สวดมนต์ไล่ฝุ่น? :คอลัมน์ ใบตองแห้ง

สวดมนต์ไล่ฝุ่น?

คอลัมน์ ใบตองแห้ง

 

ท่านผู้นำยัวะ โดนหาว่ารัฐบาลไม่ทำอะไร เอาแต่สวดมนต์ไล่ฝุ่น ทั้งที่สั่งการไปหมดแล้ว

แหม่ ก็แค่โลกโซเชียลอำ ท่านยังไปเก็บมาเป็นอารมณ์ สมแล้วที่หม่อมอุ๋ยแซว ว่ามัวแต่แคร์โลกโซเชียล

คนสติดีๆ ที่ไหนจะเชื่อ ว่าท่านสวดมนต์ไล่ฝุ่นได้ หรือสวดมนต์จนพายุปาบึกม้วนหางได้ แต่พอท่านพูดอย่างนั้น โลกโซเชียลก็เลยเอามาล้อขำๆ

ว่าตามเนื้อผ้า คือคนกรุงเทพปริมณฑลกำลัง panic วิตกกังวลฝุ่น PM2.5 แถมหน้ากาก N95 ก็โก่งราคาหาซื้อไม่ได้ ทุกคนรู้ว่าฝุ่นอันตราย แต่ไม่รู้เมื่อไหร่จะหมดไป แห่ตามข่าวฟังคำแนะนำในโลกออนไลน์ใจจดจ่อ ในขณะที่รู้สึกว่าภาครัฐไม่ยักอนาทรร้อนใจเท่าชาวบ้าน รู้นะว่าท่านสั่งการไปแล้ว เช่นสั่งให้รดน้ำ สั่งทำฝนเทียม แต่ท่าทีรัฐบาลเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ใช่อันตรายฉุกเฉิน อย่างที่ประชาชนรู้สึกกันทั่วไป

ซ้ำวิธีแก้ไข เช่นที่ กทม.ระดมท่อน้ำมาฉีดโชว์ยังกะงาน event นักวิชาการก็บอกว่าไม่ช่วยอะไร หยดน้ำจับ PM2.5 ไม่ได้ แม้แต่ฝนเทียม ก็ไม่ใช่ล้างฝุ่นได้ ที่ได้ผลเพราะทำให้เกิดลมพัดฝุ่นกระจายไปต่างหาก

พูดง่ายๆ ว่าในขณะที่ประชาชนกังวลเต็มสิบ ท่าทีรัฐบาลเห็นเป็นเรื่อง 3-4-5 นี่เรียกว่าไม่มีความตระหนัก เข้าไม่ถึงหัวอกชาวบ้าน ตามไม่ทันความรู้สึกคน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก สำหรับผู้ปกครองบ้านเมือง

sense อย่างนี้นักการเมืองจากการเลือกตั้งรู้ดี ไม่เหมือนคนที่มาจากแต่งตั้ง หรือมาเป็นนายด้วยกำลัง

ชาวบ้านกำลังเดือดร้อน จะพูดทำไมให้รู้จักป้องกันตัวเอง หรือสั่งสอนให้รับผิดชอบร่วมกัน ให้ใช้น้ำมัน B20 ให้รอรถไฟฟ้าก่อสร้างอีก 2-3 ปี แต่วันนี้พรุ่งนี้จะมีมาตรการอะไรอีกบ้าง หรือจะรอให้ฝุ่นมันหายไปเอง ประชาชนกำลังรอฟัง

การแคร์ความรู้สึกคนนี่เป็นคนละเรื่องกับแคร์คำล้อเลียน หรือแคร์คนต่อต้าน แล้วสั่งสันติบาลตำรวจทหารไปบุกพบ ไปตามประกบนะครับ ถ้าแคร์ความรู้สึกคนก็คงไม่มีคำพูดแบบโรงแรมไทยถูกผู้ก่อการร้ายถล่มเพราะ “อาหารอร่อย” หรือคนไทยไม่ตายก็โอเคแล้ว ทัวร์จีนทำกันเอง

หรือย้อนดูบทเรียนในอดีต คำพูดที่ทำให้คนตายเป็นเบือ “สุไม่เอาให้เต้” ก็เพราะไม่เห็นหัวประชาชน

รัฐบาล คสช. อยู่มาเกือบห้าปี ไม่เคยต้องแคร์ความรู้สึกคน หนึ่งมีปืนมีกฎหมายมี ม.44 สองมีกองหนุนสุดขั้วสุดโต่ง ทำอะไรก็ถูกหมด อ้างได้ว่าคนอยากเลือกตั้งมีไม่กี่ร้อยคน คนไทย 70 ล้านไม่เห็นว่าอะไร

แต่นับจากนี้สถานการณ์จะเปลี่ยนไป เมื่อใกล้เลือกตั้งเข้าทุกที ต้องยอมให้มีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น ต้องจำใจให้คนวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งที่ไม่ค่อยจะอดทน เคยพูดคนเดียวอบรมสั่งสอนประชาชน ก็มี Good Monday มาประชันวิสัยทัศน์

การรับมือคนอยากเลือกตั้งก็เห็นชัด Overact ว่ามีใบสั่ง ขัดขวาง ตามประกบ สร้างม็อบจัดตั้ง ราวกับอยากให้บานปลาย มากกว่าอยากให้สงบ

มีบางคนประเมินผลเลือกตั้งว่า อย่าประมาทพรรคพลังประชารัฐ ผลงานรัฐบาล บัตรคนจน ผู้สูงอายุ อสม. การฟื้นกลไกอำนาจมหาดไทย กอ.รมน. ในชนบท รวมทั้งคำขู่เลือกเพื่อไทยไม่สงบ เผลอๆ พรรคสี่รัฐมนตรี อาจพลิกความคาดหมายในภาคเหนือภาคอีสานก็ได้

ไม่ประมาทเลยครับ มีความเป็นไปได้ ที่จะเป็นไปตามเจตจำนงของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 2560 คือทำลายการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้ถอยหลังไปสู่ยุค 2512 หรืออย่างน้อยๆ ก็ยุคก่อนรัฐธรรมนูญ 2540 ที่เอาชนะกันด้วยตัวบุคคลและกลไกอำนาจ

แต่ต่อให้ทำได้อย่างนั้น สิ่งที่พวกเขาไม่ได้คาดคือ จะเกิดสภาพ “สามนคราประชาธิปไตย” ซึ่งจากอดีต เคยมี 2 นครา คนชนบทเลือกรัฐบาล คนกรุงล้มรัฐบาล วันนี้มีนคราที่ 3 โลกโซเชียลของคนรุ่นใหม่ ที่อาจยังไม่สามารถก่อรูปเป็นม็อบ แต่ทรงพลังในการเย้ยหยันไยไพ ระบอบอำนาจปืนและกฎหมาย ที่ตั้งอยู่บนตรรกะวิบัติ

พลังโซเชียลอาจไม่จำเป็นต้องเป็นม็อบเลยก็ได้ แต่เป็นพลังที่ทำลายเครดิตความเชื่อถือ หัวเราะเยาะความไร้ตรรกะไร้เหตุผล เต่าตุ่น ล้าหลัง จุดไวรัลรายประเด็นเช่นนาฬิกา เหยียดทั้งระบอบอำนาจให้เสื่อมทราม

นี่คือโลกที่อยู่เหนือความพยายามของผู้มีอำนาจ อยากปิดกั้น เอาชนะ แต่ไม่มีทางชนะ ได้แต่หงุดหงิดอารมณ์เสียรายวัน

รัฐประหารอยากเอาชนะเพื่อไทยเสื้อแดงในชนบท มุ่งมั่นมาห้าปี มั่นใจว่าคนชั้นกลางในเมืองเป็นกองหนุน หารู้ไม่ว่าคนเสียความรู้สึกมากขึ้นทุกที ขณะที่คนรุ่นใหม่ในโลกโซเชียลก็เย้ยหยันเป็นตัวตลก นี่แหละสถานะปัจจุบัน

 

บทความก่อนหน้านี้ทนายฟันธง! ครูตัดผมนักเรียน ลงโทษเกินเบอร์ผิดกฎหมาย จี้ผอ.สอบวินัย
บทความถัดไป‘ศุภาลัยไพร์ม’พระราม 9 คอนโดฯติดถนนเริ่ม 2.53 ล้าน : ชมโครงการ