รายงานพิเศษ : ปฏิทิน‘แม้ว-ปู’กับความขัดแย้ง

ปฏิทิน‘แม้ว-ปู’

ปฏิทิน‘แม้วปู’กับความขัดแย้ง

ปฏิทิน‘แม้วปู’ – เหตุการณ์เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจฝ่ายปกครอง เข้าล้อมบ้านตรวจยึดปฏิทินปีใหม่ที่มีรูปนายทักษิณ และน..ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยอ้างเหตุผลเรื่องความขัดแย้ง กระทบต่อความมั่นคง

เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงความสมเหตุสมผล ทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่

ขณะที่นักวิชาการและอดีตกกต.มองถึงนัยยะที่ซ่อนอยู่และผลที่จะตามมา

วิโรจน์ อาลี

คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

กรณีเจ้าหน้าที่เข้ายึดปฏิทินนายทักษิณ และน..ยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดปัญหาแบบนี้ คงมีคำสั่งตั้งแต่ปีแรกๆ ที่ต้องเข้มงวด และเข้าใจว่าในพื้นที่ภาคอีสานยังมีความเข้มงวดอยู่ พอเป็นข่าวตั้งแต่การแจกขันแดงเขาก็ตีความว่าเป็นการระดมพลทางการเมืองแบบหนึ่ง

ส่วนตัวมองว่าเร็วเกินไปที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ เพราะพล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. พล.. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ก็บอกว่าไม่เป็นอะไร ให้ดูตามความเหมาะสม

แต่ในทางกลับกันเขาต้องการยับยั้งช่องทางการสื่อสารของอดีตนายกฯเพราะใกล้การเลือกตั้งแล้ว และลักษณะแบบนี้ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้ลงมาเล่นด้วย แม้จะพูดว่าเหมาะสมแล้วแต่ก็ไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ

ส่วนการแจกปฏิทินจะสร้างความขัดแย้งได้หรือไม่นั้นต้องดูข้อมูลต่างๆ ด้วย ปัญหาคือนายทักษิณไม่ใช่ว่าไม่ได้ติดต่อสื่อสารอะไรเลย เพราะเขาก็ยังติดต่ออยู่ผ่านทางช่องทางโซเชี่ยลต่างๆ

การแจกของขวัญเล็กๆน้อยๆ คนที่ชื่นชมก็เอาไป แต่การที่รัฐบาลอ่อนไหวมากทำให้คนที่นิยมในตัวอดีตนายกฯ รู้สึกไม่พอใจ ซึ่งอาจส่งผลตีกลับได้ อย่างไรก็ตาม การแจกปฏิทินของขวัญเล็กๆ น้อยๆ คงไม่ได้มีเนื้อหาสื่อสารทางการเมือง แต่เป็นการแสดงน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ

และการที่เจ้าหน้าที่ระดมกำลังปิดล้อมตรวจค้นหากบอกว่าทำตามหน้าที่ คำถามคือใครสั่ง ถ้าตัดสินใจตามคำสั่งคสช.ก็อาจเป็นการแสดงให้เห็นอะไรบางอย่าง เพราะขณะนี้คสช.มีกระบวนการในการผ่อนคลายก่อนแปลงสภาพเป็นนักการเมือง พล..ประยุทธ์ ต้องการเปลี่ยนผ่านจึงไม่อยากมีลักษณะที่เข้มงวด

แต่เหมือนกับข้างบนพยายามผ่อนคลายแต่ในพื้นที่ระดับล่างยังเข้มงวดในส่วนของความมั่นคง ยังควบคุมการเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้น ชี้ให้เห็นสภาพความเป็นจริงที่ยังเกิดขึ้น

หากใช้วิธีการละมุนละม่อมในการขอตรวจสอบก็จะได้เห็นความนุ่มนวลทั้งองคาพยพ เพราะหากใช้กำลังจำนวนมากเข้าตรวจสอบ จับกุมก็ไม่เป็นผลดีกับรัฐบาลและอาจทำให้บรรยากาศไม่ค่อยดี

มองภาพรวมย่อมส่งผลกระทบกับรัฐบาลมาก เพราะคนทั่วไปอาจมองเพียงว่าการแจกของขวัญเพียงเล็กน้อย เป็นเพียงความต้องการสื่อสารอย่างหนึ่งเท่านั้น

ฐิติพล ภักดีวานิช

คณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลราชธานี

การแจกปฏิทินหรือสิ่งของควรเป็นสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงมี ไม่ควรต้องถูกดำเนินคดีหรือใช้กำลังคุกคาม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้วนับจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 .. 57 ไม่ต่าง กับการจับขันแดง สะท้อนว่ารัฐบาลทหารยังคงมองตระกูลชินวัตรเป็นปัญหาทางการเมือง เป็นศัตรูของกองทัพและชนชั้นนำ

การจับปฏิทินช่วงใกล้มีการเลือกตั้ง ก็สะท้อนถึงความกลัวของกองทัพและฝ่ายอนุรักษนิยมต่อบารมีทางการเมืองของครอบครัวชินวัตร โดยมองว่า หากยังมีภาพของตระกูลชินวัตรผ่านสื่อสิ่งของก็จะทำให้ภาพเดิมของนโยบายที่ตระกูลชินวัตรทำให้ไว้กับประชาชนยังคงอยู่ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีกับพวกเขา

การจะชนะสองอดีตนายกฯได้นั้นไม่ใช่การลบพวกเขาออกไปจากประวัติศาสตร์การเมืองเพราะไม่มีทางทำได้ สิ่งที่ประชาชนได้รับผ่านนโยบายหาเสียงของตระกูลชินวัตรจะยังคงอยู่ ดังนั้นสิ่งที่กองทัพและฝ่ายอนุรักษนิยมควรทำหากต้องการเอาชนะทักษิณคือ ให้พรรคทหารที่ตั้งขึ้นมาแล้วดำเนินการตามวิถีทางประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภา

นำเสนอการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม แก้เรื่องปากท้องของคนให้จับต้องได้ ปฏิรูปในสิ่งที่ก้าวหน้าอย่างกองทัพเอง ให้มีความมั่นคง ไม่ใช่ให้งบประมาณสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ไร้ประสิทธิภาพแบบที่ผ่านมา

การดำเนินการกับผู้ครอบครองปฏิทินที่มีภาพสองอดีตนายกฯ จะกลายเป็นผลเสียแก่พรรคทหารเองในช่วงของการเลือกตั้ง ภาพของสองอดีตนายกฯ จะกลายเป็นผู้ถูกกระทำอย่างต่อเนื่อง วิธีการเช่นนี้ไม่อาจเรียกร้องให้คนที่กลางๆ หรือเอนไปในทิศทางชินวัตรหันมาฟังสิ่งที่รัฐบาลทหารดำเนินการได้ ซ้ำแต่จะปฏิเสธรัฐบาลทหารมากยิ่งขึ้น

ซึ่งสะท้อนชัดว่าทหารไม่เคยเรียนรู้ นับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมาจนถึงรัฐประหาร 2557 มีแต่เพียงการใช้กำลังเข้าแทรกแซงแต่ไม่ชนะใจมวลชน ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องการของการใช้กำลังและอำนาจกดดันเพียงอย่างเดียว

กรณีนี้ยังสะท้อนอีกว่าคสช.กลัวปฏิทินว่าจะเป็นความมั่นคงแก่คสช.เอง ไม่ใช่ของชาติ เพราะปฏิทินไม่อาจทำร้ายประเทศชาติได้เลย นี่จึงเป็นการออกอาการกลัว ไม่มั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาลตัวเอง

การทำร้ายประเทศครั้งนี้คือการใช้กำลังไปคุกคามขู่ดำเนินคดีกับผู้ครอบครองปฏิทิน จนประชาคมโลกให้ความสนใจและมาติดตาม

