รายงานพิเศษ : “วันนอร์-ทวี”เปิดใจนำพรรคประชาชาติ

พรรคประชาชาติ (ปช.) เปิดตัวอย่างคึกคักด้วยผู้ร่วมก่อตั้งจากกลุ่มวาดะห์ อดีตส.ส. อดีตส.ว. อดีตข้าราชการและผู้มีชื่อเสียงจำนวนมาก ซึ่งจัดประชุมคัดเลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรคแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่าง ขั้นตอนการจัดตั้งพรรคอย่างเป็นทางการต่อไป

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ว่าที่หัวหน้าพรรค และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ว่าที่เลขาธิการพรรค ให้สัมภาษณ์ “ข่าวสด”ถึงนโยบาย และเป้าหมายในการเลือกตั้งที่กำลังเกิดขึ้นในปี 2562

วันมูหะมัดนอร์ มะทา 

ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาชาติ 

ที่มาของพรรคประชาชาติ

พรรคประชาชาติเริ่มก่อตั้งวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา คำว่าประชาชาติ ได้ให้ประชาชนทั่วประเทศส่งชื่อมา เพราะจะรวบรวมประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกศาสนา ทุกชาติพันธุ์ และประชาชนส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับชื่อประชาชาติ ที่หมายถึงประชาชนของประเทศ

แต่ในทางศาสนาอิสลาม ประชาชาติ ตรงกับคำว่า “อุมมะฮ์” หมายถึง คนที่มีความศรัทธา มุ่งหวังที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมของโลกใบนี้ โดยไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเข้าใจผิดว่า พรรคประชาชาติเป็นพรรคมุสลิม เป็นพรรคของคนใต้หรือเป็นพรรคของคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ แต่ยืนยันว่าเป็นพรรคของประชาชนทั้งประเทศ

ส่วนที่มีกรรมการในภาคใต้เป็นจำนวนมากนั้น เพราะจุดเริ่มต้นในการหาผู้ก่อตั้งให้ครบจำนวน 500 คน และด้วยเวลาอันจำกัด จึงต้องร่วมมือกันเพื่อก่อตั้งพรรคขึ้นมาก่อน แต่ในอนาคตจะต้องมีสมาชิกทั่วประเทศตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และต้องมีสาขาอย่างน้อย 4 สาขา

พรรคมองเห็นว่าเรื่องการเมืองมีปัญหาใหญ่ๆ อยู่ 2-3 ปัญหา ทั้งการผูกขาดที่เป็นปัญหาใหญ่ลำดับแรก เพราะการผูกขาดเรื่องอำนาจ เราไม่มีการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญถูกยกเลิกแล้วร่างใหม่ โดยที่ไม่ใช่ประชาชนเป็นคนร่าง เท่ากับถูกผูกขาดโดยคนคณะหนึ่ง

นอกจากนี้เราถูกผูกขาดด้านเศรษฐกิจ ถึงแม้จะบอกว่ามีความเสรี ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี)โต 4.8% แต่ถ้าถามว่าคนรากหญ้าโตหรือไม่ คนรากหญ้าที่ไม่ใช่ข้าราชการหรือคนระดับสูง ยากจนลงกว่าเดิม เพราะกระบวนการผูกขาด ไม่ว่าจะเป็นนโยบายหรือสิ่งที่เกิดขึ้นถูกคนมีทุนมากผูกขาดคนรากหญ้า 

ขณะเดียวกันยังถูกผูกขาดเรื่องการจัดการศึกษา จะจัดอย่างไรโดยที่ไม่ทำลายความมั่นคงของประเทศ แต่มีหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการที่ผูกขาดทุกระดับ เราเดินทางผิด น่าจะให้โอกาสทางการศึกษามากกว่านี้ วันนี้จะเห็นว่าการศึกษาของไทยด้อยสุดในเอเชียและอาเซียน 

