แพท ณปภา เปิดใจ ชีวิตแกร่งจริง หรือ แสดง ฝ่ามรสุมดราม่า ไม่ป่วยจิต

12 ต.ค. 2564 - 19:50 น.

แพท ณปภา เปิดใจ ชีวิตแกร่งจริง หรือ แสดง ฝ่ามรสุมดราม่า ไม่ป่วยจิต

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

แพท ณปภา เปิดใจ – เปิดใจดาราสาวแกร่ง แพท ณปภา ซิงเกิลมัมสุดสตรอง ที่ผ่านเรื่องราวสุดช็อกมามากมาย แต่ชีวิตก็ไม่พัง เดินหน้าทำหน้าที่หาเงิน เลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างน่าชื่นชม ทั้งยังเป็นลูกกตัญญูดูแลคุณย่าที่ป่วยอัลไซเมอร์ และอัมพาต รวมถึงเลี้ยงดูน้องเรซซิ่งได้เป็นอย่างดี

โดยสาว แพท ณปภา ได้ร่วมไลฟ์สดทางเฟซบุ๊กในหัวข้อ ถอดจิต ชีวิต “แพท ณปภา” แกร่งจริง หรือ แสดง ผ่าทางเพจ ตีสิบเดย์ At Ten Day

เป็นหญิงแกร่งรับงานวันหนึ่ง 7 งาน? “มันเป็นเจ็ดงานที่โอเคนะคะ นอน 21.15 น. ได้เลย แพทเป็นคนตั้งเวลานอน ตั้งเวลาตื่น เพราะว่าเป็นคนขี้ลืมเลย อยากนอนเยอะ แล้วพอเรามีลูกเราก็นอนพร้อมเขา คือ 7 งาน มันเกิดขึ้นได้จริง งานแรกเริ่มตั้งแต่ 8 โมงเช้า เสร็จแล้ว แพทก็ไปทอล์กสินค้าต่อเป็นงานที่สอง แล้วถ้ามันมีต่อแพทก็ทำได้เรื่อยๆ แต่มันก็ไม่ได้มีแบบนี้ทุกวัน”

เราปัดปัญหานอนไม่หลับไปได้อย่างไร? “แพทมองว่าการพูดคุยเป็นสิ่งสำคัญ แล้วแพทเคยผ่านช่วงที่ไปหาจิตแพทย์มา แต่รอบนั้นแพทไม่ได้ไปด้วยเรื่องของตัวเอง เราไปด้วยเรื่องชีวิตคู่ คือคู่ของแพทช่วงก่อนหน้านี้ เขามีปัญหาทำให้แพทรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหา ซึ่งแพทไม่รู้ว่าปัญหามันเกิดจากตัวเราหรือคู่ของเรา ก็เลยมองว่าการพูดคุยกับหมอ มันไม่ใช่เรื่องน่าอาย

แต่มันเป็นทางออกที่เวิร์กมาก อย่างแพทก็เกือบกลายเป็นคนป่วยไปเลย เพราะไม่รู้ว่าเวย์ที่เราอยู่ เราทำถูกหรือทำผิด พอเราได้ไปคุยก็เลยรู้ว่าเวย์ที่เราทำอยู่มันถูกแล้ว เหมือนเราอยู่กับคนป่วยมากเกินไปเลยจะกลายเป็นคนป่วยไปด้วย

คุณหมอก็แนะนำให้แพทห่างบ้าง อย่าไปโฟกัสกับเขามาก หรืออย่าไปหาเหตุผลกับคนไม่มีเหตุผล แล้วโชคดีที่แพทเป็นคนชอบพูด พูดแล้วเหมือนปลดปล่อย อาจจะเป็นฝ่ายที่ฟังแล้วกลับมาตกตะกอนว่า ถ้าเกิดเราไปทางเวย์นี้มันก็แอบดีเหมือนกันนะ”

