารถเพื่อใช้งานหรือใช้แลกยาเสพติดตามคำสั่งโดยทั้ง 2 คน เริ่มมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเมื่อปี 2553 โดยเริ่มจากการเป็นเด็กส่งยา และผันตัวมาเป็นคนสั่งการ

“หลังจากนั้นก็วนเวียนอยู่ในขบวนการค้ายาเสพติดมาโดยตลอด ทำหน้าที่สลับกันไปมา ล่าสุดนายชัยวุฒิ อยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับคดียาเสพติด และนายศุภชัย ได้ถูกกลุ่มคนร้ายไม่ทราบฝ่ายยิงเสียชีวิต ที่จ.ลพบุรี เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมา” พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าว

ด้าน พล.ต.ท.สมหมาย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้นายพงศกรยังให้การปฏิเสธ ไม่รู้และไม่มีมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาเสพติดของนายชัยวุฒิและนายศุภชัย แต่ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบข้อความในมือถือส่วนตัวของนายพงศกร พบข้อความที่มีคนส่งมาบอกให้รีบหลบหนี เมื่อคืนที่ผ่านมา รวมถึงนายพงศกรเป็นแก๊งบิ๊กไบค์ แก๊งเดียวกับนายชัยวุฒิและ นายศุภชัยด้วย จึงต้องจำนนต่อหลักฐาน

ผบช.ปส. กล่าวต่อว่า สุดท้ายนายพงศกรยอมรับสารภาพว่าเป็นคนดูแลธุรกรรมการเงินของนายชัยวุฒิและนายศุภชัย ซึ่งในลักษณะเช่นนี้ นายพงศกรจะต้องทราบว่าทั้งสองมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาเสพติดแน่นอน สำหรับสาเหตุการเสียชีวิตของนายศุภชัย ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นคนฆ่า เนื่องจากนายศุภชัยสร้างศัตรูไว้เยอะ ต้องสอบสวนต่อไป

พล.ต.ท.สมหมาย กล่าวด้วยว่า สำหรับข้าราชชั้นประทวน ที่นำข้อมูลและความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ตำรวจไปบอกกับ แก๊งเครือข่ายยาเสพติดนั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสืบหาพยานหลักฐาน ว่าเป็นความจริงหรือไม่ หากเป็นเป็นความจริง จะดำเนินการให้ผู้บังคับบัญชาหน่วยงานนั้น พิจารณาแจ้งข้อหา ตามมาตรา 157 ละเว้นการปฎิบัติงานและปฏิบัติงานโดยมิชอบ