หากพรรคประชาชาติได้เข้าสู่สภา จะเสนอกฎหมายเพื่อขจัดการผูกขาดในทุกด้าน การตั้งพรรคประชาชาติขึ้นมาเพราะเห็นว่ามีความจำเป็น ถึงแม้จะเป็นพรรคเล็ก แต่จะทำอย่างไรให้ประชาชนมีความหวังว่าบ้านเมืองจะไม่มีการแข่งขันกีฬาสี แยกสี แยกฝ่าย และอาฆาตมาดร้าย ใส่ร้ายกัน โดยที่ขาดความรัก

มองว่าจะทำอย่างไรที่จะเติมความรัก ความปรองดอง ให้อภัยกัน ไม่มีประโยชน์อะไรถ้าประเทศนี้โตด้วยเศรษฐกิจ แต่ความรักและความปรองดองลดลง มันไม่มีความสุข

ความสุขที่แท้จริง คือมีความเหลื่อมล้ำน้อย ประชาชนให้อภัยซึ่งกันและกัน มีความปรองดอง เราขัดแย้งกันได้ แต่ไม่ทะเลาะกัน ยกพวกตีกัน พรรคประชาชาติเป็นพรรคเล็กๆ แต่เชื่อว่าจะทำเรื่องนี้ได้ดีกว่าพรรคใหญ่ เพราะพรรคใหญ่บางทีทะเลาะกันนาน เลิกกันก็เสียหน้า

เราจะไม่ทะเลาะกับใคร การเมืองในทางประชาธิปไตย คือมิตร กับเรา ซึ่งเราจะต่อต้านเผด็จการในทุกรูปแบบ

หากได้เข้าร่วมรัฐบาล จะล้างผลพวงจากรัฐประหารปี 2557 หรือไม่

เราพูดกันชัดเจนว่าไม่ใช่เฉพาะคำสั่ง คสช.เท่านั้น แต่กฎหมายใดๆ ที่มีอยู่ในประเทศที่ไม่ทันสมัย ไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้เกิดการผูกขาด ทำให้ประชาชนไม่มีความสุข จะยกเลิกให้หมด

ส่วนที่จะสร้างความปรองดองไม่จำเป็นต้องตรงหรือไม่ตรงกับใคร อะไรที่ทำให้บ้านเมืองเกิดความปรองดอง สมานฉันท์ ไม่หวาดระแวงซึ่งกันและกัน อยู่กันอย่างสังคมสันติสุข เป็นสิ่งที่เราจะทำ

บ้านเมืองเจริญแต่คนไม่รักกัน ทะเลาะกันเหมือนไม่ใช่คนไทย ด้วยกัน ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

กระแสการตั้งพรรคประชาชาติเพื่อเป็นพรรคนอมินีของพรรคเพื่อไทย(พท.)

เป็นคำถามที่ดีมากและถามกันเรื่อยๆ เราเป็นพรรคการเมืองที่รวมจากคนหลายๆ พรรคการเมือง ไม่ใช่มาจากพรรคเพื่อไทยเพียงอย่างเดียว มาจากพรรคชาติไทยพัฒนาก็มี พรรคมาตุภูมิก็มี บางส่วนเพิ่งลาออกจากราชการมาร่วมงานกับเรา ซึ่งตั้งใจว่าจะเป็นพรรคของประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกภูมิภาค ทุกชาติพันธุ์

ถ้าเป็นพรรคนอมินีที่ปราศจากซึ่งความฉลาดในทางการเมือง ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นเป้าหมายไม่ได้ต้องการเป็นนอมินีใครหรือสนับสนุนพรรคการเมืองใด

แต่แน่นอนว่าหลังการเลือกตั้งใครมาเป็นรัฐบาล หากนโยบายนั้นประชาชนยอมรับและเกิดประโยชน์ เราสนับสนุน

หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯคนนอก ยังคงยืนยันจุดยืนเดิมว่าไม่สนับสนุนหรือไม่

เราสนับสนุนวิถีทางประชาธิปไตย และเป็นไปตามระบอบของรัฐธรรมนูญ ข้าราชการหรือทหารที่เกษียณอายุหรือประชาชนในอาชีพใด หากมาตามวิถีทางของประชาธิปไตย และประชาชนสนับสนุน เราก็ยินดีสนับสนุน

