คอลัมน์ใบตองแห้ง : ถอยตุลาการภิวัตน์?

ธีรยุทธ บุญมี ไม่ค่อยเหลือมนต์ขลัง หายไปจากหน้าข่าวอย่างรวดเร็ว ไม่ยักเหมือน “บิ๊กแดง” ที่ไปโด่งดังในโลกทวิตเตอร์ จนเป็นประเด็นข้ามสัปดาห์ ทั้งที่ธีรยุทธออกมาพูดเบรกกองทัพและรัฐบาลโดยตรง

ใช่เลย ธีรยุทธซะอย่าง ต้องโชว์เหนือ วิพากษ์ทุกฝ่ายเล่น “ความเมือง” ปลุกเกลียดชังจะนำไปสู่วิกฤต แต่ที่เน้นเนื้อๆ ก็คือทหารยกเอาค่านิยมเรื่องความจงรักภักดีมาเป็นปัญหาหลัก ผิดพลาดทั้งยุทธศาสตร์ยุทธวิธี ทั้งที่ควรหยิบยกปัญหาปากท้อง ความเหลื่อมล้ำ แล้วทหารยังเชื่อว่าสังคมไทยอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง ที่พัฒนามาเป็นสงครามไร้รูปแบบ ร้ายแรงกว่าเดิม ซึ่งผิดหมด การขยายภาพเกินจริงจะทำให้ความรุนแรงขยายตัวและเกิดสงครามขึ้นจริงๆ

อดีตเสื้อกั๊กจึงเตือนว่า สังคมต้องตั้งสติ เปิดกว้าง ฝ่ายรัฐต้องเป็นกลาง อย่าร่วมทำลายล้าง ศาลและระบบยุติธรรมต้องตริตรองทุกคดีความ อย่างมีวิจารณญาณและหลักยุติธรรมอย่างแท้จริง บางทีอาจต้อง devolute คือถอยกระบวนการตุลาการภิวัตน์กลับบ้าง

ฟังแล้วเหมือนดีทุกอย่าง ธีรยุทธดีด้วย ถ้าลบประวัติศาสตร์ 13 ปี ไม่ย้อนไปเปิด google ดูวิกิพีเดีย ใครนะ บัญญัติคำว่า “ตุลาการภิวัตน์” เขียนหนังสือเป็นเล่ม สนับสนุนให้ใช้อำนาจตุลาการตัดสินความขัดแย้งทางการเมือง วันนี้เห็นลางวิบัติ จะมาบอกให้ถอยเสียแล้วหรือ

เพราะอย่างนี้จึงไม่ค่อยเหลือมนต์ขลัง เตือนอย่างไรก็ไม่มีคนฟัง ทั้งที่พูดถูก (เพิ่งถูกบางข้อ แต่ไม่ยอมรับว่าที่ผ่านมาผิด) ฝั่งประชาธิปไตยก็ไม่ให้เครดิต ฝั่งจารีตที่ปลุกความรุนแรงก็ยกเพียงบางถ้อยคำไปบิดเบือน เช่น พวกที่ปลุกความเมืองเห็นฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรูก็คือพวก “ติ่งอนาคตใหม่” นี่ไง

ตุลาการภิวัตน์ไม่ถอยหรอกครับ ธีรยุทธจะไปเบรกใครได้ จะไปเที่ยวพูดได้ไงว่า ตุลาการภิวัตน์คือการใช้อำนาจศาลมาตัดสินการเมือง โดยมีความมุ่งหมายทางการเมือง ตุลาการภิวัตน์เป็นสิ่งที่ธีรยุทธพูดเองเออเองทั้งนั้น ศาลท่านยืนยันว่าตัดสินอย่างมีวิจารณญาณ ยึดหลักยุติธรรมมาทุกคดี มีมาตรฐานเดียวกัน ไม่เคยล้ำหน้าถอยหลัง ไม่ว่าล้มเลือกตั้ง 2 ครั้ง ยุบพรรค 2 ครั้ง หรือทำถนนลูกรังให้เสร็จก่อน

