แพ้=อนาคตดับ?

แพ้=อนาคตดับ?

แพ้=อนาคตดับ?

คอลัมน์ ใบตองแห้ง

แพ้=อนาคตดับ? – พรรคอนาคตใหม่แพ้เลือกตั้งซ่อมนครปฐม ฝ่ายอนุรักษนิยมลิงโลดเย้ยหยัน ตีปี๊บทันทีว่า “อนาคตดับ” โปรดสังเกต คนพวกนี้เน้น “อนาคตใหม่แพ้” ยิ่งกว่า “ฝ่ายค้านแพ้” สะท้อนความเกลียดกลัวอนาคตใหม่หนักกว่าพรรคอื่น แม้แต่เพื่อไทย ทั้งที่ 2.8 หมื่นคะแนน ไม่น่าใช่คะแนนอนาคตใหม่พรรคเดียว แต่เป็นคะแนนรวมพรรคฝ่ายค้าน

ความพ่ายแพ้ของพรรคอนาคตใหม่ ไม่อาจประเมินจากปัจจัยข้อเดียว เช่น “เสื่อม” หมดฟีเวอร์ จะถูกยุบพรรคอยู่แล้ว ฯลฯ อย่างที่พวกแค้นคลั่งอ้าง แม้อาจมีผลบ้าง พึงสังวร แต่ก็มีอีกหลายปัจจัยสำคัญ
ข้อแรกเลย นี่คือการเลือกตั้งซ่อม ซึ่งนอกจากจะมีผู้ใช้สิทธิน้อยลง ไม่มีเลือกนอกเขต ไม่มีเลือกล่วงหน้า ยังไม่มีบรรยากาศเข้มข้นของการเลือกรัฐบาล เลือกนายกฯ การเอาชนะระหว่างขั้ว

แม้พรรคฝ่ายค้านพยายามประโคมว่า นี่เป็นโอกาสพลิกผลล้มรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ แต่ความเป็นจริงคนส่วนใหญ่ก็รู้กันว่า ประยุทธ์อยู่ยั้งยืนยง เมื่อมันไม่ใช่การเลือกสุดารัตน์ ชัชชาติ หรือธนาธร เป็นนายกฯ มันก็กลับสู่การเลือกตัวบุคคล ซึ่งโดยทั่วไป ผู้สมัคร ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ผู้ที่มีเครือข่ายอุปถัมภ์เข้มแข็ง ย่อมได้เปรียบ

ซ้ำ กกต.กำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันพุธ หยุดราชการ แต่สถานประกอบการจำนวนมากไม่หยุด คนวัยเรียนวัยทำงานมาใช้สิทธิน้อย ก็ยิ่งเข้าทางระบบอุปถัมภ์

ซึ่งเข้าใจตรงกันนะ “บ้านใหญ่” ครั้งที่แล้วประมาท ครั้งนี้จะพลาดอีกไม่ได้ หน้าตาศักดิ์ศรีเป็นเดิมพัน ระบบบริหารจัดการจึงเข้มข้น ใจเกินร้อยเกินพัน

ธรรมชาติของการเลือกตั้งซ่อม ที่ระบบอุปถัมภ์ได้เปรียบนี้ ฝ่ายค้านต้องนำไปประเมิน ในการเลือกซ่อมที่จะมีอีกหลายครั้ง เพราะแม้ประชาชนบ่นพึมปัญหาเศรษฐกิจ แต่ทุกคนก็รู้ว่ารัฐบาลนี้มั่นคงด้วยอำนาจหนุนหลัง ตัวบุคคลฝ่ายรัฐบาลจะได้เปรียบเป็นทุน

ถัดจากธรรมชาติเลือกตั้งซ่อม ตัวบุคคลระดับ “บ้านใหญ่” ก็มาดูปัจจัยว่าทำไมอนาคตใหม่คะแนนตก ซึ่งต้องดูภาพรวมว่า ไม่ใช่แค่คะแนนอนาคตใหม่ 3.4 หมื่น เหลือ 2.8 หมื่น แต่คะแนนรวมฝ่ายค้านจาก 4.6 หมื่นเหลือ 3 หมื่น โดยเห็นชัดเจนว่า “บ้านใหญ่” ได้คะแนนส่วนนี้ไปด้วย แม้อาจมองได้ว่าอาศัยความเป็นอดีต ส.ส.เพื่อไทย รู้ฐานคะแนนฝ่ายประชาธิปไตย สามารถใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวช่วงชิง

