Khaosod
Online

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ก.พ. 2563

สนธิรัตน์ สนธจรวงศ์ มาตรการรับมือ‘ศึกใน-นอกสภา’ : สัมภาษณ์พิเศษ

6 ม.ค. 2563 - 00:12 น.

สนธิรัตน์ สนธจรวงศ์ มาตรการรับมือ‘ศึกใน-นอกสภา’ : สัมภาษณ์พิเศษ

สนธิรัตน์ สนธจรวงศ์ มาตรการรับมือ‘ศึกใน-นอกสภา’ - “เราพยายามบริหารระบบของสภาให้อยู่จนครบเทอม เพื่อให้การทำงานของรัฐบาลต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยๆ จะเป็นจุดอ่อนในการบริหาร”

ปี 2563 นี้รัฐบาลอาจต้องเผชิญทั้งศึกในและศึกนอกสภา ซึ่งจะเข้มข้นขึ้น

ทั้งการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเป็นประเด็นเขย่ารัฐบาลได้ทั้งสิ้น

แม้กระทั่งคดีความที่ฝ่ายค้านตกเป็นจำเลย แถมปัญหาเศรษฐกิจก็ถาโถม

รัฐบาลเตรียมรับมืออย่างไร มีคำตอบจาก นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ

n มองสถานการณ์การเมืองปี 2563 อย่างไร

ในเชิงการเมืองคงเป็นปีที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพราะรัฐบาลยังมีความแตกต่างเรื่องจำนวนเสียงส.ส.กับฝ่ายค้านอยู่ไม่มาก ฉะนั้นการบริหารจัดการของรัฐบาลต้องดำเนินไปด้วยความระมัดระวัง และต้องทำให้จำนวนเสียงของรัฐบาลมั่นคง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการเป็นรัฐบาลพรรคร่วมที่ต้องบริหารจัดการให้ดี

ส่วนสถานการณ์การเมืองที่หลายฝ่ายคาดว่าจะนำไปสู่สถานการณ์ที่แปลกแยกนั้น คิดว่าทั้งหมดอยากเห็นทุกฝ่ายดำเนินการให้อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างจะผ่านไปได้ ถ้าทุกฝ่ายยึดหลักและระบบแบบนี้คิดว่าเราจะกลับสู่ประชาธิปไตยและใช้ความเป็นประชาธิปไตยขับเคลื่อนงานการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน

ในฐานะที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ต้องทำการเมืองให้นิ่ง เพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพในการขับเคลื่อนนโยบาย ถ้ารัฐบาลทำตามนโยบายได้ดีก็จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจะนำไปสู่ความเข้มแข็งของพรรคในอนาคต เป็นวงจรในลักษณะนี้ต่อไป

ตอนนี้ส่วนตัวดูแลในฐานะเลขาธิการ ก็มีหน้าที่ทำการเมืองให้มีเสถียรภาพ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ใดก็ตาม เพราะศักยภาพการเมืองจะมีผลต่อการทำงานแก้ปัญหาให้กับประชาชนของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งรัฐบาลตระหนักดีและทุ่มเทมาตรการลงไปเพื่อแก้ปัญหา

เชื่อมั่นว่าในปี 2563 นี้หลายมาตรการจะประสบความสำเร็จ เพราะรัฐบาลทำไปแล้วหลายอย่างและแก้ปัญหาได้ดีในหลายเรื่อง ขณะที่หลายเรื่องก็ต้องใช้เวลาในการแก้ไข

n แสดงว่านโยบายที่หาเสียงไว้ปีนี้จะปรากฏภาพชัดเจนขึ้น

การทำงานของพรรคช่วงต้นรัฐบาลจะเห็นว่ายังไม่เร่งรีบมากนัก เพราะเราเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และให้ความสำคัญกับการนำนโยบายพรรคร่วมทั้งหมดมาขับเคลื่อนเป็นนโยบายของรัฐบาล อะไรที่เราคุยกับพรรคร่วมแล้วเป็นไปในทิศทางเดียวกัน พรรคพลังประชารัฐก็จะขับเคลื่อนต่อ

เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จะดำเนินการต่อตามที่หาเสียงไว้ โดยเปิดลงทะเบียนเพิ่มเติมสำหรับผู้ตกสำรวจ และใช้มาตรการให้เกิดประโยชน์กับประชาชน รวมทั้งการพักหนี้กองทุนหมู่บ้านที่ดำเนินการไปบ้างแล้ว

เรื่องสินค้าเกษตรที่เอานโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลมาผสมกับนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ เช่น การประกันรายได้สินค้าเกษตร อาทิ เรื่องข้าวที่เราผสมระหว่างการประกันรายได้กับนโยบายค่าเก็บเกี่ยวผลผลิตของพรรค โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรเกิดความมั่นคงทางรายได้ รวมทั้งปาล์มน้ำมัน ที่ร่วมกับพรรคร่วมประกันตัวปาล์มน้ำมันที่ 4 บาทต่อกิโลกรัม บวกกับมาตรการน้ำมันบี 10 หากทิศทางเป็นแบบนี้เกษตรกรจะมั่นคง

นอกจากนั้นจะทยอยดำเนินการตามนโยบายที่หาเสียงไว้ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ แต่ด้วยข้อจำกัดที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค การทำนโยบายต้องมีการผสมผสานระหว่างของพรรคร่วมและพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นนโยบายของพรรคใดพรรคหนึ่งอย่างเดียวไม่ได้

n โหรวิเคราะห์ไปทางเดียวกันว่าปีนี้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์จะเจอสภาวะที่หนักและเหนื่อย ในการฟันฝ่าปัญหา

โหรทำนายทุกปี มีทั้งลำบาก ไม่ค่อยมีสบาย และคำทำนายก็เป็นข้อมูลหนึ่งที่เอามาใช้บริหารจัดการเตรียมการ แต่คิดว่าถ้ารัฐบาลทำหน้าที่ตัวเองเต็มความสามารถและดีที่สุดแล้ว สิ่งใดที่จะเกิดขึ้นโดยที่เราควบคุมไม่ได้ก็ต้องบริหารจัดการกันต่อไป

n ปัจจัยนอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลที่น่าเป็นห่วงในปีนี้

รัฐบาลอยากผลักดันนโยบายให้เกิดผลกับประชาชน และเป็นห่วงเรื่องเศรษฐกิจ ภัยแล้ง รวมทั้งการเร่งเปลี่ยนผ่านประเทศ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่ดำเนินการไปแล้วการดึงดูดการลงทุน สร้างความเข้มแข็งของภาคเศรษฐกิจทั้งมหภาคและจุลภาค ควบคู่กับปัญหาสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชน ให้ก้าวไปทันกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่เป็นภาระใหญ่ของรัฐบาล ซึ่งแต่ละกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้

ปัญหาลักษณะนี้เกิดกับหลายประเทศไม่เฉพาะไทย เราต้องแก้ไขและคิดว่ารัฐบาลจะทำเต็มที่ เพราะเวลานี้พรรคร่วมก็ทำงานเข้าขากันมากขึ้น ถ้าสภานิ่งมีเสถียรภาพรัฐบาลก็จะทำในสิ่งที่ตั้งใจได้มากขึ้น

เป็นความปรารถนาอยู่แล้วว่าเราจะบริหารงานให้ครบเทอม เราพยายามบริหารระบบของสภาให้อยู่จนครบเทอม เพื่อให้การทำงานของรัฐบาลต่อเนื่อง การเปลี่ยน แปลงรัฐบาลบ่อยๆ จะเป็นจุดอ่อนในการบริหารจัดการประเทศ ซึ่งประเทศจะเดินหน้าและแก้ไขปัญหาได้คือรัฐบาลต้องมีความมั่นคงและบริหารต่อเนื่อง

ส่วนการปรับเปลี่ยนครม. เพื่อให้บุคคลที่บริหารงานสอดคล้องกับงาน เป็นเรื่องธรรมดาและปกติของระบบที่เกิดขึ้นได้ เมื่อมีปัจจัยที่เหมาะสม และปรับเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีทำให้รัฐบาลเข้มแข็งขึ้น แต่ ครม.ทำงานมาเพียง 5 เดือน ถือว่าระยะเวลาสั้นมาก

n การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ฝ่ายค้านหวังผลเขย่าเสถียรภาพรัฐบาลจะรับมืออย่างไร

