วัคซีนโควิด-19 ล็อตแรกถึงไทยแล้ว แต่ผลสำรวจพบบุคลากรทางแพทย์ฯ แค่ 55% พร้อมฉีด

24 ก.พ. 2564 - 12:15 น.

วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของบริษัท ซิโนแวค ไบโอเทคและบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า เดินทางมาถึงประเทศไทยวันนี้ (24 ก.พ.) แม้ว่ากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยังต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของวัคซีน หลังจากหน่วยงานวิจัยของ สธ. สำรวจพบว่าบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขเพียง 55% ยินดีรับวัคซีนโควิด-19

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

วัคซีนของซิโนแวคที่ชื่อว่า “โคโรนาแวค” (CoronaVac) ที่เดินทางมาถึงไทยวันนี้มีจำนวน 200,000 โดส ส่วนวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า มีจำนวน 117,000 โดส รวมทั้งหมด 317,000 โดส นับเป็นวัคซีนโควิด-19 ล็อตแรกที่เดินทางมาถึงไทย หลังจากรัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงยุทธศาสตร์และความล่าช้าในการจัดหาวัคซีนมาให้คนไทย

วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าที่จะมาถึงในช่วงบ่ายวันนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาแผนปัจจุบันจากองค์การอาหารและยา (อย.) ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. ส่วนโคโรนาแวคของซิโนแวคที่มาถึงก่อนในช่วงเช้านั้น อย. เพิ่งขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ 22 ก.พ. หรือเพียง 2 วันก่อนที่วัคซีนล็อตแรกจะเดินทางมาถึงวันนี้ ทะเบียนยาของวัคซีนทั้ง 2 ยี่ห้อ มีอายุ 1 ปี

เที่ยวบินขนส่งสินค้าของการบินไทยเที่ยวบิน TG 675 ปักกิ่ง-กรุงเทพฯ นำวัคซีนซิโนแวคที่บรรจุในคอนเทนเนอร์ชนิดปรับควบคุมอุณหภูมิระหว่าง -20 องศา ถึง + 20 องศา พร้อมอุปกรณ์สนับสนุนอื่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้วัคซีนสัมผัสกับภาวะอุณหภูมิสูงภายนอก เดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อเวลา 10.05 น. โดยมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญควบคุมดูแลตลอดเส้นทาง

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว. กลาโหม พร้อมด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สธ. ผู้บริหารระดับสูงของ สธ. และนายหยาง ซิน อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เดินทางร่วมพิธิรับการมาถึงของวัคซีนที่สนามบินสุวรรณภูมิ ภายใต้ชื่องาน “วัคซีนโควิด-19 คืนรอยยิ้ม ประเทศไทย”

นายกฯ กล่าวว่าแม้จะได้รับวัคซีนล็อตแรกมาแล้ว แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการเตรียมการฉีด ซึ่งใครจะฉีดก่อน-ฉีดหลัง และฉีดเมื่อไหร่เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการที่จะพิจารณาและศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ให้ความเห็นชอบ

เขายอมรับว่าในการจัดหาวัคซีนนั้นมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ “รัฐบาลก็พยายามอย่างยิ่งยวด” ในการบริหารจัดการ และเป็นเรื่องน่ายินดีที่นอกจากวัคซีนของซิโนแวคแล้ว วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าก็จะเดินทางมาถึงวันนี้ด้วย

“ไม่ว่าวัคซีนจะล็อตไหนก็ตาม เป็นวัคซีนของคนไทยทั้งประเทศ…ผมไม่อยากให้สังคมมีความขัดแย้งกันอีกเรื่องวัคซีน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

นายหยาง ซิน อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวว่าไทยเป็นประเทศแรกกลุ่มอาเซียนที่นำเข้าวัคซีนเชิงพาณิชย์จากจีน และการมาถึงของวัคซีนในวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงมิตรภาพอันแนบแน่นของจีนและไทย อีกทั้งเป็นไปตามคำมั่นสัญญาของประธานาธิบดีจีนที่จะให้วัคซีนของจีนเป็นสินค้าสาธารณะทั่วโลก”วัคซีนที่มาถึงประเทศไทยวันนี้เป็นวัคซีนชนิดแรกที่ประเทศไทยได้นำเข้า ซึ่งทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในบรรดาประเทศอาเซียน ที่ได้นำเข้าวัคซีนจีนโดยช่องทางพาณิชย์ และมีการฉีดกันทั่วไป” นายหยางกล่าว

วัคซีนซิโนแวคไปไหนต่อ

จากสนามบินสุวรรณภูมิ วัคซีนของซิโนแวค 200,000 โดสที่อยู่ในตู้ควบคุมอุณหภูมิถูกนำขึ้นรถขนส่งไปเก็บที่ “คลังสำรองวัคซีนโควิด-19” ที่ กม.19 ถ.บางนา-ตราด ซึ่งเป็นของบริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้ทำข้อตกลงความร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรมในการจัดเก็บ บรรจุ และกระจาย วัคซีนโควิด-19 ล็อตแรกให้โรงพยาบาลตามแผนการฉีดโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

หลังจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะทำการตรวจสอบคุณภาพของวัคซีนแล้ว วัคซีนจะถูกกระจายไปในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งตามแผนกระจายวัคซีนล็อตแรกที่ได้รับความเห็นชอบจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 วัคซีนล็อตแรกของซิโนแวคจะถูกกระจายไปใน 13 จังหวัดที่ ศบค. ประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สมุทรสาคร) พื้นที่ควบคุม (กทม.ฝั่งตะวันตก, ปทุมธานี, นนทบุรี, สมุทรปราการ, อ.แม่สอด จ.ตาก, นครปฐม, สมุทรสงคราม และราชบุรี) และพื้นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม (ชลบุรี, ภูเก็ต, เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และ เชียงใหม่) โดยให้อำนาจกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเป็นผู้พิจารณาผู้ที่เหมาะสมในการฉีด

ตามแผนฉีดวัคซีน วัคซีนล็อตแรกจะทำการฉีดให้กลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม ประกอบด้วย

  • บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าทั้งภาครัฐและเอกชน
  • ผู้ที่มีโรคประจำวัน เช่น โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง, โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคไตเรื้อรังระยะ 5 ขึ้นไป, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคมะเร็งทุกชนิดที่อยู่ระหว่างเคมีบำบัด, โรคเบาหวาน, โรคอ้วนที่มีน้ำหนักมากกว่า 100 กก. ขึ้นไป
  • ผู้มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป
  • เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคโควิด-19 ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย

ทั้งนี้รัฐบาลไทยสั่งซื้อวัคซีนจากซิโนแวคทั้งหมด 2 ล้านโดส หลังจากนี้อีก 800,000 โดสจะมาถึงในเดือน มี.ค. และอีก 1 ล้านโดสจะมาถึงในเดือน เม.ย.

1 ใน 3 ของบุคลากรทางการแพทย์ “ยังไม่แน่ใจว่าจะรับวัคซีนหรือไม่”

เมื่อวันที่ 21 ก.พ. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยสังกัด สธ. ได้เปิดผลสำรวจความเห็นบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขจำนวน 55,068 ระหว่างวันที่ 29 ม.ค.-16 ก.พ. ต่อการรับวัคซีนโควิด-19 ซึ่งพบว่าบุคลากรทางการแพทย์ฯ 55% ยินดีรับวัคซีนโควิด-19 ในขณะที่ประมาณ 1 ใน 3 ยังไม่แน่ใจว่าจะรับวัคซีนหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีข้อค้บพบสำคัญอื่น ๆ ได้แก่

  • บุคลากรทางการแพทย์ฯ เพศหญิงและผู้ที่มีอายุน้อย หรืออาชีพพยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์และแพทย์ เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มไม่รับวัคซีนโควิด-19 หรือยังไม่แน่ใจในสัดส่วนสูงที่สุด
  • การมีทางเลือกรับวัคซีนโควิด-19 ที่ตนเองต้องการและการทราบว่ามีผู้ที่ได้รับวัคซีนไปแล้ว ไม่มีอาการข้างเคียงรุนแรง เป็นเงื่อนไขสำคัญที่อาจทำให้อัตราการยอมรับวัคซีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 90
  • อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ยินดีรับวัคซีนโควิดมากที่สุดถึงร้อยละ 71 และพยาบาลยินดีรับวัคซีนโควิดน้อยที่สุดร้อยละ 47
  • หากมีทางเลือกในการรับวัคซีนโควิด-19 บุคลากรทางการแพทย์ฯ 55% ยินดีจะรับวัคซีนโควิด โดยวัคซีนที่ต้องการอันดับที่ 1 คือ AstraZeneca อันดับที่ 2 คือ Sinovac อันดับที่ 3 คือ Pfizer-BioNTech อันดับที่ 4 คือ Moderna และ Johnson and Jhonson และอันดับที่ 5 คือ Gamaleya

สวรส. ให้ความเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการยอมรับวัคซีนของกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ฯ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีผลต่อการให้คำแนะนำให้บุคคลกลุ่มอื่น ๆ ในการรับหรือไม่รับวัคซีน และมีความสำคัญต่อความสำเร็จของนโยบายการให้วัคซีนโควิดประเทศไทย

นอกจากนี้ สวรส. ยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือ ให้เร่งประชาสัมพันธ์ในเรื่องประสิทธิผลและความปลอดภัยของวัคซีนที่จะนำมาฉีดให้บุคลาการทางการแพทย์ฯ ในไทย เพิ่มทางเลือกชนิดของวัคซีนโควิดที่จะให้และรอบในการให้วัคซีนในกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจรับวัคซีนในรอบแรก ๆ โดยเฉพาะในบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาล และมีระบบติดตามและสื่อสารกับบุคลการทางการแพทย์ฯ ที่ได้รับวัคซีนไปแล้วซึ่งจะช่วยเพิ่มการยอมรับมากขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ วัคซีนโควิด-19 ล็อตแรกถึงไทยแล้ว แต่ผลสำรวจพบบุคลากรทางแพทย์ฯ แค่ 55% พร้อมฉีด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง