Khaosod
Online

วันอาทิตย์ ที่ 23 ก.พ. 2563

ประชามติกับอำนาจ "กสทช."

17 ก.ค. 2559 - 21:46 น.

คําสั่งคสช.ที่ 41/2559 ให้อำนาจกสทช. และกสท. สามารถปิดสื่อวิทยุและโทรทัศน์ได้โดยไม่มีความผิด

เป็นอีกประเด็นที่นำมาสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

นักวิชาการด้านสันติวิธี ด้านรัฐศาสตร์และอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มองอย่างไร

 

ชำนาญ จันทร์เรือง

นักรัฐศาสตร์

ตาม พ.ร.บ.การรับผิดทางละเมิด พ.ศ.2539 ระบุชัดอยู่แล้วว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหากเป็นไปอย่างสุจริตก็ไม่ต้อง รับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา แต่ยังมอบอำนาจ ให้กสทช.-กสท.ปิดสื่อได้โดยไม่มีความผิด

มองว่าเป็นการหวังผลให้คำสั่งปิดทีวีหรือวิทยุเกิดขึ้นได้ทันที เพราะหากใช้กระบวนการปกติมีขั้นตอนให้ต้องรอ ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวได้

ขณะเดียวกันคำสั่งดังกล่าวก็ยังไม่ปิดช่องให้ร้องต่อศาลปกครองได้ ผู้ได้รับความเสียหายอาจเรียกร้องความเสียหายได้ หมายความว่าหากมีการสู้คดีแล้วผู้เสียหายชนะ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่แต่เป็นรัฐที่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย

นั่นคือภาษีประชาชนที่ต้องถูกนำมาจ่ายสำหรับการใช้อำนาจรัฐ

แน่นอนว่าคำสั่งดังกล่าวย่อมนำบรรยากาศความหวาดหวั่น กริ่งเกรง ก่อนถึงการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. ตอกย้ำหลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการจับกุมนักศึกษา ประชาชน ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง การสั่งปิดพีซทีวีการพบจดหมายตราครุฑในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ที่สอดคล้องไปกับข้อเรียกร้องของตัวแทนทูตสหภาพยุโรป(อียู) ที่ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ไทยจัดการออกเสียงประชามติให้เสรีและเป็นธรรม

ทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลไปจนถึงหลังการออกเสียงประชามติ ในแง่ของความไม่ชอบธรรมและการไม่ยอมรับ ไม่ว่าผลที่ออกมารัฐบาลจะชนะอย่างถล่มทลายแบบที่เคยเกิดขึ้นในพม่า หรือชนะเพียงฉิวเฉียด

แต่หากผลออกมาว่า "ไม่รับ" ก็เชื่อว่าจะสะเทือนรัฐบาลจนเรียกว่าไปไม่เป็น ต้องเร่งหาทางลงด้วยการจัดทำร่างใหม่แบบไม่ยืดยาว โพลที่ออกมาล่าสุดก็พบว่าประชาชนกว่าร้อยละ 60 ยังไม่ตัดสินใจจะโหวตรับหรือไม่รับ

การใช้มาตรา 44 ครั้งนี้สะท้อนถึงภาพรวมทางการเมืองด้วยว่ารัฐบาลไม่มั่นใจว่าร่างรัฐ ธรรมนูญฉบับนี้จะได้รับความเห็นชอบจากประชาชน จึงต้องพยายามทำทุกวิถีทาง

เพราะถ้ามั่นใจคงปล่อยให้มีการรณรงค์ถกเถียงกันอย่างเสรีเหมือนตอนประชามติรัฐธรรมนูญ 2550

 

เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช
นักสันติวิธี ม.มหิดล

กสทช.มีอำนาจสั่งงดออกอากาศอยู่แล้วกรณีพิสูจน์ว่ามีเนื้อหาที่มีภัยต่อ ความมั่นคง ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ตามปกติของกสทช. แต่คำสั่งของคสช. ระบุเพิ่มว่าไม่มีความผิดทั้งทางอาญาและแพ่ง

ซึ่งปกติการใช้อำนาจต้องมีความรับผิดชอบ โปร่งใส ตรวจสอบได้

แต่คำสั่งนี้ให้อำนาจที่สูงมากแต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ และไม่มีความผิด โอกาสที่จะเกิดคำสั่งผิดๆ หรือผิดวัตถุ ประสงค์ของการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอาจเกิดปัญหาได้ เพราะไม่ต้องรับผิดชอบ และไม่ถูกตรวจสอบ จะนำมาซึ่งการใช้อำนาจที่ไม่ระมัดระวัง

จึงคิดว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่เป็นอำนาจเผด็จการแบบหนึ่ง ที่กสทช.สามารถควบคุมสื่อสารมวลชนให้ทำ หรือไม่ให้ทำตามที่ผู้มีอำนาจต้องการได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็เสนอมาตลอดว่าต้องเปิดช่องทางให้ทุกฝ่ายแสดงความเห็นเพราะ เป็นเรื่องปกติของสากลโลกที่เขาทำกัน

