70 วันหาเสียง

70 วันหาเสียง

บทบรรณาธิการ

ระหว่างรอการปลดล็อกให้หาเสียง ความเห็นที่เป็นกึ่งข้อเรียกร้องที่มาจากนักการเมืองก็คือระยะเวลาการหาเสียงเลือกตั้ง 70 วัน อาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อต้องทำนโยบายพรรค

ส่วนเสียงที่โต้แย้งมาจากฝ่ายที่ถูกเรียกร้อง ระบุว่าถ้าน้อยกว่า 70 วันลงไปอีกสิบวันพอหรือไม่ หรือถ้าอยากหาเสียงได้นานกว่านั้นเท่าตัว ย่อมหมายความว่าการเลือกตั้งที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเป็นเดือนกุมภาพันธ์ต้องเลื่อนไปเป็นเดือนพฤษภาคม หรือไกลกว่านั้น

ประเด็นของช่วงเวลาการหาเสียงจึงกลายเป็นการตอบโต้ที่หาหลักปฏิบัติอันเป็นจุดร่วม ไม่ได้

เพราะฝ่ายเรียกร้องไม่มีอำนาจการต่อรองใดๆ ในขณะที่อีกฝ่ายกุมชะตาและเงื่อนไขทั้งหมดไว้

การที่นักการเมืองตกอยู่ในสถานะดังกล่าวน่าจะเป็นบทเรียนสำคัญว่า ไม่ควรเปิดทางให้อำนาจนอกระบอบประชาธิปไตยมาจัดการอีก

เพราะแทนที่ช่วงเวลาการหาเสียงจะเป็นเรื่องระหว่างสมาชิกพรรคการเมืองกับประชาชนจะหาจุดสมดุลร่วมกันว่า เวลานานเท่าใดจึงจะส่ง-รับข้อมูลข่าวสาร นโยบายพรรค และตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงสมัครจนนำไปสู่การตัดสินใจได้ว่าจะเลือกใคร พรรคใด เป็นตัวแทนประชาชนเข้าสู่สภา และจัดตั้งรัฐบาล


ครั้งนี้กลับต้องรอคณะบุคคลตัดสินใจแทนกระบวนการทั้งหมด ไม่ว่าในส่วนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง หรือการยกเลิกคำสั่งคสช.ที่ 53/2560 ให้เข้าสู่ช่วงเวลาของการหา เสียงได้

เช่นเดียวกับวิธีการใช้หาเสียง กฎเกณฑ์ และข้อห้ามที่กำหนดโดยคณะบุคคลที่ไม่เกี่ยวโยงกับประชาชน

นอกเหนือจากช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการหาเสียงเลือกตั้งแล้ว ยังเกิดประเด็นความได้เปรียบเสียเปรียบในการหาเสียงของกลุ่มหรือพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งเริ่มขึ้นแล้วในขณะนี้

ฝ่ายที่เสียเปรียบตั้งข้อสังเกตว่า บางคนบางกลุ่มหาเสียงได้แล้ว เข้าพบปะประชาชนอย่างใกล้ชิดได้แล้ว และนำเสนอนโยบายได้แล้ว แต่อีกส่วนทำไม่ได้ เพราะถูกกฎเกณฑ์ต่างๆ ล้อมไว้ไม่ให้กล้าเสี่ยง

หากมีฝ่ายหนึ่งพูดได้เสียงดัง มีทรัพยากร งบประมาณและกลไก ผลักดันได้มากกว่าอีกฝ่าย ย่อมเกิดบทสรุปว่า 70 วันสำหรับการหาเสียงนั้นอาจดูมากเกินไป