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

รัฐศาสตร์ ม.รามคําแหง

ปฏิทินคู่นายทักษิณ และน..ยิ่งลักษณ์ ที่ปรากฏออกมา และเจ้าหน้าที่เข้าไปจับกุมไม่ได้เป็นเรื่องที่จะสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้น เพราะปฏิทินที่ปรากฏเป็นเรื่องของประเพณีปฏิบัติ เจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการอย่างนี้ไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลเอง

รวมถึงภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่กำลังเดินหน้าคืนความเป็นปกติทางการเมืองเพราะต้องจัดการเลือกตั้งในอีก 3 เดือนนี้ อีกทั้งการทำปฏิทินเช่นนี้ก็เป็นเรื่องปกติ อย่าทำให้เป็นประเด็นขึ้นมาเลย แต่เมื่อทำแล้วรัฐบาลก็ต้องประเมินผลที่ตามมา

การเอาเจ้าหน้าที่ไปจับโดยใช้อำนาจมาตรา 44 เข้าไปล้อมบ้านตรวจค้นถือว่าทำเกินไป ถ้าเขาทำผิดก็จับไปเลยซึ่งสามารถใช้กฎหมายปกติดำเนินการได้ และควรมีมาตรการอะไรออกมาว่าช่วงใกล้เลือกตั้งอะไรทำได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่ เล่นใหญ่อย่างนี้

เรื่องแค่นี้คุยกันดีๆ ก็ได้ ความจริงก็เป็นความจริง เราไม่สามารถไปกดดันประชาชนแบบนั้นได้ การเปลี่ยนความคิดคนควรใช้ความละมุนละม่อม ใช้จิตวิทยา ควรสร้างความปรองดอง ซึ่งกกต.สามารถเข้ามาจัดการได้อยู่แล้ว อาจกำหนดไปเลยว่าช่วงไหนทำได้ ไม่ได้ เพื่อให้เกิดความชัดเจน

ปฏิทินอันเดียวไม่น่าจะเป็นเหตุผลเพียงพอว่าจะสร้างความขัดแย้งจนต้องเข้าจับกุม และ 4 ปีที่ผ่านมาวิธีการป้องกันรัฐบาลก็น่าจะมีแล้ว ทหารควรเรียนรู้ได้ว่าวิธีไหนที่สามารถสร้างความปรองดองได้

สาเหตุที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐมุ่งเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องส่งสัญญาณว่าเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง การใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญไม่ถูกต้อง กกต.ก็ต้องประกาศไปเลยว่าห้ามแจกปฏิทิน ถ้าแจกก็ต้องระบุให้ชัดว่าใครเป็นคนทำ เจ้าหน้าที่จะได้ไม่ต้องตีความว่าจะไปยึดอย่างไร

การกระทำครั้งนี้ทำเหมือนตลก ซึ่งไปกันใหญ่ เหมือนขี่ช้างจับตั๊กแตน

สดศรี สัตยธรรม

อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)

การจะยึดทรัพย์สินอะไรก็ตามเราต้องดูว่ามีข้อหาความผิดอะไร อย่างสิ่งของผิดกฎหมายทั้งอาวุธปืน ระเบิด แต่การที่มีปฏิทินที่มีรูปสองอดีตนายกฯนั้นก็เคยมีมาทุกปี ถ้าจะมาบอกว่าปฏิทินดังกล่าวนี้มีไว้ครอบครองแล้วมีความผิดก็ต้องระบุในกฎหมาย

แต่ตอนนี้การเข้ายึดก็ควรอธิบายถึงเหตุผลความผิดให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะทำให้ประชาชนเกิดความแบ่งแยกว่ามีกลุ่มเสื้อแดงเหลืองได้ และเป็นการปกครองประเทศในลักษณะแบ่งคนออกจากกัน ซึ่งถือเป็นการสร้างความไม่เจริญในประเทศ วัฏจักรของความเป็นสีหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมันควรจะหมดไปจากประเทศเรา และน่าจะเป็นสีเดียวกันคือ สีของธงชาติได้แล้ว

