ดีเอสไอรับ “แชร์คอร์สสัมมนา” เป็นคดีพิเศษ เหยื่อ 4 พัน สูญกว่า 2 พันล้าน

 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 ส.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ท.พเยาว์ ทองเสน ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 พร้อมด้วยพ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ และรองโฆษก ดีเอสไอ ร่วมกันแถลงผลจับกุมนายภูดิศ กิตติธราดิลก อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 288/8 ม.5 ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงประชาชน กรณีที่นายภูดิศได้เปิดบริษัท เดอะ ซิสเต็ม ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ จำกัด และบริษัท อินโนวิชั่น โฮลดิ้ง จำกัด หลอกลวงให้ประชาชนมาร่วมลงทุนซื้อแพ็คเกจคอร์สสัมมนา มีผู้เสียหายกว่า 4,000 คน มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท


พ.ต.ท.พเยาว์ กล่าวว่า ดีเอสไอได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผู้เสียหายจำนวนมากว่าถูกหลอกลวงโดยการโฆษณาชวนเชื่อ ผ่านสื่อมีเดียต่าง ๆ เช่น แอพพลิเคชันไลน์ และเฟสบุ๊ก ให้ร่วมลงทุนซื้อแพ็คเกจสัมมนา หลักสูตรทางการเงินกับบริษัท เดอะ ซิสเต็มฯ และบริษัท อินโนวิชั่นฯ ที่มีนายภูดิศเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ซึ่งอ้างว่าจะนำเงินทุนของผู้เสียหายไปลงทุนในตลาดการซื้อขายเงินตราโดยตกลงจะจ่ายผลตอบแทนการลงทุนในอัตรา ร้อยละ 7 ต่อสัปดาห์ ในเวลา 1 ปี

พ.ต.ท.พเยาว์ กล่าวต่อว่า จากการสอบสวนระหว่างเดือน ส.ค.2558-ก.ย.2559 บริษัทดังกล่าว ได้ชวนผู้เสียหายร่วมลงทุนใน 5 แพ็คเกจ และโฆษณาชวนเชื่ออีกว่า หากผู้ลงทุนคนใดสามารถแนะนำบุคคลอื่นให้มาร่วมลงทุนด้วย จะได้รับเงินตอบแทนค่าแนะนำตามลำดับชั้น ซึ่งมีทั้งหมด 20 ชั้น ปรากฎว่ามีผู้เสียหายกว่า 4,000 คน หลงเชื่อและร่วมโอนเงินร่วมลงทุน ซึ่งในช่วงแรกผู้เสียหายได้รับผลตอบแทนตามที่กำหนด แต่ภายหลังผู้เสียหายไม่ได้รับผลตอบแทน กลุ่มผู้เสียหายจึงรวมตัวเดินทางไปที่ 2 บริษัทเช่าอยู่ที่อาคารฟอรั่ม ทาวเวอร์ ถ.รัชดาภิเษก แขวงและเขตห้วยขวาง กทม. แต่ก็ได้ปิดกิจการไปแล้ว และนายภูดิศก็ได้หลบหนีไป ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาท

พ.ต.ท.พเยาว์ เปิดเผยต่อว่า ทั้งนี้ มีผู้เสียหายบางส่วนได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง และทางสน.ห้วยขวางได้รวบรวมพยานหลักฐานและขอหมายศาล ซึ่งสามารถจับกุมตัวนายภูดิศได้ที่สนามบินดอนเมือง เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่นายภูดิศกำลังเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ ตามหมายจับของสน.ห้วยขวาง และเมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ จึงได้อนุมัติรับกรณีดังกล่าวไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษ ดังนั้น ดีเอสไอจะประสานงานกับสน.ห้วยขวางเพื่อรับโอนสำนวนมาสอบสวนต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแถลงข่าวดีเอสไอได้สาธิตการใช้แอพพิเคชั่นการตรวจสอบว่าธุรกิจใดเสี่ยงหรือเข้าช่ายแชร์ลูกโซ่หรือไม่ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้แล้วในระบบแอนดรอย์ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนถูกหลอกและหลงเชื่อได้ง่าย ซึ่งภายในขั้นตอนแอปพิลเคชันจะมีการทำแบบสอบถาม เพื่อประเมินถึงความเสี่ยงที่กำลังจะเกิดขึ้น ภายในแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า “แชร์ลูกโซ่” ซึ่งในขณะนี้สามารถดาวน์โหลดได้แล้วในโทรศัพท์มือถือระบบแอนดรอย และจะมีการพัฒนาไปในระบบไอโอเอสต่อไป