ศีลธรรมอำมหิต :คอลัมน์ ใบตองแห้ง

ตู่หน้าบางสังคมโง่

ศีลธรรมอำมหิต :คอลัมน์ ใบตองแห้ง

“จ่านิว” ถูกทำร้ายโดยอันธพาลใจเหี้ยม แล้วยังถูกซ้ำเติม สะใจ เย้ยหยัน โดยกลุ่มคนใจทรามในสังคมออนไลน์ ตอกย้ำความน่าสังเวชของพวกสุดขั้วสุดโต่ง ที่เกลียดชัง ฝ่ายประชาธิปไตย หนุนรัฐประหาร เชียร์การสืบทอดอำนาจอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่ยกตนเป็นฝ่ายคนดีมีศีลธรรม เกลียดคนเลว ปกป้องชาติ สถาบันสำคัญ วัฒนธรรมความเป็นไทยอันดีงาม ฯลฯ

แท้ที่จริง ก็เป็นแค่พวกจิตใจมืดบอด ต่ำตม ดำสนิท หาความเป็นพุทธความเป็นไทยอันดีงามไม่เจอสักนิด ผู้ดีไทยเขาสอนกันหรือ เห็นคนปางตายให้ขำๆ

ถามว่าพวกที่มีความคิดอนุรักษนิยม เป็นอย่างนี้ทั้งหมดไหม ก็ไม่ใช่มั้ง อนุรักษนิยมที่แท้จริงต้องยึดมั่นในศีลในธรรม กษัตริย์นิยมที่แท้จริงต้องเทิดทูนทศพิธราชธรรม พลิกคำสอนของพระ ของผู้หลักผู้ใหญ่ ก็ไม่เห็นเจอ ว่าให้เข่นฆ่าหรือรุมทำร้ายคนเห็นต่าง

เพียงน่าแปลกใจว่าท้ายที่สุด เวลาต้องรักษาอำนาจ อนุรักษนิยมไทยมักหันไปพึ่งกิตติวุฑโฒ “ฆ่าคอมมิวนิสต์ ไม่บาป” แขวนคอเก้าอี้ฟาด แล้วค่อยกลับมาอ่านหนังสือ พุทธทาส

ปรากฏการณ์ปัจจุบันก็คล้ายกัน พวกสุดขั้วสุดคลั่ง อาจไม่ใช่คนข้างมากในฝ่ายอนุรักษนิยม ไม่ใช่คนข้างมากในฝ่ายหนุนประยุทธ์ แต่พวกเคร่งศีลธรรมไม่ยักทักท้วงกันเอง ไม่เห็นมีใครห้ามปราม สื่อดาวสยาม ที่พยายามหาข้ออ้าง แบบจ่านิวชักธงดำสมควรตาย

แต่ที “ติ่งอนาคตใหม่” แอนตี้คนหนุนสืบทอดอำนาจ กลับถูกหาเป็นเรดการ์ด bully คนเห็นต่าง มีปัญหาทางจิต ฯลฯ ทั้งที่ไม่ได้ยุให้ใช้กำลังทำร้ายใคร

นี่ก็คล้าย กปปส. ที่ยกขบวนคนดีมีศีลธรรม อธิการบดี คณบดี ไปสนับสนุนกันมากมาย คนพวกนี้วางเฉย กับม็อบตั้งกรวยทำร้ายคนผ่านไปมา บีบคอคนไปเลือกตั้ง หรือดาราเซเลบส์บนเวที สะใจมือปืนป๊อปคอร์นยิงคนแก่ (แล้วพอรัฐประหารเสร็จ คนดีก็แห่ไปเป็น สนช. เป็นที่ปรึกษา เป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ)

ยุค 6 ตุลา 2519 ก็ไม่ต่างนัก ขบวนขวาจัดสุดขั้วสุดโต่ง เป็นเครื่องมือของอนุรักษนิยม หลังจากเข่นฆ่าได้ชัยชนะ ก็หาคนดีมาสร้างภาพวันชื่นคืนสุข แล้วพยายามลบประวัติศาสตร์ ไม่ให้คนรุ่นหลังรู้ว่า “ประเทศกูมี”

นอกจากไม่ท้วงติงกัน ยังมีพวกบอกว่าอย่าด่วนสรุป สาเหตุอาจไม่ใช่การเมือง แล้วก็ปล่อยข่าวลือว่าเป็นแก๊งทวงหนี้นอกระบบ หรือปล่อยข่าวลูกน้องวัน อยู่บำรุง ซึ่งสะท้อนความเบาปัญญา ของพวกที่อ้างว่ามีการศึกษา แต่ถูกปั่นหัวได้ง่ายกว่าจิ้งหรีด