แต่ก็พูดได้เช่นกันว่า อนาคตใหม่คะแนนตก แม้คะแนนพรรคหาย 6 พันจากเลือกตั้งซ่อมวันพุธ ถือว่าไม่เสียหายมากนัก แต่การที่คะแนนพรรคร่วมฝ่ายค้านนับหมื่นพลิกไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม ก็เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องหาคำตอบและสรุปบทเรียน

กระนั้น เรื่องตลกคือมี 2 ปัจจัยย้อนแย้ง ในขณะที่พวกอนุรักษ์อ้างว่าเสื่อมเพราะ radical เพราะหลอกลวงคน เพราะตอบในศาลว่าจำไม่ได้ ฯลฯ พวกเสื้อแดงก็บอกว่า เพราะไปด่าทักษิณในศาลต่างหาก ทำให้แฟนคลับเพื่อไทยตีกลับ หันไปเลือกสะสมทรัพย์ซึ่งยังมีน้ำใจไมตรีกันส่วนตัว

ซึ่งก็ประเมินยาก เพราะไม่เข้าใจเหมือนกันว่า โกรธธนาธรเพราะรักทักษิณ แล้วกลับไปเลือกพรรคร่วมรัฐบาลลุงตู่ได้ไง แต่ไม่ว่าจริงหรือไม่ อนาคตใหม่ก็ต้องสรุปบทเรียนว่า ธนาธร “ผิดมหันต์”

นี่ไม่ใช่ห้ามแตะทักษิณ พรรคอนาคตใหม่โดดเด่นขึ้นมา ด้วยการแสดงให้เห็นว่า มีจุดต่างจากทักษิณและเพื่อไทย แต่พรรคอนาคตใหม่จะต้องวิพากษ์วิจารณ์ทักษิณ หรือแสดงจุดต่างจากพรรคเพื่อไทย ด้วยจุดยืนประชาธิปไตยของตนเอง ไม่ใช่ด่าทักษิณตามรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ ตามทัศนะคนชั้นกลางในเมือง

คำถามอีกด้าน พรรคอนาคตใหม่คะแนนตกไหม จากบทบาทที่ถูกมองว่าเป็น “กบฏ” ต่อเครือข่ายอำนาจ หรือที่คนในพรรคหาว่า พรรคจะแตกเพราะไม่รู้จักประนีประนอมเสียบ้าง ชนไม่บันยะบันยัง

ความเป็นจริงคือ มันก็คงมีคนชั้นกลางโลกสวย อยากเห็นอะไรใหม่ๆ แต่เอาเข้าจริงรับไม่ได้ ไม่ใช่นี่หว่า แต่ถามว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่หรือเปล่า ไม่รู้เลยหรือ ธนาธร ปิยบุตร ถูกโจมตีอย่างไร

ความเป็นจริงของอนาคตใหม่อยู่ตรงไหน บางคนบอกว่า 6.3 ล้านเสียงได้เพราะ ทษช.ถูกยุบ บางคนว่าเพราะฟีเวอร์ชั่วขณะ ฯลฯ ว่าตามเนื้อผ้า ก็มีส่วนหมด ปัจจัยผันผวนหลายอย่างทำให้อนาคตใหม่ได้ ส.ส.81 คน เมื่อ 24 มี.ค.ผ่านพ้นก็จะเริ่มกลับสู่สภาพความเป็นจริง

แต่ความเป็นจริงนั้นคืออะไร คืออนาคตใหม่เป็นพรรคทางเลือก ของคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นความแตกต่างไปข้างหน้า คู่ขนานและแข่งขันไปกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งความน่าจะเป็นคือได้ ส.ส.บวกลบ 40 ขึ้นกับกระแสแต่ละช่วงเป็นอย่างไร

นี่คือความจริงที่ไม่สามารถทำลายเป็น “อนาคตดับ” เพราะฐานความคิดที่พรรคอนาคตใหม่แสดงออก มีอยู่จริงในคนนับล้านๆ ต่อให้ยุบพรรค

บทความก่อนหน้านี้ชิมช้อปใช้ เฟส 2
บทความถัดไปเพราะตีความ ว่าแบ่งแยกดินแดน