เมื่อเป็นพรรคการเมืองต้องพร้อมรับมือกับกลไกที่จะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ในระบบสภาผู้แทนราษฎร ทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่จะเข้าสู่วาระ 2 และ 3 เราเตรียมพร้อมชี้แจงสิ่งเหล่านี้ เพื่อทำความเข้าใจกับสาธารณชนที่เกิดคำถามกับตัวบุคคลและนโยบายของพรรคและรัฐบาล

ส่วนบรรยากาศในสภาที่จะเกิดขึ้น ถือเป็นปกติที่จะดุเดือดและไม่ดุเดือดบ้างตามวาระที่พิจารณา เป็นความสวยงามของสภา และเป็นการดำเนินการตามสิทธิและหน้าที่ที่จะใช้สภาเป็นกลไกบริหารจัดการบ้านเมือง

เมื่อมีความเห็นต่างก็ต้องใช้เวทีสภามาพูดกัน หากเห็นไม่ตรงกันก็อาจดุเดือดบ้าง เป็นสีสันในสภา เมื่อฝ่ายค้านจะอภิปรายก็ต้องนำเสนอว่าข้อมูลจะมีผล กระทบกับรัฐบาล ส่วนรัฐบาลก็มีข้อเท็จจริงที่ต้องเตรียมชี้แจง หักล้างข้อมูลฝ่ายค้านที่จะนำมาเป็นประเด็น ซึ่งรัฐบาลก็ต้องเตรียมชี้แจง

n การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นประเด็นถกเถียงและเกิดความขัดแย้ง

คิดว่าทุกฝ่ายเห็นตรงกัน และมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาหลักเกณฑ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ต้องรอดูผลก่อนว่าเป็นอย่างไรและจะนำไปสู่สิ่งใด ขึ้นอยู่กับการศึกษา แต่ทุกฝ่ายมาร่วมกันศึกษาเพื่อให้เห็นพ้องต้องกัน

จึงไม่เชื่อว่ามีอะไรที่จะทำให้เกิดความแตกแยกกัน เมื่อเราใช้กลไกของกรรมาธิการแล้วพบว่าสิ่งใดที่มีประเด็นก็นำกลับเข้ามาที่สภาเพื่อหารือและแก้ไขกันต่อไป เพราะสภาคือจุดเริ่มในการแก้ไข ส.ส.ทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องมานั่งพูดคุยกัน

n ความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองต่างๆ จะเป็นปัจจัยนอกเหนือการควบคุม อาจทำให้การบริหารของรัฐบาลสะดุด

พรรคการเมืองต้องพร้อมในทุกสถานการณ์ เราประเมินการเมืองอย่างหลากหลาย และเตรียมพร้อมทั้งเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นทั้งในแง่บวกและลบ ที่ผ่านมาเราเรียกร้องประชาธิปไตยกันตลอดเวลา และเพิ่งเปลี่ยนผ่านกลับเข้าสู่ประชาธิปไตย

ถ้าทุกฝ่ายจะช่วยกันประคับประคองระบอบประชาธิปไตยโดยอยู่ในกรอบของกฎหมาย คิดว่าทุกฝ่ายก็ทำได้และถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่หนักใจ เพราะทุกคนมีสิทธิดำเนินการทางการเมืองภายใต้สิทธิและเสรีภาพและกติกาตามรัฐธรรมนูญ ถ้าทุกคนไม่ว่าจะกลุ่มใด พรรคใด เคารพตรงนี้ เรื่องต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นก็จะแก้ไขได้ด้วยตัวเอง

n หากเกิดอุบัติเหตุกับพรรคใดพรรคหนึ่ง จะมีส.ส.ย้ายขั้วมาร่วมกับพลังประชารัฐมากขึ้น

เป็นการประเมินว่าจะเกิดสถานการณ์ต่างๆ แต่การเมืองคงไปคาดเดาอะไรไม่ได้ ทั้งหมด แต่พรรคพลังประชารัฐมีหน้าที่สร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบาล เพื่อเป็นความหวังของประชาชนได้

สถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนไปจะเกิดในรูปแบบใดก็ตามก็เป็นไปตามกลไก หากพรรคมีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและมีความสามารถในการใช้นโยบายของพรรค โดยมีรัฐมนตรีของพรรคขับเคลื่อนงานของรัฐบาล หากทำได้ดี เกิดประโยชน์กับประชาชน ไม่ว่าสถานการณ์การเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างไร พรรคพลังประชารัฐก็จะเดินหน้าต่อไปได้

n ในส่วนพรรคพลังประชารัฐ หลังปรับโครงสร้างการบริหารจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงการทำงานที่ชัดเจนอย่างไร

มั่นใจว่าพรรคจะมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการมากขึ้น จะมีระบบในการทำงานและก้าวสู่การเป็นสถาบันทางการเมืองในอนาคตต่อไป ทิศทางการทำงานของพรรคกำลังเดินหน้าไปด้วยดี

ปีนี้พรรคพลังประชารัฐจะปรับเปลี่ยนงานการเมืองที่พัฒนาจากเดิม เมื่อเรามีส.ส.หน้าใหม่ 60-70 คน และมาจากหลากหลายกลุ่มในช่วงที่ตั้งพรรคกันมา เวลานี้มีความคุ้นเคยและเข้าใจกันมากขึ้น

เมื่อโครงสร้างพรรคเปลี่ยนแล้วเชื่อว่าพรรคจะมีประสิทธิภาพในการทำงานการเมืองเพิ่มขึ้น ขอให้มั่นใจว่าเราจะมีอะไรดีๆ ออกมา โดยเฉพาะเรื่องการสื่อสารกับประชาชน

n จะประสานงานกับกลุ่มก๊วนในพรรคที่มีบทบาทและอำนาจต่อรองที่มากขึ้นอย่างไร

ธรรมชาติของการเมืองย่อมมีความเห็นของคนที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเดียวกันหรือต่างพรรค แต่ละพรรคมีคนที่รักใคร่ชอบพอ คบหากัน เป็นเรื่องปกติของทุกพรรค

แต่ในพรรคพลังประชารัฐไม่ได้มีปัญหาเรื่องกลุ่มก๊วนต่อรองทางการเมืองมากนัก ถึงจะเห็นว่ามีกระแสในเรื่องเหล่านี้ และวิเคราะห์กันไป แต่จริงๆ แล้วในพรรคไม่มี เวลามีอะไรกันมีการหารือและแก้ปัญหากันภายใน และเรายึดโยงการทำงานลักษณะตัวแทนภาค ยุทธศาสตร์ภาคและตัวแทนส.ส.ที่จะทำงานประจำในภาคนั้นๆ ที่จะสะท้อนปัญหาของภาคและการบริหารให้สอดคล้องกับทิศทางพรรค

เมื่อเราปรับโครงสร้างแล้วจะทำให้ส.ส.ส่งปัญหาเข้าถึงผู้บริหาร ซึ่งจะเกิดขึ้นแน่นอน เมื่อเรามีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ภาค มีคณะกรรมการภาค และมีการปรับคณะกรรมการบริหารพรรคที่มีตัวแทนจากภาคต่างๆ เข้ามาทำหน้าที่ จะเชื่อมโยงกัน และทั้งสองกลไกจะนำไปสู่การจัดการของพรรคที่เชื่อมโยงกับความต้องการของส.ส.ภาคต่างๆ และประชาชน

พูดจริงๆ แล้วพรรคเราไม่ค่อยมีปัญหา พลังประชารัฐปัญหาไม่เยอะ ถ้าเทียบกับความเป็นพรรคใหญ่และมีความหลากหลายของสมาชิกขนาดนี้ ก็ไม่ถือว่ามีปัญหาอะไรมากมาย

และอย่ามองว่าพรรคเรามีปัญหา เราเป็นพรรคใหญ่ขนาดนี้และดำเนินการมาได้ถึงขนาดนี้ ถือว่ามีปัญหาน้อยมาก ปัญหาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ถือเป็นเรื่องปกติของการอยู่รวมกันเป็นพรรค แต่ปัญหาใหญ่ไม่มีอะไร


ติดตามข่าวสด


ข่าวเด่นประจำวัน













ภาพที่



อัลบั้มภาพ สนธิรัตน์ สนธจรวงศ์ มาตรการรับมือ‘ศึกใน-นอกสภา’ : สัมภาษณ์พิเศษ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง