แอสเสทเวิรด์เตรียมโฉมพันธุ์ทิพย์ประตูน้ำสู่มิกซ์ยูส-ชูกลยุทธ์เสี่ยงน้อย

แอสเสทเวิรด์เปิดยุทธศาสตร์จับมือบริษัทในกลุ่มทีซีซีเติบโตยั่งยืน – 3 ปี เตรียมปรับโฉมพันธุ์ทิพย์ประตูน้ำ สู่มิกซ์ยูส

เตรียมปรับโฉมพันธุ์ทิพย์ประตูน้ำ – นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยว่า แผนสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งให้กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ทั้งประเภทอาคารสำนักงานให้เช่า และศูนย์การค้า ค้าส่ง ภายใต้กลยุทธ์ Barbell Strategy หรือการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้สร้างผลตอบแทนให้ได้มากที่สุดโดยใช้ความเสี่ยงน้อยที่สุด

ซึ่งกลยุทธ์นอกจากการปรับปรุงพื้นที่เดิมให้มีความทันสมัย ปลอดภัยมากขึ้น และเพิ่มพื้นที่ค้าปลีก เพื่อให้สามารถปรับขึ้นราคาค่าเช่าจากอัตราเดิมได้แล้ว เช่นที่บริษัทได้ดำเนินในส่วนของอาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ สาทร ส่งผลให้ปัจจุบันค่าเช่าเฉลี่ยที่ 750 บาท/ตร.ม./เดือน จากเดิมอยู่ที่ 400 บาท เป็นต้น ในขณะเดียวกันจะอาศัยจุดแข็งของทีซีซี กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่ถือหุ้นในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ เพื่อสร้างเน็ตเวิร์กในการทำการตลาดร่วมกันในรูปแบบ อีโค ซิสเต็ม โดยจะดำเนินการภายใต้แอพพลิเคชั่น AWC ที่จะเปิดตัวในปี 2563 โดยจะเริ่มใช้งานกับผู้เช่าในอาคารเอ็มไพร์ ทางเวอร์ เป็นแห่งแรก เนื่องจากเป็นอาคารขนาดใหญ่ 1.8 แสนตร.ม. มีอัตราการเช่าพื้นที่ประมาณ 84% และปัจจุบันมีคนทำงานในอาคารทั้งสิ้นราว 26,000 คน สามารถโหลดแอพพลิเคชั่นเพื่อรับสิทธิประโยชน์ส่วนลดค่าสินค้าและบริการในเครือทีซีซี เช่น สตาร์บัคส์ เป็นต้น

นอกจากนี้ บุคคลภายนอกที่จะเข้ามาประชุมที่อาคารนี้ก็สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อไม่ต้องแลกบัตรและยังจองสิทธิจอดรถได้ด้วย โดยที่บริษัทยังได้ฐานข้อมูลลูกค้าเพื่อนำมาใช้ในการเสนอสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้เป็นต้น

โดยเฉพาะโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ซึ่งปัจจุบันเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ โดยบริษัทมีแนวคิดร่วมกับ ไทยเบฟเวอเรจ ในเครือทีซีซี ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของสิทธิสตาร์บัคส์ในไทย ลงทุนสร้างสาขาแฟลกชิพ สโตร์ ขนาดใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

นอกจากนี้ ในส่วนของธุรกิจศูนย์การค้าจะมีการปรับโครงสร้างพื้นที่ภายในทั้งหมดโดยจะเพิ่มส่วนผสมของพื้นร้านอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคปัจจุบัน ตลอดจนมีพื้นที่กิจกรรมที่จะเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับดึงดูดให้คนเข้ามาท่องเที่ยวได้ด้วย (Attractive) พร้อมกับจะเปลี่ยนชื่อแบรนด์ใหม่ภายใต้ วันนา (wanna) อีท วันนาชิลล์ วันนาช้อป และวันนาเพลย์ ขณะที่จะอาศัยจุดแข็งเดิมเช่นพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ซึ่งรู้จักในเรื่องศูนย์รวมไอที จะเข้าไปเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของแต่ละศูนย์การค้า ที่สำคัญในส่วนของพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ บริษัทมีแผนเตรียมจะทุบอาคารเดิมเพื่อพัฒนาโครงการใหม่ให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นจาก 60,000 ตร.ม.เป็น 1.7 แสนตร.ม. บนพื้นที่ทั้งหมด 10 ไร่ เพื่อเพิ่มการใช้งานที่หลากหลายขึ้น (มิกซ์ยูส) ภายในระยะ 2-3 ปีจากนี้ ซึ่งในเบื้องต้นจะพัฒนาเป็นอาคารสำนักงาน โรงแรม และพื้นที่ค้าปลีก ที่สำคัญจะมีการก่อสร้างอาคารที่สามารถเชื่อมต่อไปยังบริเวณโรงแรมสยามเคมปินสกี้ ได้ด้วย

ในขณะเดียวกันยังมีการลงทุนโครงการใหญ่อีก 1-2 โครงการ มูลค่าโครงการละ 20,000 ล้านบาท ทั้งในพื้นที่พัทยา ซึ่งอนาคตจะเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟความเร็วสูง และโมโนเนล ทำให้การเดินทางจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง ดังนั้นเตรียมแผนพัฒนาเป็นโรงแรมและศูนย์ประชุมนานาชาติที่ดีที่สุด เพื่อดึงการประชุมระดับโลกมาใช้บริการ พร้อมกับศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์และจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาลงทุนพื้นที่เวิ้งนครเกษม ในรูปแบบมิกซ์ยูสเช่นเดียวกัน มูลค่าการลงทุน 20,000 ล้านบาท โดยจะยังคงอาคารเก่าที่อนุรักษ์ไว้บริเวณโดยรอบถนน และจะพัฒนาที่ดินภายในเป็นโรงแรม ศูนย์การค้า และจะมีหอคอยสถาปัตยกรรมจีน สำหรับให้คนเข้าไปสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น

“แอสเสทเวิรด์ เป็นธุรกิจของคนไทย 100% เราต้องการพัฒนาที่ดินเพื่อสร้างหารเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทย ทั้งยังมีโอกาสเติบโตของราคาอสังหาริมทรัพย์และค่าเช่าในอนาคตด้วย เนื่องจากปัจจุบันราคาที่ดินในไทยเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกันยังถือว่าถูกมาก อีกทั้งเนื่องจากการลงทุนขนาดใหญ่ทำให้มีประสิทธิภาพในเชิงการบริหารต้นทุนได้ ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวประเทศไทยยังเพิ่มขึ้นทุกปี และสังคมเมืองที่ยังเติบโตขึ้นอีกในอนาคต ตลอดจนการเดินกลยุทธ์ทั้งหมดของบริษัทจะไม่ถูกผลกระทบจากตลาดอีคอมเมิร์ซแน่นอน” นางวัลลภา กล่าว

บทความก่อนหน้านี้สาวควบ จยย. เปลี่ยนเลน แซงซ้าย แต่ไม่พ้น พุ่งเสียบคาท้าย 6 ล้อ ร่างยังคร่อมรถอยู่
บทความถัดไปJabz นักแข่งอีสปอร์ตไทย จอดป้ายรอบแรก DOTA 2 TI9 แต่ยังรับ 15 ล้าน