พูดอีกทีคือ ธีรยุทธชี้ว่า สังคมกำลังแตกแยก มุ่งทำลายล้าง จะไปสู่วิกฤตใหม่ รัฐบาลกับทหารจัดการวิกฤตผิดพลาด ศาลที่ควรจะเป็นกรรมการต้องถอยกลับ เลิก “ภิวัตน์” อย่างที่ธีรยุทธเคยสนับสนุนเมื่อ 13 ปีก่อน

แต่เอาเถอะ ถือว่ามองเห็นวิบัติ แม้คงยับยั้งไม่ได้

เพราะสิ่งที่ธีรยุทธมอง พูดอย่างเป็นรูปธรรม ที่ตอบคำถามนักข่าว เช่นการปลุกความเกลียดชังธนาธร “ฮ่องเต้ซินโดรม” และพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การทำลาย หรือยุบพรรค คอการเมืองก็มองว่าจะเกิดอะไรขึ้นสักอย่างแน่ๆ แค่วันไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ใช้ข้อหาอะไร เท่านั้นเอง (พรรคอนาคตใหม่ก็เลือกแล้ว อย่างที่รองเลขาธิการพรรคโพสต์เมื่อวันพฤหัสบดี)

การเมืองไทยจะไปสู่รัฐประหารอีกไหม คนรุ่นใหม่ลุกฮือแบบ 14 ตุลาอีกไหม ธีรยุทธก็ตอบไม่ได้ ได้แต่ขอให้ผู้หลักผู้ใหญ่ยับยั้ง ซึ่งดูแล้วไม่มีทาง ความขัดแย้งแรงขึ้นแน่ๆ เพียงแต่รูปแบบอาจเปลี่ยนไป พลังจารีตที่คุมอำนาจปืนและกฎหมาย ไม่มีวันถอย ไม่ยอมลดรา ในการทำลายพลังความคิดใหม่

เพียงแต่ในสังคมปัจจุบัน การใช้อำนาจก็ไม่ง่ายเหมือนกัน เช่นกว่าจะทำรัฐประหาร ก็ต้องชัตดาวน์กรุงเทพฯ สร้างความฉิบหาย 3-4 เดือน ซึ่งคงทำกับรัฐบาลตัวเองไม่ได้

การจะใช้ตุลาการภิวัตน์ก็ต้องมีปัจจัย ปิยบุตร แสงกนกกุล เคยกล่าวไว้เมื่อ 3 ปีก่อน สมัยยังเป็นนักวิชาการว่า ต้องมี 4 ปัจจัยคือ มีรัฐธรรมนูญให้อำนาจ (แม้ตัวบทไม่ชัดแต่ศาลตีความเองได้) มีนักร้อง (พวกไม่มีอาชีพแต่ขยันร้องศาล) มีวาทกรรมตุลาการภิวัตน์ (น่าจะรวมถึงวาทกรรมเลวชั่ว สร้างกระแสสังคมให้คล้อยตามว่าต้องกำจัดเหมือนพาราควอต) และข้อสุดท้ายคือ สร้างสังคมที่ยกย่องเชิดชูศาล เป็นกลาง เป็นอิสระ (เป็นหลักธรรมความดีงาม ฯลฯ)

ซึ่งด้วยพลังทางสังคมปัจจุบัน ที่คนรู้ทัน เห็นไส้เห็นพุงกันมา 13 ปี มันไม่ง่ายเลย แม้มีอำนาจหักดิบ แค่การสร้างกระแส จะให้คนส่วนใหญ่เห็นพ้องกับการกำจัดใคร ก็ยังลำบาก

ถึงแม้ใช้อำนาจขึ้นมาจริงๆ ประชาชนไม่รู้จะต่อต้านอย่างไร แต่ผู้ใช้อำนาจก็ไม่รู้เช่นกันว่า อุบัติเหตุที่คุมไม่ได้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แบบไหน อย่างไร

บทความก่อนหน้านี้เด่น เจ๊า บิ๊กแบงค์ ศึกมวยไทยเกียรติเพชร
บทความถัดไปประชุมสภา : สภามีมติ 251 เสียง รับร่าง พ.ร.บ. งบฯ 63 วาระแรก