การจะยึดสิ่งใดก็ตามที่บอกว่าเป็นของอดีตนายกฯที่กระทำความผิดกฎหมายก็ควรระบุชัดเจนไปเลย แต่เท่าที่ดูแล้วนั้นสิ่งที่ยึดก็ไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร ฉะนั้นการไปยึดของเจ้าหน้าที่ก็ควรอธิบายหรือชี้แจงเหตุผลที่ยึดให้ได้จะดีกว่า

ทรัพย์สินอะไรก็ตามถ้าจะยึดและกล่าวหาว่าผู้ครอบครองมีความผิดก็ควรชี้แจงให้ชัดเจนว่าผิดเพราะอะไร ถ้าวันนี้เราได้คำตอบถึงเหตุผลของการยึดจากรัฐบาลก็ไม่น่าจะสร้างความขัดแย้งภายในประเทศได้

แต่ถ้ายังไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้ว่ามีความผิดด้าน อะไร แน่นอนว่าฝ่ายที่มีไว้ครอบครองคงมองว่าไม่เป็นธรรม กับเขา ฉะนั้นขอให้อธิบายมาว่าผิดอะไร ด้านความมั่นคงหรือ ด้านไหน

เพราะถ้าประชาชนรู้ว่าเป็นความผิดเหมือนๆ อย่างการครอบครองยาเสพติด อาวุธปืน หรือวัตถุอันตรายเช่นนี้ประชาชนก็ให้ความร่วมมืออยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาทั้งปฏิทินและขันแดงก็ยังไม่ได้รับคำตอบถึงสาเหตุการยึดที่ชัดเจน

เรื่องของปฏิทินที่มีรูปสองอดีตนายกฯที่ถูกยึดมันเป็นคำถามจากประชาชนที่มีมานานแล้วว่าจะถูกยึดด้วยสาเหตุอะไรกันแน่ ดังนั้นรัฐบาลควรให้เหตุผลของการยึดให้ชัดเจนเพราะจะได้ไม่เป็นความสงสัยของประชาชนว่ายึดเพราะอะไร

เราคงไประบุไม่ได้ว่าควรยึดหรือไม่ควรยึดแต่ต้องมีคำตอบที่ชัดเจน ถ้าเป็นเรื่องความผิดเกี่ยวกับด้านกฎหมายหรือความมั่นคง หรือเป็นวัตถุที่เป็นอันตรายครอบครองไม่ได้ก็ชี้แจงมา แต่เท่าที่เห็นก็ไม่ได้เป็นวัตถุอันตรายเลย

แต่ถ้ารัฐบาลจะมองเรื่องนี้ว่าเป็นความขัดแย้งก็ควรอธิบายว่าขัดแย้งอย่างไร หรือถ้าไม่ใช่เป็นการแจกปฏิทิน แต่เป็นการแจกเสื้อที่มีรูปนายทักษิณและน..ยิ่งลักษณ์ลักษณะนี้ก็พอจะให้เข้าใจว่าเป็นการหาเสียงให้พรรคเพื่อไทยหรือไม่ได้

แต่ตามมาตรา 28 และมาตรา 29 ของพ...ว่าด้วยพรรคการเมืองนั้นก็ดูจะเป็นคนละเรื่องกัน อย่างไรแล้วรัฐบาลต้องออกมาอธิบายให้ชัดเจนจะเป็นการดีกว่า

บทความก่อนหน้านี้ชวนชิมกินดื่ม : อร่อยเพื่อสุขภาพ
บทความถัดไปช็อก! น้อย วงพรู เกิดอุบัติเหตุ ตอนเล่นคอนเสิร์ต เจ้าตัวลั่น “โมโหมาก”