การท่าเรือ โชว์ ปี’60 ตู้สินค้าผ่านท่าทะลุ 9 ล้านที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 7%

เรือตรีทรงธรรม จันทประสิทธิ์ รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) สายวิศวกรรม รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานให้บริการเรือ สินค้า และตู้สินค้า ผ่านท่าเรือกรุงเทพ (ทกท.) ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน (ทชส.) ท่าเรือเชียงของ (ทชข.) และท่าเรือระนอง (ทรน.) ประจำปีงบประมาณ 2560 (ต.ค. 2559 – ก.ย. 2560) โดยเปรียบเทียบกับปีก่อน สรุปดังนี้ ทกท. เรือเทียบท่า 2,641 เที่ยว ลดลง 14.700% สินค้าผ่านท่า 20.615 ล้านตัน ลดลง 2.048% ตู้สินค้าผ่านท่า 1.498 ล้าน ที.อี.ยู. ลดลง 0.531%, ทลฉ. เรือเทียบท่า 5,890 เที่ยว ลดลง 6.690% สินค้าผ่านท่า 83.889 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 8.320% ตู้สินค้าผ่านท่า 7.677 ล้าน ที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 8.730%

ทชส. เรือเทียบท่า 2,907 เที่ยว ลดลง 16.585% สินค้าผ่านท่า 0.198 ล้านตัน ลดลง 4.808%, ทชข.เรือเทียบท่า 676 เที่ยว ลดลง 28.238% สินค้าผ่านท่า 0.078 ล้านตัน ลดลง 8.235%, ทรน.เรือเทียบท่า 242 เที่ยว ลดลง 30.058% สินค้าผ่านท่า 0.066 ล้านตัน ลดลง 60.714%

เรือตรีทรงธรรมกล่าวต่อว่า จากภาวะเศรษฐกิจในปี 2560 การส่งออกสินค้าขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง กลุ่มประเทศหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีนมีแนวโน้มเติบโตพร้อมกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ส่งผลดีต่อการดำเนินงานของ กทท. (ทกท. และ ทลฉ.) เมื่อเปรียบเทียบกับปีงบประมาณที่ผ่านมา พบว่าตู้สินค้า ผ่านท่ารวม 9.175 ล้าน ที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 7.097% สินค้าผ่านท่า 104,504 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.102% และเรือเทียบท่า 8,531 เที่ยว ลดลง 8.915% เนื่องจากปริมาณเรือตู้สินค้าของ ทลฉ. ลดลง สำหรับในปี 2560-2561 เศรษฐกิจของไทยขยายตัว 3.8% เป็นผลมาจากการส่งออกสินค้าและ การท่องเที่ยวที่ดีขึ้น โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในปี 2560 ขยายตัว 8% ขณะที่สินค้าหลายประเภทได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตมายังไทย

นอกจากนี้ ราคาสินค้าส่งออกมีแนวโน้มสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ โดยเฉพาะในหมวดสินค้าโภคภัณฑ์ จากการส่งออกที่ขยายตัวทำให้ความต้องการวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางเพิ่มขึ้น จึงคาดว่ามูลค่าการนำเข้าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นด้วย สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ และการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มฟื้นตัว ในระยะสั้นเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของการลงทุนในหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น สอดคล้องกับการบริโภคภาคเอกชนและการส่งออก แต่ภาคธุรกิจบางส่วนยังมีกำลังการผลิตเหลืออยู่และรอความชัดเจนต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐโดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