ประชาชน-ความผูกพันกับในหลวง

การเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นความเศร้าเสียใจครั้งประวัติศาสตร์ การถวายความอาลัยนั้นกระจายไปทั่วทุกแห่งหน ไม่เฉพาะระดับผู้นำและประมุขของนานาประเทศ ยังรวมถึงบุคคลสามัญชนทั่วไปด้วย

ความโศกเศร้าอาลัยนี้ยังนำมาซึ่งความทรงจำถึงพระองค์ โดยเฉพาะประชาชนที่เคยมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ

คุณยายแขน้อย ใช้จำเริญ หรือคุณยายอ้วน อายุ 77 ปี ชาวอำเภอบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ถือพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯมาประตูระบายน้ำบางยาง เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ.2496 ขณะเล่าทั้งน้ำตาถึงสมัยที่ไปเฝ้าฯ รับเสด็จ

p0161171059p3

ตอนนั้นคุณยายเป็นเด็กอายุ 12 ปี ไปเฝ้าฯรับเสด็จทั้งสองพระองค์ ด้วยความเป็นเด็กของตน จึงได้พยายามที่จะเข้าไปดูให้ใกล้ที่สุด ซึ่งตำรวจไม่ได้กั้นเท่าไรนัก

“ยายได้ยืนอยู่ใกล้ๆ กับด้านหลังของสมเด็จพระราชินี ในตอนนั้นก็รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นพระเจ้าแผ่นดิน พอเวลาผ่านมา ความตื่นเต้นกลายเป็นความปลาบปลื้มยินดี ยายพยายามตามหารูปที่ทั้งสองพระองค์ท่านเคยเสด็จฯมาประตูระบายน้ำบางยาง จนในที่สุดก็มีช่างภาพใจดี แต่ตอนนี้ได้เสียชีวิตไปแล้ว มอบภาพมาให้แล้วบอกว่า มียายติดอยู่ในภาพด้วย ยายก็เก็บรักษาไว้ตลอดมา”

คุณยายแขน้อยยังเล่าอีกว่า นอกจากภาพนี้แล้ว ยังเก็บพระบรมฉายาลักษณ์ทุกภาพที่มีในหลวง และนำมาติดไว้ในสมุด บางภาพนั้นก็เก่าและขาดเพราะหยิบจากหนังสือพิมพ์ที่มีคนอ่านแล้ววางไว้ เนื่องจากสมัยก่อนนั้นภาพถ่ายยังหาได้ยาก โทรทัศน์ก็ไม่ค่อยมี จะหาได้ก็ตามหนังสือพิมพ์เท่านั้น

ในตอนท้ายคุณยายเล่าว่า ตั้งใจที่จะใส่เสื้อดำเป็นเวลา 30 วัน และยังอยากจะไปสรงน้ำพระบรมศพพระองค์ท่านด้วย แม้ว่าทุกวันนี้สภาพร่างกายชราภาพมากเดินไม่ค่อยไหวก็ตาม

ช่วงเวลาเดียวกัน ณ บ้านเลขที่ 20 หมู่ 10 บ้านนานกเค้า ต.ห้วยยาง อ.เมืองสกลนคร คุณตาส่อม วงค์สีดา อายุ 87 ปี นำภาพที่ตนเองเข้าเฝ้าฯในหลวงและสมเด็จพระราชินีออกมาให้ชมเช่นกัน

คุณตาส่อมเล่าว่า ภาพที่ถ่ายไว้เป็นภาพที่ถ่ายเมื่อปี 2522 ที่บ้านนานกเค้า ตอนนั้นทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และได้เข้าเฝ้าฯอย่างใกล้ชิด ปลาบปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง

จากนี้ไปจะยังคงน้อมนำเอาแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ ทุกเช้าจะนึ่งข้าว ทำบุญตักบาตรทุกวัน

บุคคลในภาพที่คนหนึ่งปลาบปลื้มที่สุดในชีวิตที่ได้เข้าเฝ้าฯในหลวงอย่างใกล้ชิดและหลายครั้ง ชื่อ นายเสถียร มีบุญ อายุ 69 ปี อยู่บ้านเลขที่ 29 หมู่ 13 ต.พานพร้าว อ.ศรีเชียงใหม่ สมาชิกสภา อบจ.หนองคาย นำภาพที่ใส่กรอบเก็บไว้ที่บ้านอย่างดีมาให้ดู

นายเสถียรกล่าวว่า ทั้งสองพระองค์เสด็จฯมาทรงประกอบพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดหนองคาย ถึง 9 ครั้ง ตนเองมีโอกาสเฝ้าฯรับเสด็จกับพ่อแม่ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ จากนั้นในปี 2535 สองพระองค์เสด็จฯมาสนทนาธรรมกับหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ที่วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ตนในขณะนั้นเป็นกำนันตำบลพานพร้าวและเป็นวิทยากรลูกเสือชาวบ้าน ใส่ชุดลูกเสือไปรอเฝ้าฯรับเสด็จ

