เร่งเครื่องศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ คาดเงินสะพัด 1,000 ล้านบาท/ปี

เร่งเครื่องศูนย์ทดสอบยานยนต์

นายกฯ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน คาดแล้วเสร็จเงินสะพัดกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี

เร่งเครื่องศูนย์ทดสอบยานยนต์ – นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวในโอกาสพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (Automotive and Tyre Testing, Research and Innovation Center- ATTRIC) ที่เขตสวนป่าลาดกระทิง ต.ลาดกระทิง อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นศูนย์ทดสอบแห่งแรกในอาเซียน ว่า นายกฯ ได้ลงนามในเอกสารแสดงสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นโครงการศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ ระยะที่ 2 พร้อมให้นโยบายในการดำเนินงานโครงการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการยานยนต์ไทยว่าศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2565 โดยตั้งเป้าหมายให้ไทยตั้งเป้าเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านยานยนต์และยางล้อของอาเซียน

“คาดเมื่อโครงการแล้วเสร็จสามารถดึงเม็ดเงินลงทุนในธุรกิจต่อเนื่องได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการส่งไปทดสอบต่างประเทศปีละ 119 ล้านบาท สนับสนุนการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้นอีก 40% หรือกว่า 150,000 ตัน ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพาราในประเทศ ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 6 ล้านคน ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เกิดการจ้างงานบุคลากรในพื้นที่ ด้านช่างเทคนิคไม่น้อยกว่า 200 คน และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกไม่น้อยกว่า 2,000 คน คิดเป็นรายได้ 500-1,000 ล้านบาทต่อปี”นายวันชัย กล่าว

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวดำเนินการภายในกรอบวงเงิน 3,705.7 ล้านบาท รัฐเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ส่วนทดสอบยางล้อตามมาตรฐาน UN R117 และระยะที่ 2 ส่วนทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วน ระยะเวลาการดำเนินการ 5 ปี บนพื้นที่ 1,234.98 ไร่ ที่ตำบลลาดกระทิง อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อให้บริการทดสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และยางล้อตามมาตรฐานสากล

โครงการระยะที่ 1 ส่วนทดสอบยางล้อตามมาตรฐาน UN R117 ประกอบด้วย สนามทดสอบยางล้อ เพื่อใช้ทดสอบยางล้อ ในรายการเสียงจากยางล้อที่สัมผัสผิวถนน และการยึดเกาะถนนบนพื้นเปียก ขณะนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จและได้รับการรับรองจาก Applus+IDIADA ราชอาณาจักรสเปน ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานที่ยอมรับในระดับสากล โดยในส่วนของห้องปฏิบัติการทดสอบเพื่อใช้ทดสอบยางล้อ ในรายการความต้านทานการหมุน และอาคารสำนักงานจะก่อสร้างแล้วเสร็จปลายปีนี้

โครงการระยะที่ 2 ส่วนทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565 ขณะนี้ได้ออกแบบและปรับพื้นที่เสร็จแล้วเพื่อรองรับการก่อสร้างสนามทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วน รวม 5 สนาม คือ สนามทดสอบระบบเบรก สนามทดสอบระบบเบรกมือ สนามทดสอบเชิงพลวัต สนามทดสอบการยึดเกาะถนนขณะเข้าโค้ง และสนามทดสอบสมรรถนะยานยนต์

อย่างไรก็ตาม นอกจากโครงการนี้จะช่วยให้เกิดการวิจัยและนวัตกรรมของอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และยางล้อเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อยกระดับให้เป็นอุตสาหกรรม 4.0 แล้ว ยังช่วยให้ผู้ประกอบการลดเวลาในการส่งทดสอบผลิตภัณฑ์ยานยนต์และชิ้นส่วนลงอย่างน้อย 2 เดือน เนื่องจากไม่ต้องส่งไปทดสอบที่ต่างประเทศ และประหยัดค่าใช้จ่ายในการทดสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ ปีละ 119 ล้านบาท และเอื้อให้เกิดการลงทุนในกิจกรรมการวิจัยและพัฒนายานยนต์ต้นแบบ ตามนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) อีกด้วย

บทความก่อนหน้านี้ระทึก! จู่ๆ ปุ๋ยระเบิด โรงเก็บลำไยกระจุย คนงานเจ็บ 2 ราย บ้านใกล้ๆ 9 หลังก็โดนด้วย
บทความถัดไปนักวิชาการฝรั่งเตือน ไทยยังเสี่ยง “รัฐประหาร” ถ้าผลเลือกตั้งไม่ตรงใจผู้มีอำนาจ