ตอนเอกยุทธ อัญชันบุตร ถูกฆ่า ไม่ยักบอกว่าอย่าด่วนสรุป เห็นชี้หน้าด่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์สั่งฆ่าปิดปาก แล้วเป็นไง ศาลตัดสินไปแล้ว ในยุค คสช.ไม่ยักรื้อคดี

พวกคนดีที่ไม่ห้ามฝ่ายตัวเอง บ้างก็แถว่า ทีตอนเสื้อเหลืองนกหวีดถูกทำร้าย เสื้อแดงก็สะใจ

ในวิกฤต 13 ปีที่ผ่านมา ไม่ปฏิเสธหรอกว่าคนสองขั้วเกลียดชังกัน แต่มีความแตกต่างทั้งเนื้อหาและท่าที คนกลุ่มหนึ่งปลุกความเกลียดชังล้มรัฐบาลจากเลือกตั้ง ปูทางรัฐประหารปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ สนับสนุนการบิดเบือนกฎหมายกำจัดฝ่ายตรงข้าม คนอีกกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตย ยืนหยัดในระบอบที่ยอมรับความเห็นต่าง เอาชนะกันผ่านบัตรเลือกตั้ง คุ้มครองสิทธิเสรีภาพเสียงข้างน้อย

อันที่จริง คนรักประชาธิปไตยต่างหาก ที่มีสิทธิจะเกลียดชังพวกปิดเมืองขัดขวางเลือกตั้ง จนเกิดรัฐประหารกวาดล้างจับกุมอยู่ข้างเดียว มีเลือกตั้ง ก็ยังสนับสนุนระบอบตั้ง 250 ส.ว.มาโหวตตัวเอง อยู่เหนือสิทธิเสียงประชาชนทั้งประเทศ

แต่เกลียดเพียงไหน คนรักประชาธิปไตยก็ไล่คนออกนอกประเทศไม่ได้ สนับสนุนให้ใช้กำลังทำร้ายอย่างป่าเถื่อนไม่ได้ เพราะมันขัดอุดมการณ์ประชาธิปไตย ทั้งที่บางห้วงอารมณ์ เห็นสื่อดาวสยามให้ร้ายป้ายสี เห็นพวกมาจากการตั้งกันเอง ลอยหน้าลอยตาออกทีวี อยากจะใช้อวัยวะเบื้องล่าง แต่ถ้าฝ่ายตนชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาล ก็ไม่สามารถปิดสื่อ ไม่สามารถจับใครไปคุมขัง ทั้งที่เป็นฝ่ายไม่ได้รับความยุติธรรมเสมอมา

กระทั่งเวลาฝ่ายตรงข้ามถูกทำร้ายอย่างที่ว่า ก็ยังท้วงติงกัน ห้ามปรามมวลชนอารมณ์ร้อน ไม่ได้มี ดร.หรือสื่อมวลชนดีเด่นดาหน้าเย้ยหยัน

นี่คือความแตกต่างระหว่างคนรักประชาธิปไตยกับพวกอ้างศีลธรรมความดีงาม ประชาธิปไตยต้องยอมอยู่ร่วมกับคนเห็นต่าง ต่อสู้ทางความคิด ใช้เหตุผล ใช้นโยบาย เอาชนะใจคน แต่พวกอ้างความดีมีศีลธรรม ก็ไม่ต่างจากพวกคลั่งศาสนา คลั่งลัทธิ แล้วตาขวาง ในโลกนี้มีพวกตนเท่านั้น เป็นผู้ค้ำจุนโลก ต้องกำจัดพวกมารด้วยการรมแก๊ส หรือบังคับให้สยบอยู่แทบเท้า

สงครามศาสนาในประวัติศาสตร์เป็นเช่นนี้ทั้งสิ้น ยิ่งปลูกฝังศีลธรรมยิ่งอำมหิต

บทความก่อนหน้านี้วันแรกคึกคัก “งานคอมมาร์ต จอย 2019” สินค้าเกมเนื้อหอม-Apple ลดสูงสุด 80%
บทความถัดไปป.จับหนุ่มแสบ อ้างจน-เครียด โพสต์หลอกขาย บัตรคอนเสิร์ต – วิ่งมาราธอน