พอพระองค์สนทนาธรรมเสร็จแล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินมาหาประชาชนที่เฝ้ารอ ทรงหยุดที่ตรงหน้าตนถามว่า “เป็นลูกเสือใช่ไหม” ตนตอบว่า “ครับ” จากนั้นจึงกราบบังคมทูลว่าตนเป็นวิทยากรให้กับชาวเวียดนามที่อยู่ใน อ.ศรีเชียงใหม่ ได้ฝึกเป็นลูกเสือชาวบ้านตามโครงการลูกเสือชาวบ้านรวมใจภักดิ์

จากนั้นในปี 2539 มีโอกาสเข้าเฝ้าฯรับเสด็จที่วัดหินหมากเป้งอีกครั้ง เมื่อสนทนาธรรมเสร็จ พระองค์เสด็จฯมาพบประชาชน และตรงมาหาตน ตรัสว่า “กำนันสบายดีไหม” ตนซาบซึ้งตื้นตันใจจนพูดไม่ออก ไม่นึกว่าพระองค์จะจดจำได้ จากนั้นตรัสถามว่า “ประชาชนทำอะไร ปลูกอะไรกันบ้าง และมีอะไรที่จะให้ช่วยบ้าง” ตนจึงกราบบังคมทูลรายงานข้อมูลด้านการเกษตร และความต้องการน้ำเพื่อการเพาะปลูกให้ทรงทราบ เป็นเวลานานถึง 45 นาที พระองค์ทรงตั้งพระราชหฤทัยกับข้อมูลที่ได้ฟังมาก

กระทั่งปี 2558 เมื่อมีการประกาศตามหาบุคคลในภาพ ซึ่งตนเป็นหนึ่งในนั้น ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯที่โรงพยาบาลศิริราช พระองค์ตรัสถามทุกคนที่เข้าเฝ้าฯว่า “สบายดีไหม” เป็นอีกครั้งที่สร้างความปลาบปลื้มตื้นตันใจในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์เป็นล้นพ้น

จากนี้ไปตนจะเดินตามรอยพระบาทของพระองค์จนกว่าชีวิตตนเองจะหาไม่

นอกจากชาวไทยแล้ว ยังมีชาวต่างชาติที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯและเขียนเล่าถึงในหลวงของประเทศไทยด้วย

นายเดนิส เกรย์ ผู้สื่อข่าวในสังกัดสำนักข่าวเอพี สหรัฐอเมริกา ทำข่าวในประเทศไทยและเพื่อนบ้านมากว่า 40 ปี เขียนในรายงานว่า ตนเองมีโอกาสเข้าเฝ้าฯในหลวงครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ.2551 ที่พระราชวัง พระองค์ฉลองพระองค์สูทตะวันตก ประทับบนพระเก้าอี้ในลักษณะทรงผ่อนคลายและทรงแย้มพระโอษฐ์ ดูเหมือนพระองค์พระเกษมสำราญขณะพระราชทานสัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่างประเทศกลุ่มเล็กๆ พระองค์ตรัสเป็นภาษาอังกฤษอย่างดีเยี่ยมและทรงเป็นกันเอง มีเกร็ดและพระอารมณ์ขัน ในช่วง 2 ชั่วโมง

พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ปฏิบัติตามพระราชประเพณีอย่างเคร่งครัดและทรงมีพระจริยวัตรอย่างเรียบง่ายและเข้ากับยุคสมัยใหม่ ทรงได้รับการหล่อหลอมระหว่างพุทธศาสนิกชนกับชาวตะวันตก เนื่องจากเสด็จพระราชสมภพที่รัฐแมสซาชูเซตส์ และทรงใช้ชีวิตในสวิตเซอร์แลนด์หลายปีกับพระราชมารดาผู้ทรงเป็นที่รักยิ่ง

พระองค์ตรัสว่า “มีคนบอกว่าราชอาณาจักรเหมือนพีระมิด พระมหากษัตริย์ประเทศอื่นทรงอยู่สูงสุด แต่ในประเทศไทยนั้นกลับตรงกันข้าม” พระองค์แย้มพระโอษฐ์กว้างและตรัสพร้อมชี้ไปที่พระอังสา (ไหล่) ว่า “นี่เป็นสาเหตุที่บางครั้งข้าพเจ้าปวดเมื่อยตรงนี้”

นายเกรย์เขียนว่า ช่วงเวลาที่พระองค์เสด็จฯพื้นที่ทุรกันดารน่าจะเป็นช่วงที่ทำให้ทรงวางวิสัยทัศน์ของประเทศไทย เป็นการวางรากสังคมเกษตรกรรมที่พอเพียง มากกว่าทะเยอทะยานที่จะมุ่งเน้นไปสู่สังคมเมือง

p0161171059p1p0161171059p2-copy-2 p0161171059p2-copy

บทความก่อนหน้านี้หมอทรัพย์ สวนพลู : ดวงประจำวันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม 2559 ราศีใดโชคดีได้รับทรัพย์สินเป็นอันมาก
บทความถัดไปสลด! รถทหารไปช่วยงานตักบาตรเทโวฯ เสียหลักหมุนฟาดถนน พลทหารดับต่อหน้าเพื่อนสุดเศร้า