จุดเด่นที่จะแข่งกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ในพื้นที่ภาคใต้

พื้นที่ภาคใต้ไม่ได้เป็นพื้นที่ผูกขาดว่าเป็นของพรรคใด คิดว่าถึงเวลาทุกพรรคก็ช่วยกันทำงาน

นโยบายที่ต้องใจประชาชนมากที่สุดจะได้รับการเลือกตั้ง ความคิดเก่าๆ ที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทยจะครองกี่ที่นั่งนั้น เลิกคิดได้แล้ว คนรุ่นใหม่ตัดสินใจด้วยโซเชี่ยลมีเดียค่อนข้างเยอะ และ 4 ปีที่ผ่านมาที่ไม่มีการเลือกตั้ง เชื่อว่าประชาชนก็คิดเยอะว่า ได้อะไร

ในวันเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นวันที่ 24 ก.พ.2562 หรือเดือนพ.ค.2562 ประชาชนจะเป็นคนบอกให้ผู้ปกครองประเทศนี้ได้รู้ว่าเขาต้องการอะไร

การเมืองอาจพลิกแพลงได้เหมือนการเลือกตั้งที่ประเทศมาเลเซีย ใครจะคาดว่าพรรคของนายมหาเธร์ โมฮัมหมัดจะชนะพรรคของ นายนาจิบ ราซัก เป็นมติของประชาชนที่ไม่ต้องการรัฐบาลโกงและเอื้อประโยชน์เพื่อพวกพ้องตัวเอง 


4 ปีที่ผ่านมาคงให้บทเรียนกับประชาชนพอสมควร และอย่าดูถูกประชาชน เพราะเขาจะบอกได้ว่าต้องการรัฐบาลแบบไหน

ตั้งเป้าได้ส.ส.กี่ที่นั่ง

เป็นเพียงเป้าหมายเริ่มต้น อย่างน้อยต้อง 20 คนขึ้นไป และหวังว่าจะได้มากกว่านั้น เราไม่ได้ฝัน เพราะในระบบการเลือกตั้งใหม่ มีทั้ง ส.ส.แบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งการเลือกตั้งปี 2562 จะมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 50 ล้านคน คาดว่าจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิ 70% หรือ 35 ล้านคน

ถ้าต้องการ ส.ส. 20 คน ก็ต้องการเสียงเพียง 1.4 ล้านคนจาก 35 ล้านคน ซึ่งไม่ได้มากมายอะไรถ้าทำงานอย่างมีระบบ และนโยบายต้องใจประชาชน ซึ่ง 1.4 ล้านคนยังไม่ถึง 2% ดี ถ้าค้าขายแล้วได้ไม่ถึง 2% ก็น่าจะเจ๊ง เราจึงไม่ได้ประเมินมาก แต่หากประชาชนให้มากกว่านั้นเราก็พร้อม 

เราตั้งเป้าจะส่งส.ส.ให้มากที่สุดเท่าที่มีศักยภาพจะส่ง ถามว่าประมาณเท่าไร ก็ต้องไม่น้อยกว่า 200 เขตใน 350 เขต ที่ไม่ส่งหมดเพราะประเมินศักยภาพของเราเหมือนกัน เราไม่ทำอะไรเล่นๆ ไม่ใช่ส่งไปแล้วผู้สมัครได้เพียง 300 หรือ 500 คะแนน

และจะมีผู้สมัครหญิงแน่นอนในสัดส่วนที่พอสมควรทั้งแบบเขตและปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งประชาชนในพื้นที่จะสนับสนุนด้วย

หลังการเลือกตั้งมีโอกาสได้รัฐบาลผสม 20 ที่นั่งของพรรคประชาชาติจะขับเคลื่อน นโยบายสำคัญได้แค่ไหน

ถ้าเป็นนโยบายที่ดี แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ เราคุยกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่เชื่อว่าจะรับฟัง และประชาชนจะเป็นฝ่ายกดดันให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายสำคัญๆ ของเราได้ บางทีพรรคเล็กๆ พูดในสภาแล้วมีเหตุมีผล เชื่อว่าสภา และประชาชนจะรับได้ แต่พรรคใหญ่ถ้าพูดเลอะเทอะ ไม่มีความเป็นเอกภาพ พูดน้ำท่วมทุ่งก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

ตนพูดเสมอว่าเราไม่ได้เป็นพรรคใหญ่ แต่ควรทำอะไรให้เป็นตัวอย่างกับคนรุ่นหลังและประชาชนว่า จะรักษาคุณภาพของการอภิปราย จะไม่เกเร จะพูดด้วยเหตุและผล ถ้ารัฐบาลดีและเราเป็นฝ่ายค้านก็จะสนับสนุน แต่ถ้าเราเป็นรัฐบาลแล้วฝ่ายค้านเสนออะไรดีๆ ก็ยินดียอมรับ

ตนในฐานะอดีตประธานสภารู้สึกว่าภาพพจน์ของสภาในสายตาของประชาชน ไม่งามนัก ดังนั้นเวลาเลือกตั้งประชาชนจึงไม่พิถีพิถันในการเลือก ในที่สุดอย่างอื่นจะ มาแทน ดังนั้นเราจะพยายามสร้างคุณภาพ ของสภาให้ได้ เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนพึ่งพาได้จริงๆ

สภาต่างประเทศไม่อภิปรายเยอะ แต่สภาเราอภิปรายเรื่องเดียวกัน 4-5 วัน เพราะไม่ยอมกัน เสียเวลาของสภาไม่เท่าไร แต่เสียเวลาของประชาชนนั้นตนว่าสำคัญ

การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นมอง ภาพรวมอย่างไร

หลังการเลือกตั้งอะไรจะเกิดขึ้นอาจเดายาก เพราะผลการเลือกตั้ง ส.ส.สำคัญที่สุด แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะออกแบบให้ ส.ว.สามารถเลือกนายกฯได้ แต่นายกฯที่ส.ว.เข้าไปอุ้มนั้น หากเสียงในสภาไม่เกินครึ่งหนึ่ง แค่ 6 เดือนหรือ 1 ปีรัฐบาลก็ไปแล้ว เพราะนายกฯ ต้องเสนองบประมาณ ถ้าพ.ร.บ.งบประมาณฯ ยกกันไม่ถึงครึ่งหนึ่ง งบประมาณตก รัฐบาลต้องลาออก ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้

นอกจากนี้สภาต้องมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งนายกฯ หรือแม้แต่รัฐมนตรี หากอภิปรายรัฐมนตรีแล้วคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจมากกว่า รัฐมนตรีก็ต้องออก แต่เกิดอภิปราย นายกฯ แล้วคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจมากกว่า เพราะคะแนนพรรคของนายกฯ ในสภาน้อยกว่าก็อยู่ไม่ได้ ยกเว้นนายกฯ มีเสียงข้างมากทั้งในสภารัฐบาลก็ทำงานสบาย

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาเพื่อการยืดอำนาจต่อหรืออะไรก็แล้วแต่ ตนในฐานะที่อยู่ในวงการเมืองมานานพอสมควร ไม่เชื่อว่า จะมีใครต่ออำนาจตัวเองได้ถ้าประชาชนไม่ยินยอม วันนี้เนื่องจากประชาชนไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ถ้าประชาชนแสดงออกได้ การขยายอำนาจโดยที่ประชาชนไม่ยินยอมน่าจะไปยาก

มองว่ารัฐบาลหน้าจะไม่ยาวเท่าไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญที่พิกลพิการ พรรคการเมืองคงต้องหาเสียงว่า 1.รัฐธรรม นูญต้องมีการแก้ไข 2.ด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.พรรคการเมืองและวิธีการเลือกตั้งมันแย้งกัน ไม่สอดคล้องกัน

ดังนั้นรัฐบาลหน้าอยู่ไม่ยาว

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง 

ว่าที่เลขาธิการพรรคประชาชาติ 

การรวมตัวของพรรค ประชาชาติ วิธีคิดที่มีความสำคัญ คือเป็นกลุ่มที่มีความภักดีต่อระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

มองว่าปัญหาหลักของประเทศ คือเรื่องความเหลื่อมล้ำ ที่อยู่อันดับ 3 ของโลก เราเหลื่อมล้ำทุกด้าน ยิ่งพัฒนาไป ยิ่งมีความเหลื่อมล้ำมากขึ้น

ตอนนี้ทุกกลุ่มที่มารวมตัวกันเป็นประชาชาติ เห็นว่าทุกคนมีศักดิ์ศรี จะต้องมีโอกาสเท่าเทียมกัน เพราะเวลาออกกฎหมาย เป็นการออกมาบังคับใช้กับคนทั้งประเทศ ไม่ได้ใช้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ถ้าเราได้เข้าไปในสภาจะส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรม เป็นการชิงพื้นที่ระหว่างความรู้ของประชาชน กับความรู้สึกของคนที่ถูกเอาเปรียบ พหุวัฒนธรรม คือความแตกต่าง ทั้งความเชื่อทางศาสนา ทั้งชาติพันธุ์ แต่ทุกคนต้องมีความเท่าเทียมกัน

ดังนั้นทิศทางการเมืองในอนาคต สมาชิกของพรรคต้องมาจากทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ทุกชาติพันธุ์ ต่อไปประชาธิปไตยจะต้องไม่ใช่ฟังเสียงส่วนใหญ่อย่างเดียว ทุกคนต้องมีส่วนร่วม จะต้องฟังเสียงส่วนน้อยด้วย และแก้ปัญหาด้วยกระบวนการยุติธรรมตามระบอบประชาธิปไตย ปฏิเสธการใช้กำลังในการปฏิวัติ การใช้การกดขี่ เราจะส่งเสริมสันติวิธี

เมื่อประชาธิปไตยเป็นของประชาชน เราควรคืนสิทธิ์ คืนอำนาจให้ประชาชน แล้วให้ประชาชนมอบอำนาจกลับมา

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายด้านเศรษฐกิจ 3 ประการ คือเศรษฐกิจเสรีนิยม เศรษฐกิจทางเลือก และเศรษฐกิจฐานคุณธรรม ขณะที่นโยบายด้านสังคม เน้นเรื่องกระบวนการยุติธรรม ยกตัวอย่างเรื่องตำรวจ ควรใช้ลำดับการรายงานจากล่างขึ้นบน ไม่ใช่บนลงล่าง

ตำรวจที่สำคัญคือตำรวจสายตรวจและสายสืบ คนกลุ่มนี้ต้องให้ความสำคัญ ต้องอบรมและพัฒนา วันนี้สังคมไม่ได้ต้องการการปฏิรูปตำรวจ แต่ต้องการความยุติธรรม 

ส่วนเรื่องการแก้ปัญหาวิกฤตของชาติ มีอยู่ 2 วิกฤต คือวิกฤตด้านการเมือง ซึ่งอาจจะมาจากเรื่องความเหลื่อมล้ำ สีเสื้อต่างๆ การไม่เกิดความรักความสามัคคี การมีสองมาตรฐาน ซึ่งในการเขียนกฎหมายต้องใช้กระบวนการยุติธรรมที่ไม่ปล่อยให้คนผิดลอยนวล อาจจะเป็นคำที่แสลงใจใครบ้าง แต่ต้องแก้ปัญหาตรงนี้ให้ได้

ขณะที่นักวิจัยมองว่า ประชาธิปไตยเมื่อได้ใช้ไปแล้ว ประชาชนอยู่ดีกินดี ทำให้คนอีกกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าอำนาจลดถอย ก็จะกลายเป็นวิกฤตการเมืองขึ้นมา เรื่องนี้เป็นรายงานทางวิชาการที่ตนได้ฟังมา

สุดท้ายคือวิกฤตปัญหาของจังหวัดชายแดนใต้ ที่เป็นปัญหาของคนทั้งประเทศ ที่มีความกังวล ถ้าเรามีความจริงจังและเปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วม เชื่อมั่นว่าเรื่องต่างๆ ในภาคใต้จะดีขึ้น จะเน้นการพูดคุยซึ่งจะแก้ไขปัญหาได้