แน่นอนว่าคงกระทบบรรยากาศการลงประชามติวันที่ 7 ส.ค.นี้ เพราะที่ผ่านมามีความพยายามอธิบายว่าช่องทางการสื่อสารเนื้อหาร่างรัฐ ธรรมนูญไม่มีความสมดุลอยู่แล้ว

ถ้าบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญดี ช่องทางการสื่อสารจะเปิดให้แสดงความเห็นตลอดแต่ถ้าให้ข้อมูลด้านลบต่อร่าง รัฐธรรมนูญก็จะถูกทำให้เชื่อว่าเป็นข้อมูลเท็จ ถูกปิดกั้นไม่ให้เผยแพร่อย่างสะดวกหรือไม่มีโอกาสเผยแพร่เลย

ยิ่งมีคำสั่งที่ให้อำนาจ กสทช.ประเภทนี้ สื่อคงเพิ่มระดับความกลัวในการแสดงข้อมูลที่อาจทำให้เกิดความไม่พอใจของผู้มีอำนาจ เมื่อมีความหวาดกลัวข้อมูลที่เห็นต่างก็ไม่ได้เผยแพร่จากสื่อมากขึ้นไปอีก

ประชามติที่ทำกันก็จะไม่มีทั้งฟรีและแฟร์ ไม่มีบรรยากาศของสิทธิ เสรีภาพ ในที่สุดร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็จะขาดความชอบธรรมไปตามธรรมชาติ

ร.ต.วิจิตร อยู่สุภาพ
อดีตเลขาธิการกกต.

ในข้อเท็จจริงการนำเสนอรายการของสื่อโทรทัศน์วิทยุโดยทั่วไปจะอยู่ในกฎ ระเบียบการควบคุมของ กสทช.อยู่แล้ว เพื่อจะทำให้การนำเสนอนั้นไม่ผิดกฎหมายและศีลธรรม เช่น การป้องกันการนำเสนอที่จะเป็นการกระทบต่อประชาชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

ส่วนการออกคำสั่งของคสช.ควบคุมการเผยแพร่ของสื่อนั้น เหมือนเป็นการเพิ่มศักดาให้กสทช.ว่าหากพบเห็นการกระทำความผิดก็สามารถดำเนิน การได้ทันที เพราะมีข้อกฎหมายที่คุ้มครองการดำเนินการของ กสทช.ป้องกันการถูกฟ้องทางวินัย แพ่ง และอาญา

แต่การใช้อำนาจของ กสทช.ต้องไม่เกินขอบเขตอำนาจ เพราะหากลุแก่อำนาจเกินไปกฎหมายย่อมไม่คุ้มครองและเสี่ยงที่จะผิดมาตรา 157

ข้อสงสัยที่ว่าจะกระทบต่อการรณรงค์การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ หรือเป็นการคุกคามการทำหน้าที่ของสื่อหรือไม่นั้น สำหรับสื่อโทรทัศน์อย่างรายการประชามติของสำนักงานกกต. ที่แม้กกต.ระบุไม่แทรกแซงการผลิตรายการให้เป็นความรับผิดของแต่ละสถานี

แต่ส่วนใหญ่การผลิตรายการมักหลีกเลี่ยงการถ่ายทอดสด ให้เป็นการบันทึกเทปก่อนเผยแพร่ ส่วนนี้ทางสถานีย่อมตรวจสอบเองก่อนอยู่แล้ว อีกทั้งยังต้องผ่าน กสทช. หากประเด็นใดเสี่ยงที่ขัดกฎหมายก็สามารถระงับไม่ให้มีการออกอากาศได้

จึงเชื่อว่าการมีคำสั่งมาตรา 44 นี้ไม่น่าจะเป็นปัญหาหรือส่งผลกระทบต่อการรณรงค์ประชามติ เพราะคำสั่งดังกล่าวเหมือนว่าใช้ดำเนินการกับโทรทัศน์บางช่องที่อาจทำ หน้าที่ล้ำเส้น

ส่วนกระแสวิจารณ์ว่าอาจเป็นคุกคามสื่อหรือไม่นั้น คนใช้กฎหมายคือกสทช. และคนที่ออกกฎหมายคือรัฐบาล หรือคสช. การมีมาตรการบังคับในลักษณะนี้ เมื่อทำไปแล้วมีความผิดชอบประการใดคนที่เกี่ยวข้องก็ต้องรับผิดชอบ

ต้องดูวัตถุประสงค์โดยรวมด้วยว่าการมีคำสั่งเช่นนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายในช่วงที่มีการออกเสียงประชามติหรือไม่ เพราะเมื่อสถานการณ์ดังกล่าวผ่านไปแล้วก็ไม่จำเป็นต้องคงกฎหมายเพื่อบังคับ ใช้ต่อไป


ติดตามข่าวสด


ข่าวเด่นประจำวัน













ภาพที่



อัลบั้มภาพ ประชามติกับอำนาจ "กสทช."
ข่าวที่เกี่ยวข้อง