คลังหนุนเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ปูพรมฟื้นประเทศระยะยาว

นายอภิศักดิ์ กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนา “Thailand Competitiveness Conference 2018 เรื่อง Powering Thailand Competitiveness through Digital Transformation” ว่า ความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่มีการพูดถึงมากว่า 10 ปี ในอดีตอาจรู้สึกว่าเรื่องดังกล่าวไม่สำคัญมาก เพราะเรารู้ว่าเราแข่งขันได้ ทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่หลังจากที่เทคโนโลยี การสื่อสาร การคมนาคมเปลี่ยนไป เหล่านี้ถือเป็นบริบทที่ทำให้ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

“คนที่ไม่มีขีดความสามารถในการแข่งขันจะถูกดึงออกจากระบบ ส่วนบริษัทไหนแข่งขันไม่ได้ก็จะถูกผลักออกจากธุรกิจ ในส่วนของประเทศหากเราแข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้ เราก็จะเป็นประเทศที่ถูกลืม และการเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นปัญหาของประเทศในอนาคต โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้ย้ำและให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก โดยถูกกำหนดเป็น 1 ใน 6 ข้อของแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เป็นกรอบใหญ่ว่าไทยควรจะทำอะไร และไม่ทำอะไร หรือหากไม่ทำอะไรแล้วจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในระยะยาว” นายอภิศักดิ์ กล่าว

นายอภิศักดิ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามผลักดันในสิ่งที่รัฐบาลปกติไม่สามารถทำได้ โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เป็นการวางแผนเพื่ออนาคต โดยโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ถือเป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาประเทศให้สามารถเติบโตต่อไปได้เรื่อยๆ รวมถึงได้ยกเรื่องดิจิทัลขึ้นเป็นประเด็นสำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงประเทศ ถ้าเราทำได้ดีก็จะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ประเทศเติบโตเพิ่มขึ้นได้หลายเปอร์เซ็นต์ โดยยืนยันว่าไทยไม่ได้เดินหน้าเรื่องดิจิทัลช้ากว่าประเทศอื่น เราผลักดันเรื่องนี้พร้อมๆ กันทำให้เรามีความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ยังได้พยายามช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งจะเป็นอีกส่วนที่ช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่กลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้ยังมีข้อจำกัด เพราะไม่มีอำนาจในการต่อรอง โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากสถาบันการเงินคิดอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงถึง 7-8% ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ คิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1-2% ตรงนี้เป็นประเด็นที่สะท้อนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างชัดเจน


“รัฐบาลต้องไปช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและรายเล็กๆ เพราะในยุคเศรษฐกิจ 4.0 การลดต้นทุนของบริษัทขนาดใหญ่ด้วยการดึงเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างมาก ก็จะทำให้การจ้างงานลดลง ผลที่ตามมาคือคนตกงานเพิ่มขึ้น ตรงนี้ถ้าเราไม่มีอะไรมารองรับก็จะเกิดปัญหากับประเทศ ซึ่งเอสเอ็มอีเป็นจุดสำคัญที่จะเข้ามารองรับในส่วนนี้ ทำให้เกิดการจ้างงานได้เพิ่มขึ้น นั่นเป็นเครื่องสะท้อนความสำคัญของเอสเอ็มอี โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้จัดแหล่งเงินทุนซอฟท์โลนด์ เพื่อให้เอสเอ็มอีกู้ และสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างไม่เสียเปรียบอีกต่อไป เป็นผลให้ปัจจุบันสถานการณ์ของเอสเอ็มอีดีขึ้นมาก” นายอภิศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังได้มีการเดินหน้าโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยสนับสนุน 10 อุตสาหกรรมใหม่ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมอนาคตของโลก และผู้ประกอบการไทยมีความสามารถที่จะแข่งขันได้ในอุตสาหกรรมดังกล่าว รวมทั้งยังมีการผลักดันเรื่องการจัดทำบัญชีเดียว ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยในปี 2562 ผู้ประกอบการจะต้องใช้บัญชีที่ยื่นกับกรมสรรพากรในการขอสินเชื่อ หากทำตรงนี้ถูกต้องก็จะเป็นเรื่องที่ดีสามารถเข้าถึงสินเชื่อทั้งจากสถาบันการเงิน และนอนแบงก์ได้อย่างไม่มีปัญหา

อย่างไรก็ดี ในส่วนของเกษตรกร ซึ่งมีจำนวนสูงถึง 30 ล้านคน เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือ เพราะเป็นเรื่องที่รู้ดีอยู่แล้วว่าภาคเกษตรส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาความยากจน โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรถือเป็นอีกหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประเทศก้าวข้ามเส้นแบ่งประเทศรายได้ปานกลางไปได้ จากอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยแก้ปัญหาภาคเกษตรผ่านโครงการรับจำนำข้าว ประกันราคาสินค้าเกษตร ที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น แต่ผิดกับราคาตลาด และได้ผลดีในช่วงสั้นๆ เท่านั้น รวมทั้งต้องมีการพัฒนาคนเพื่อรองรับยุค 4.0 และเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอีกด้วย