ทำไมแพทถึงรับมือกับเรื่องช็อกได้ดีกว่าคนทั่วไป จริงไหมที่เขาบอกว่าเจอเรื่องร้ายๆ แล้วไม่พัง? “พังค่ะ แต่เราเจอคนที่เขาไม่ได้อยากเห็นน้ำตา รายการไม่ได้อยากเห็นน้ำตา เราทำหน้าที่อยู่ค่ะ แพท ก็เลยไปฮึบแป๊บนึง แล้วเดี๋ยวค่อยว่ากัน เพราะนี่มันคือชีวิต ซึ่งจากเหตุการณ์วันนั้นคือเป็นวันที่คุณพ่อของน้องยื่นอุทธรณ์แล้วเขาตัดสินมา 36 ปี เผอิญเราทำงานก็ไม่ได้ไปศาลกับเขาวันนั้น แต่เราก็หวังว่าจะได้ข่าวดีมากกว่าข่าวร้าย

เขายังถามเราอยู่เลยว่าจะให้คนมารับลูกไปไหม เราก็ยืนยันว่าไม่ดีกว่า เดี๋ยวรอเสร็จทุกอย่าง แล้วตอนนั้นน่าจะเป็นตอนเบรก ตอนเปลี่ยนชุด เขาก็โทรมาพอดี เขาก็บอกเราว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวังไว้นะ แพทก็เข้าห้องน้ำช็อก แพทก็รู้ว่าเขาไม่อยากให้เราเสียน้ำตา เพราะแพทพยายามพูดแบบไม่มีน้ำตาเลย แล้วแพทก็หลุด เพราะสงสารเขา และลูก คือพอมัน 36 ปี ในใจของคนเป็นแม่ หนึ่งคือคิดถึงลูกก่อนเลยว่ามันจะคงอีกนานมากเลย ที่พ่อกับลูกจะได้พบเจอกันอีกครั้ง

มันเกิดคำถามมากมายที่จะต้องเตรียมตอบกับลูก คือคำถามสังคมแพทก็ไม่ได้มายด์อะไร แต่คำถามที่แพทจะมายด์ที่สุดคือเราจะคุยกับลูกยังไง ในระหว่างนั้นแขกก็มา เราก็ต้องไปทำงาน ซึ่งงานของเราเขาไม่ได้ต้องการน้ำตา ไม่มีเหตุจำเป็นอะไรที่เขาจะต้องมารู้เรื่องเรา แล้วก็เศร้าไปกับเรา ทั้งๆ ที่รายการโทนมันไม่ใช่ เราก็แค่เช็ดน้ำตาแล้วก็ก้าวออกไปทำงาน

การที่จะเบรกความรู้สึกแล้วไปทำงานต่อ มันต้องคิดยังไง เพื่อโกออนต่อ? “ตอนนั้นแพทก็เสียใจไปแล้ว แพทคิดว่ามันทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่านี้แล้ว สิ่งที่ทำได้คือเป็นกำลังใจ และรอฟีดแบ็กจากเขา แต่สิ่งที่แพทต้องทำต่อ คืองานที่แพททิ้งไม่ได้ อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ตาย คือแพททำไรไม่ได้ จะไปชิงตัวเขามันก็ไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น

แล้วเราก็ต้องรับมันว่าเราเสียใจนะที่เรื่องราวมันเป็นแบบนี้ เผอิญพออยู่หน้างาน มันไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ต่อที่ทำให้เรามูฟออนจากตรงนั้นไม่ได้ คือพอเราออกจากห้องน้ำ เขาก็จะบรีฟเรา ทำให้เราหลุดจากโมเมนต์นั้นไปได้

นอกจากเหตุการณ์วันนั้น มีเรื่องไหนบ้างที่เข่าทรุด? “โอเค ถ้าถามว่าทำไมวันนั้นมันถึงง่าย เพราะว่าแพทได้เจอเรื่องที่หนักกว่าวันนั้นมาแล้ว วันที่ตี 10 วันนั้นที่ไปร้องไห้ในห้องน้ำ มันเบา เพราะว่าแพทได้ผ่านเหตุการณ์ตอนที่พ่อของน้องเขาหายไปปีกว่า เรารับมันไปแล้ว เลยคิดว่าหนักกว่านี้มันไม่มีอีกแล้ว

