แก้บาทแข็ง

แก้บาทแข็ง

แก้บาทแข็ง 

คอลัมน์ บทบรรณาธิการ 

แก้บาทแข็ง – คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลงจากระดับร้อยละ 1.50 เหลือร้อยละ 1.25 เพื่อสกัดกั้นการแข็งตัวของค่าเงินบาท เมื่อเทียบกับเงินตราต่างประเทศสกุลอื่นๆ

เพราะในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นๆ ในทวีปเอเชีย

ซึ่งส่งผลกระทบต่อช่องทางการหารายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ทั้งภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง

การลดดอกเบี้ยครั้งนี้จึงเป็นเพียงการผ่อนคลายแรงกดดันบางส่วนไปเท่านั้น

นอกจากนั้นแล้วในช่วงเวลาเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศลดหย่อนมาตรการควบคุมเงินตรา เพื่อให้ภาคเอกชนและภาคประชาชนสามารถนำเงินตราต่างประเทศออกไปเพื่อการลงทุนหรือซื้อทรัพย์สินในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น

เพื่อระบายและลดแรงกดดันจากการที่มีเงินตราต่างประเทศไหลเข้าเก็งกำไรในตลาดเงินและตลาดทุนของไทย อันเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้นอย่างผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา

ประเด็นที่จะต้องพิจารณาก็คือ ทั้งสองมาตรการนี้พอเพียงต่อการสกัดหรือยับยั้งมิให้ค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้นไปอีกหรือไม่

และมีมาตรการอื่นสามารถเข้ามาเสริมได้หรือไม่

ข้อเสนอจากผู้รู้และผู้อยู่ในแวดวงการเงินจำนวนหนึ่งก็คือ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยและรัฐบาลเร่งผลักดันให้มีการจัดตั้ง “กองทุนการลงทุนแห่งชาติ” (Sovereign Fund) ขึ้น

เพื่อนำเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้ามา ผลักออกไปลงทุนในกิจการหรือแหล่งที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารการเงินอื่นๆ ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

ทำนองเดียวกันกับที่กองทุนเทมาเส็กของประเทศสิงคโปร์ประสบความสำเร็จมาแล้ว และกระทรวงการคลังก็แสดงท่าทีสนับสนุนแนวคิดนี้อยู่แล้ว

จึงขึ้นอยู่กับว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเรื่องนี้อย่างไร

และทันการณ์หรือไม่

บทความก่อนหน้านี้สุราษฎร์ฯฝนหนัก น้ำล้นคลอง ท่วมถนน – บ้าน2ตายาย ระดมช่วยขนของหนี
บทความถัดไปเสียงหนุนแก้รธน.ต่างจากวันประชามติ