กำหนด 3 ปี

บทบรรณาธิการ

แผนการคลังระยะปานกลางระยะ 3 ปี พ.ศ.2562-2564 และกรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเพิ่งเห็นชอบนั้น ระบุถึงตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจไทย ว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.5-4.5 หรือเฉลี่ยปีละร้อยละ 4

ปี 2561 ประมาณการรายได้อยู่ที่ 2.45 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 ส่วนปี 2564 ประมาณการรายได้เพิ่มเป็น 2.77 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากปีก่อน

ส่วนกรอบรายจ่ายปี 2561 ประมาณการไว้ที่ 2.9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 จากปีก่อน และปี 2564 เพิ่มเป็น 3.3 ล้านล้านบาท สูงขึ้นร้อยละ 3.1

การตั้งงบประมาณจะอยู่ในระดับขาดดุลต่อเนื่องทุกปี ได้แก่ ปี 2562 ขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท และปี 2564 ขาดดุล 5.24 แสนล้านบาท

การตัดสินใจของรัฐบาลดังกล่าวนี้ถูกกำหนดด้วยพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง กฎหมายฉบับใหม่

รายละเอียดอีกส่วนของแผนดังกล่าวยังระบุถึงจำนวนหนี้สาธารณะ ว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 6.92 ล้านล้านบาท หรือสัดส่วนร้อยละ 42.6 ต่อจีดีพี ในปี 2561 จากนั้นในปี 2564 จะขึ้นไปอยู่ที่ 9.28 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 47

หมายความว่าจำนวนการขาดดุลและหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าหมายว่าจะลดลงในปี 2565 แล้วจึงค่อยสมดุลในระยะต่อไป

นอกจากนี้จะลดบทบาทของนโยบายการคลังลงและให้ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทน

หากเป็นไปตามแผนนี้ หมายความว่าต่อให้มีรัฐบาลชุดต่อไปที่มาจากการเลือกตั้ง ก็จะต้องบริหารงานภายใต้เงื่อนไขและสัดส่วนตัวเลขไปตามที่กำหนด

เรื่องที่น่าอึดอัดใจมาจากการใช้กฎหมายการคลังดังกล่าว กำหนดโดยรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่มีผลไปถึงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นแล้วว่า รัฐบาลชุดต่อไปจะต้องถูกขีดเส้นการทำงานอย่างไร

เฉพาะแผนการคลังระยะปานกลางแผนนี้ ยังไม่ต้องคำนึงว่าเป็นผลดีหรือผลเสียต่อเศรษฐกิจหรือไม่อย่างไร แต่กลับกำหนดให้ทุกคนต้องปฏิบัติตามไปอย่างน้อย 3 ปี

กรณีที่ไม่ปฏิบัติตามจะต้องถูกบทลงโทษต่างๆ รวมถึงการส่งเรื่องให้ป.ป.ช.วินิจฉัย เป็นมาตรการที่ชัดเจน

แต่อำนาจของประชาชนที่จะกำหนดรัฐบาลกลับไม่ชัดเจน