เราก็ได้เรียนรู้ไปแล้วว่าสุดท้ายเขาก็ไม่ได้ตาย แล้วทุกคนก็ต้องเจอและเข้มแข็ง ก็อยู่กับมันและเข้าใจมันให้มากที่สุด พอจุดตรงนี้มันก็แค่ร้องไห้ด้วยความสงสารเขา แต่มันไม่ได้ทำให้แพททรุดลงไปมากกว่านี้ ก็คือเราเจอคนมาเยอะค่ะ”

เคยบ่นท้อแท้ในชีวิต ว่าทำไมมันไม่จบสักที? “แพทไม่ได้ท้อขนาดนั้น ถามว่ามีท้อในชีวิตมั้ยมันก็จะมีช่วงแรกๆ ตอนที่เราตัดสินใจเป็นซิงเกิลมัมค่ะ วันนั้นก็เป็นอีกบทเรียนของแพทว่าเราเลือกถูกหรือเปล่า เราเห็นแก่ตัวไปหรือเปล่า พอเรามีลูกมีครอบครัว เราก็จะคิดเยอะขึ้น แต่ในบทเรียนทุกอย่างที่แพทคิด ตัวแพทเองพ่อแม่ก็แยกทางกันตั้งแต่แพทยังเล็ก แล้วคนที่เลี้ยงเรามาที่เราเข้าใจว่าเป็นพ่อเป็นแม่คือคุณปู่คุณย่า

เราผ่านตรงนั้นมาในวัย 20 ปี แล้วเพิ่งจะมารู้ความจริงว่านั่นคือคุณปู่คุณย่า แต่แพทได้เรียนรู้อย่างหนึ่งว่าตอนที่แพทรู้ แพทไม่ได้เสียใจ แล้วก็บอกกับตัวเองว่าก็ดีแล้ว ที่ถูกลิขิตมาเป็นแบบนี้ เพราะถ้าเราถูกเลี้ยงมาอีกแบบหนึ่ง เราอาจจะไม่ได้เป็นแบบนี้ ดวง โชคชะตา หรือโอกาส เราอาจจะไม่ได้มีความสุขเท่านี้

และสิ่งหนึ่งที่แพทเห็นจากเหตุการณ์ตัวเองคือ คุณย่าเลี้ยงมา แล้วการที่เรามารู้ว่าคุณย่าไม่ใช่แม่ ทำไมเราถึงไม่เจ็บเลย เพราะว่าการเลี้ยงดูของคุณย่ามันดีมากเหลือเกิน มากจนกลบทุกอย่างมิดไปหมด จนเราไม่รู้สึกว่าเราเป็นเด็กมีปัญหา เราได้ในสิ่งที่ควรจะได้ เราได้ดีมากๆ จนคิดว่านี่คือทางที่ถูกต้อง

พอวันหนึ่งที่เรามีครอบครัว แล้วก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จทั้งๆ ที่เราก็อยากให้มันประสบความสำเร็จมากๆ เราก็คิดว่าเราเลือกดีแล้ว แต่ถ้ามันไม่เป็นในจุดนั้น ก็เป็นเพราะว่ามันไม่ใช่ แล้วเราก็ผ่านมันมาแล้ว แม้เราจะไม่ได้เกิดในครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่เราเป็นคนดีได้ คือแพทไม่ได้โตมาแบบสมบูรณ์ แต่เผอิญคนที่เลี้ยงแพทมา เขาแกร่ง เขาบวก เราก็เลยซึมซับตรงนั้น แล้วเอามาใช้กับตัวเรา

แต่เวลามันทำให้แพทรู้ว่าสี่ปีที่ผ่านมา แพททำถูกแล้ว คือที่รู้ว่าตัวเองทำถูก เพราะลูกแพทไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย และไม่เคยมีคำถามว่าทำไม แพทมองว่าเขาแยกกับพ่อเขาเร็ว และเขาโตมากับแม่ และทุกคนรักเขามากและแพทก็ไม่เคยห่างจากลูกเลย แต่แพทไม่ได้สปอยล์นะคะ แพทดุมาก แต่ก็ต้องผ่อนหนักผ่อนเบา เรซไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า

