สะท้อนมุมมอง-ปม‘ครอบงำพรรค’

สะท้อนมุมมอง-ปม‘ครอบงำพรรค’

สะท้อนมุมมอง-ปม‘ครอบงำพรรค’ – เป็นที่ถกเถียงกันว่าการให้สัมภาษณ์สื่อญี่ปุ่นเรื่องชนะ เลือกตั้ง 300 ที่นั่ง ล้มรัฐบาลทหารของ นายทักษิณ ชินวัตร เข้าข่ายครอบงำพรรคเพื่อไทยหรือไม่

ในขณะที่กกต.เก็บรวบรวมข้อมูลทุกด้านเพื่อตรวจสอบ และหากเข้าข่ายโทษอาจถึงขั้นยุบพรรค ก็มีเสียงเรียกร้องว่าจากพรรคเพื่อไทย กกต.ควรตรวจสอบการดำเนินการของพรรคพลังประชารัฐด้วยเช่นกัน

 ในมุมมองนักวิชาการ อดีตกกต.มองประเด็นนี้อย่างไร

โคทม อารียา

ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดล, อดีต กกต.

สะท้อนมุมมอง-ปม‘ครอบงำพรรค’

กรณีของนายทักษิณ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ ไม่มีการจับผิดกัน ก็ถือว่าไม่เข้าข่ายแทรกแซงหรือครอบงำแต่อย่างใด เพราะเป็นการแสดงความคิดเห็นซึ่งถือเป็น เรื่องปกติ

แต่สถานการณ์วันนี้เอาแน่เอานอนไม่ได้ ดูจากประวัติศาสตร์การยุบพรรคตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน ก็มีเหตุทั้งทางกฎหมายและเหตุทางการเมือง และกฎหมายยิ่งเอื้อเปิดช่องให้ยุบพรรค ได้ง่ายขึ้นอีก

จึงมองว่าจะเกิดความเสียหายต่อระบบการเมืองไทยพอสมควร สิ่งสำคัญคืออยากให้ทั้งฝ่ายอำนาจรัฐและฝ่ายที่ต่อสู้ด้วยวิธีการต่างๆ นั้น ควรมีสติและมีขันติธรรม ซึ่งกันและกัน อย่าใช้วิธีฆ่าตัดตอนกันเลย

การที่นายทักษิณประเมินว่าจะได้กี่ที่นั่ง นั้น พรรคอื่นๆ ก็พูดโฆษณาชวนเชื่อเหมือนกันทั้งนั้น ก็เป็นแค่การแสดงความคิดเห็น ติติงกันไป แต่อย่าถึงขั้นใช้กลไกของรัฐเข้าไปจัดการถึงขั้นยุบพรรคเพื่อไทย

ไม่อยากให้ทุกฝ่ายย้อนกลับไปสู่วงจรเดิมๆ อยากให้หันหน้าเข้าหากันดีกว่าใช้วิธีเล่นงานกันแบบนี้ เพราะอาจทำให้คนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม แล้วก็ไปหนุนคนที่ถูกกระทำ

ยิ่งน่ากังวลเมื่อ กกต.ออกมารับลูกหลังจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหมแสดงอาการ แต่ก็ลองดูกกต.ไปก่อน แต่ถ้าองค์กรอิสระเอนเอียงเข้าหาอำนาจรัฐความเที่ยงธรรมจะเกิดขึ้นได้ อย่างไร

ที่หลายฝ่ายมองว่าควรตรวจสอบพรรคพลังประชา รัฐ (พปชร.) ด้วยนั้น เรามีแนวทางคือการให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และให้ประชาชนได้เรียนรู้ ไม่ใช่ว่าจะตรวจสอบเพื่อยุบพรรคหนึ่งก็เลยต้องไปสอบเพื่อยุบอีกพรรค

จึงไม่เห็นด้วยกับการตรวจสอบพรรค ทำไมต้องลงโทษพรรคเพียงแค่การแสดงความคิดเห็นของบุคคล ซึ่งก็ไม่เห็นว่าจะเกิดผลอะไร การยุบพรรคเป็นว่าเล่นจะสร้างความชอกช้ำให้เกิดขึ้นในใจของสมาชิกพรรค

สมาชิกที่จ่ายเงินให้กับพรรคแล้วสุดท้ายก็ ถูกยุบเขาทำอะไรผิด ดังนั้น แค่วาจา มโนกรรมหรือวจีกรรม ก็ปล่อยๆ ไปบ้าง พิจารณาแต่สิ่งที่เป็นรูปธรรมหรือวัตถุธรรมก็พอ

ร.ต.วิจิตร อยู่สุภาพ

อดีตเลขาธิการกกต.

สะท้อนมุมมอง-ปม‘ครอบงำพรรค’ กกต.มีอำนาจควบคุมทุกพรรคที่จะกระทำความผิด อยู่แล้ว ส่วนกรณีนายทักษิณ รองนายกฯ ชี้นำว่ามีพฤติการณ์เข้าไปครอบงำพรรคเพื่อไทย กกต.จึงตั้งชุดทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง พรรคพลังประชารัฐอาจถูกสอบสวนเช่นกันแต่อาจยังไม่เป็นข่าว

เชื่อว่ากกต.คงไม่ได้ดูเฉพาะพรรค เพื่อไทยหรือพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น แต่ดูหลายๆ พรรคที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายการครอบงำ

การจะบอกว่าการครอบงำหรือไม่นั้นเป็นเรื่อง ที่ดูกันยากอยู่พอสมควร เพราะดูจากพ.ร.ป.พรรคการเมืองแล้วต้องดูด้วยว่ามีหลักฐานชัดเจนหรือไม่ และต้องมี หลักฐานมากกว่าการฟังเสียงผู้ร้อง ต้องดูว่าหลักฐานที่มากกว่าการที่นายทักษิณมีพฤติการณ์หรือการสั่งการที่ เป็นข่าว

และการมีคนรู้จักหรือคนสนิทเข้าพบหรือไปหา นั้น ถามว่ามีข้อไหนห้ามหรือไม่นั้นก็ไม่มีห้าม แม้จะดูเป็นการพบแบบภายในเข้าอวยพรวันเกิดหรือปรึกษาหารือแต่ไม่ได้มีหลัก ฐานที่ชัดเจน หรือระหว่างที่มีการรับประทานอาหารร่วมกันแล้วมีการสั่งการให้เลือกหัวหน้า พรรค หรือระบุให้เลือกส.ส.คนไหนก็ตาม

และแม้กระทั่งนายทักษิณจะบอกว่าพรรคเพื่อ ไทยเป็นของตัวเองและไม่ใช่ของมวลชน ทุกอย่างทั้งเงินและสถานที่เป็นของนายทักษิณก็ตาม แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้มีหลักฐานที่ชัดเจน

กกต.ต้องตรวจสอบและรับฟังข้อมูลทั้งทางแจ้ง ทางลับอยู่แล้ว วันนี้จะมีการเตรียมการเลือกตั้งแล้ว ทั้งก่อนเลือกตั้ง ในวันเลือกตั้งหรือหลังวันเลือกตั้ง ต้องดูว่าการหาเสียงทุกพรรคมีการทำผิดกฎหมายอย่างไรหรือไม่ ทั้งกฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายอาญา และดูคุณสมบัติของผู้เลือกตั้ง

เรื่องนี้เป็นหน้าที่อยู่แล้วคงไม่มีการก ลั่นแกล้ง ยิ่งมีเสียงการร้องเรียนมากกต.ก็ต้องไปดูแล้วสอบสวนสืบสวนกัน หรือถ้าใครมีพยานหลักฐานก็ส่งมาให้กกต.ก็ยิ่งดี

เชื่อกกต.ตรวจสอบในพรรคอื่นด้วย แม้กระทั่งกรณีมีผู้ดำรงตำแหน่งทางรัฐบาลแล้วมาเป็นหัวหน้าพรรคหรือกรรมการ บริหารพรรคเชื่อว่ากกต.เขาก็กำลังดูอยู่ กกต.รับฟังข้อมูลอยู่ ยิ่งใกล้เสียงปี่เสียงกลองจะดังแล้วเจ้าหน้าที่กกต.ทั้งทางลับทางแจ้งดูอยู่ เหมือนเมื่อครั้งก่อนที่กกต.มีตำรวจสันติบาลมาช่วยงานได้ก็นำเอาไปสืบข้อมูล ลับได้

ตรวจสอบของกกต.ก็เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อสืบสวนแล้วมีมูลก็ดำเนินต่อไป แต่ไม่มีมูลหรือหลักฐานไม่พอก็ชะลอไว้ก่อน ซึ่งงานสอบสวนนี้เป็นเรื่องปกติของหน้าที่กกต.

อัษฎางค์ ปาณิกบุตร

อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง

สะท้อนมุมมอง-ปม‘ครอบงำพรรค’

กกต.เป็นคนของรัฐที่อำนาจรัฐตั้งเข้ามาทำ หน้าที่ ที่มาของกกต.จึงเป็นต้นเรื่องว่าจะรับหรือไม่รับอะไร มีคำถามตามมาอีกว่านายทักษิณวิจารณ์แค่นั้นถือว่าเป็นการครอบงำแล้วหรือ เอาหลักฐานอะไรมาบอกว่าครอบงำ

หรือแม้แต่คนที่เดินทางไปหานายทักษิณ คนทางนี้รู้หรือไม่ว่าเขาพูดคุยอะไรกันถึงบอกว่ามีการครอบงำ

เวลาจะตัดสินอะไรต้องมีเหตุมีผล เป็นที่ยอมรับได้ด้วย ไม่เช่นนั้นจะเป็นอันตรายกับองค์กรกกต.เอง ถ้าเล่นการเมืองแบบนี้จะทำให้เห็นว่ากกต.เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม และเสี่ยงอย่างยิ่งที่กกต.ออกมาให้สัมภาษณ์แบบนี้

คงต้องพิจารณากันเองว่าการที่กกต.รับสอบ เรื่องนี้ถูกต้องหรือไม่ บอกได้เพียงว่าต้องมีข้อเท็จจริงและเหตุผลถึงจะพิจารณาได้ว่าเขาทำผิดจริง หรือไม่ ไม่ใช่รับทุกเรื่อง ย้ำว่ากกต.ต้องแสดงให้เห็นว่าตัวเองเป็นกลาง ยุติธรรมกับทุกฝ่าย

ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐที่ลงพื้นที่ ต่างๆ ก็มีคำถามว่าลงไปในฐานะอะไร ถ้าบอกว่าในฐานะรัฐมนตรีก็มองว่าหนักกว่าเดิมอีก เพราะถ้าไม่ใช่รัฐมนตรีคนจะมารับฟังหรือไม่ จึงเห็นว่าถ้าสอบกรณีนายทักษิณ ก็ควรต้องดำเนินการทั้งหมด

การกำหนดแบบนี้เปิดช่องให้กลั่นแกล้งกันได้ เพราะใช้คำว่า “ครอบงำ” ซึ่งคำนี้หมายถึงการสั่งให้หันซ้ายหันขวาได้ ให้เงินอุดหนุน มีหลักฐานชัดเจน พรรคเพื่อไทยน่าจะมีปัญหาจากการถูกจับจ้องแบบนี้

ห้วงเวลาที่จะถูกเล่นงานน่าจะเป็นช่วง 60 วัน ก่อนการเลือกตั้งแบบน็อกเลย แต่จะกล้าหรือไม่เมื่อถึงเวลา

กกต.ควรต้องทบทวนตัวเองว่าองค์กรกกต.เกิดมา จากอะไร ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 40 ได้สร้างความยุติธรรมอย่างเต็มที่หรือไม่ เพราะหลักสำคัญคือ กกต.ต้องผูกพันยึดโยงประชาชน แต่วันนี้กลับมีความสงสัยว่ากกต.เป็นเครื่องมือของใคร

วิโรจน์ อาลี

คณะรัฐคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ศาสตร์

สะท้อนมุมมอง-ปม‘ครอบงำพรรค’

ตามบทบาทหน้าที่กกต. ในฐานะกรรมการเมื่อมีข้อครหาตั้งข้อสังเกตก็ย่อมมีการรับลูกตามที่ปรากฏบน พาดหัวข่าว เมื่อดูเนื้อหาจะพบว่าเลขาฯกกต.พูดไปตามกระบวนการทางกฎหมายว่าต้องเป็นไปตาม กลไกการตรวจสอบพยานหลักฐาน ก่อนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

สิ่งที่นายทักษิณพูดในทางปฏิบัติไม่ถือ เป็นการเข้าข่าย เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ยากในทางกฎหมาย แต่ความพยายามจะให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง เชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวของอดีตส.ส.ที่บินไปพบ หากจะเล่นงานกันจริงๆ ก็คงไม่ยาก เพราะคู่ตรงข้ามกับนายทักษิณเองก็รู้ว่านี่เป็นจุดอ่อน

ทว่าการดำเนินการต่างๆ ควรอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม หากยุบช่วงเวลาที่สมาชิกและอดีตส.ส.ย้ายพรรคทัน ก็รับรองว่าสิ่งที่ผู้มีอำนาจกลัวอย่างแลนด์สไลด์จะเกิดขึ้นทันที คะแนนสงสารจะไหลไปอย่างท่วมท้นยังพรรคที่เขาเหล่านั้นย้ายไปสังกัด

หรือหากเล่นยาแรงยุบพรรคเพื่อไทย ช่วงใกล้ช่วงเลือกตั้งจนอดีตส.ส.และสมาชิกย้ายไปสังกัดพรรคอื่นไม่ทันตาม กำหนด 90 วัน จนไม่อาจลงเลือกตั้งได้ เรื่องราวก็จะบานปลาย

คะแนนสงสารก็จะยิ่งกระจุกตัวเทไปยังพรรค ฝ่ายประชาธิปไตยอีกเพราะไม่ได้มีเพื่อไทยแค่พรรคเดียว ซีกประชาธิปไตยที่กระแสแรงอย่างพรรคอนาคตใหม่ หรือพรรคประชาชาติ

เหมือนที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย เคยบอกถ้าโดนยุบแล้วย้ายสังกัดพรรคไม่ทันก็จะรณรงค์ให้คนไปเลือกพรรคซีกประ ชาธิปไตยอื่นๆ แทน

ภาพสะท้อนที่จะเกิดขึ้นคือความไม่ยุติธรรม ทันที การยุบพรรคเพื่อไทยจึงไม่ใช่ผลดีของคู่แข่งทางการเมืองแต่อย่างใด เชื่อว่ารัฐบาลคสช.คงไม่อาจเดินตามฮุนเซนโมเดล ที่ยุบพรรคฝ่ายค้านจนได้รับชัยชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดได้

บทบาทของกกต.นับจากนี้ไปจนถึงวันประกาศผล การเลือกตั้งจึงดูจะเสียมากกว่าได้ก็เพราะคสช.ยังอยู่ หลายกรณีมีการโยนกันไปมาไม่ยอมตัดสินใจก็ต้องกลับมาที่การใช้ดุลพินิจขอ งกกต.ในการชี้แจงมากขึ้น ซึ่งไม่ส่งผลดี คำว่าสองมาตรฐานจะกลับมาอยู่ในความรู้สึกของคนไทยอีกครั้งในช่วงการเลือก ตั้ง

จึงอยากให้กกต.ทบทวนบทบาทโดยตระหนักถึงความ บริสุทธิ์ ยุติธรรม ในการจัดการการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการประกาศ พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.มีผลบังคับใช้ นำไปสู่การปลดล็อกให้ทุกพรรคหาเสียงอย่างเต็มกำลังช่วงต้นปี 2562

ไม่อย่างนั้นหากเดินไปแบบนี้ ในทางนิตินัยกกต.ก็จะอยู่ภายใต้คสช.ต่อไป การใช้ดุลพินิจต่างๆ ของกกต.ก็ยังผลให้แรงกดดันกลับมาอยู่กับกกต. ไม่ใช่คสช. ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่กกต.ต้องคำนึง

เพราะอย่างกรณีตรวจสอบการครอบงำพรรคเพื่อ ไทยโดยนายทักษิณ ถามว่าแล้วพลังประชารัฐมีหรือไม่ มีใครเชื่อบ้างว่านายชวน ชูจันทร์ คือผู้ชักชวน 4 รัฐมนตรีของรัฐบาลคสช. ทาบทามกลุ่มสามมิตรมาเข้าร่วม

หรืออย่างรวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ถามว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นสมาชิกหรือหัวหน้าพรรคกันแน่ เพราะทุกการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมนายสุเทพออกหน้านำอยู่ทุกครั้ง

นี่คือเรื่องปกติทางการเมืองที่แต่ละพรรคย่อมมี Deal Maker ที่ไม่ยอมเปิดหน้าเล่นโดยทั่วไป

อ่านประเด็นร้อนอื่นๆ

บทความก่อนหน้านี้พระผงดวงเศรษฐีหลวงปู่ปัน : เปิดตลับพระใหม่
บทความถัดไปวิเคราะห์การเมือง : มาตรการ ยุบ ไทยรักไทย เพื่อไทย ยุบได้ ก็ตั้งได้