จนวันหนึ่งแพทต้องถามลูกเอง ว่าเรซรู้สึกยังไงที่ทุกวันนอนกับแม่แค่คนเดียว รู้สึกยังไงที่แม่กับป๊าไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่คำตอบก็คือเขาโอเคมากที่เขาอยู่แบบนี้ ถ้าเขาไม่ได้อยู่กับแม่ เขาไม่แฮปปี้มากกว่า มันตอบโจทย์ทุกอย่างในชีวิตตลอดห้าปีที่ผ่านมาว่าเธอทำถูกแล้ว”

แพทมีที่ปรึกษา? “จากคุณย่า จากครอบครัว จากคนที่เรามอง และเราเลือกที่จะเป็น ทุกอย่างทุกปูมาจากคุณย่า เขาเป็นคนแกร่ง คิดดี คิดบวก เราก็เลยได้ตรงนั้นมาประจวบกับเราทำงานหลายรูปแบบ เรารู้ว่าเราไม่ชอบเป็นแบบนี้ เราอย่าจงเป็นยังงั้น ไม่งั้นเราจะเป็นตัวอย่างให้ใครไม่ได้เลย

แม้แต่ลูกของเราเอง แพทไม่กินเหล้า สูบบุหรี่ เล่นยา ทั้งๆ ที่คนรอบข้างเป็นแบบนั้น แต่เราไม่ทำก็ได้หนิ บางทีคนที่ใจอ่อนมากๆ หลงผิด เขาคงจะจิตอ่อนจริงๆ”

ใช้หลักการอะไรเลี้ยงลูก เพื่อให้ลูกได้แบบแพท? “แพทสอนลูกตรงๆ แบบที่คุณย่าพูดกับแพทเลย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป แพทค่อนข้างโอเพ่น แล้วแพทก็ทำงานกับเด็กๆ คนละเจน อย่างเลขาแพท ก็ห่างจากแพท 10 ปี แพทก็ต้องฟังเขา เพราะไอเดียเขาอาจจะเวิร์กก็ได้ กับลูกก็เหมือนกันในยุคที่เราโตมา เราไม่มีโซเชี่ยล

แต่ตอนนี้ลูกเข้าถึงทุกอย่างเลย อย่างวันนี้เราไม่พูดกับลูก เราพูดอีกอีกแบบ แต่เดี๋ยวลูกก็ต้องไปรู้จากโลกโซเชี่ยลที่แม่เขาเป็นข่าว งั้นจงรู้จากปากแม่ดีที่สุด เพราะสิ่งที่แม่เป็น มันไม่ได้ผิดเลย อย่างน้อยที่สุดเรซเป็นอะไรก็ได้ที่หนูอยากเป็น แต่อยากให้เป็นคนดีก็พอ

มันเป็นคำพูดที่ง่ายมาก แต่มันยากมากแต่แพทก็ไม่เคยขอให้เขาเป็นอะไรจริงๆ นะคะ จนตอนนี้ลูกท่อง A-Z ไม่ได้ แพทยังทำอะไรไม่ได้เลย เราก็ถามลูกเรซโตขึ้นมาอยากเป็นอะไร เรซบอกอยากเป็นนักแคสเกมแม่ เราก็อื้มนะว่าได้ถ้ามันโอเค”

แพทเปิดเผยขนาดนี้ ไม่กลัวดราม่า? “ไม่ค่ะ แพทสอนลูกมาดี ลูกเหมือนแพท 90% อีก 10% ก็ไม่เป็นไรค่ะ แพทเชื่อว่าเขาแข็งแรง เพราะแพทเลี้ยงมากับมือ ตลอดเวลาเกือบห้าปีที่ผ่านมา มันวัดได้เลยว่าเจ๋งมาก คือมันมีคำพูดหลายอย่างที่เขาเลือกจะพูดกับแพทได้ แต่เขาไม่พูด แพทก็บอกว่าพูดกับแม่ได้ตรงๆ นะ เขาก็บอกว่ามันไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่จะต้องพูด แสดงว่าเขามีความคิดมากพอ จนเขาไม่มีคำถามอะไรที่จะถามอีกแล้วค่ะ”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ แพท ณปภา เปิดใจ ชีวิตแกร่งจริง หรือ แสดง ฝ่ามรสุมดราม่า ไม่ป่วยจิต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง