‘ดุสิตธานี’เปิดแผนสร้างสมดุลธุรกิจโรงแรม-ขยายงานบริหาร-กระจายลงทุน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรมและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทย เปิดเผยว่า ตลอด 9 เดือนที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ยุติการให้บริการ เพื่อปรับปรุงและสร้างขึ้นใหม่ โดยจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบผสม หรือมิกซ์ยูส ภายใต้โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มูลค่า 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะประกอบด้วยพื้นที่ค้าปลีก 90,000 ตร.ม. อาคารชุดพักอาศัยสูง 69 ชั้น มีห้องชุดพักอาศัยรวมกว่า 300 ยูนิต โดยออกแบบให้มี 2 ส่วน คือ ดุสิตธานี เรสซิเดนเซส เป็นลักชัวรี่คอนโดมิเนียม ขนาดห้องตั้งแต่ 120-600 ตร.ม. และ ดุสิต พาร์คไซด์ เป็นไลฟ์สไตล์คอนโด ขนาดเริ่มที่ 60 ตร.ม.

โดยล่าสุดอยู่ระหว่างสร้างสำนักงานขายและห้องตัวอย่าง คาดว่าจะเปิดการขายในไตรมาส 1 ปี 2563 โดยเมื่อปี 2560 ได้ประเมินราคาขายไว้ที่ 280,000 บาท/ตร.ม. เนื่องจากเป็นคอนโดฯ เช่ากรรมสิทธิ์ 60 ปี แต่อย่างไรก็ดี จะมีการประเมินสถานการณ์ตลาดอีกครั้งก่อนจะเปิดการขายอย่างเป็นทางการ ประกอบกับบริษัทไม่มีความกังวลในเรื่องของการขายมากนัก เนื่องจากขณะนี้มีลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจรวมแล้วกว่า 60 ราย ซึ่งเป็นทั้งกลุ่มคนรักดุสิตธานี และกลุ่มลูกค้าที่มองเห็นศักยภาพของโครงการ ได้วางเงินจองไว้ตั้งแต่ยังไม่กำหนดราคาที่ชัดเจน นอกจากนี้ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เอง ก็ยังมีฐานลูกค้าต่างชาติกว่า 100 ราย ที่เดินทางมาพักทุกปีๆ ละ 30-60 วัน ทำให้บริษัทมีแผนจะทำตลาดสำหรับกลุ่มต่างชาติที่ต้องการซื้อลงทุน ขณะที่บริษัทจะเป็นผู้บริหารห้องพักให้ด้วยเช่นกัน

“การพัฒนาดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค จะแบ่งเป็นเฟส โดยเฟสแรกคือส่วนของโรงแรม 39 ชั้น จะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดบริการบางส่วนในปลายปี 2564 ก่อนที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางในวันที่ 27 ก.พ. 2565 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่เปิดโรงแรมดุสิตธานี ครั้งแรก หลังจากนั้นจะทยอยเปิดให้บริการอาคารสำนักงาน 49 ชั้น และคอนโดมิเนียม ซึ่งจะแล้วเสร็จทั้งโครงการคาดว่าจะไตรมาส 1 ปี 2567”

นางศุภจี กล่าวและว่าแผนสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจภายใต้ 3 เป้าหมาย คือ สร้างสมดุลย์ของรายได้จากธุรกิจโรงแรม 70% ธุรกิจบริหาร 15% และธุรกิจลงทุน 15% โดยลดการพึ่งพิงรายได้จากธุรกิจโรงแรมซึ่งในอดีตมีสัดส่วนสูงถึง 88% ทำให้บริหารความเสี่ยงเป็นได้ยากหากเกิดเหตุการณ์การเมืองไม่ว่าจะในหรือต่างประเทศ รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจและค่าเงินก็มีผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยว ในขณะเดียวกันก็มีแผนขยายการลงทุนโรงแรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งเปิดแบรนด์โรงแรมใหม่ๆ ด้วยการเข้าลงทุนใน อีลิธ เฮเวนส์ ผู้นำในธุรกิจบริหารและให้เช่าวิลล่าหรูในเอเชีย รวมถึงการเปิดแบรนด์โรงแรมอาศัย จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่ง 2 แห่งแรกจะเปิดให้บริการในปีหน้า คือที่เยาวราช และสาทร 12 และเตรียมจะลงทุนเปิดในประเทศฟิลิปปินส์ เมียนมา และอะกิฮาบารา ญี่ปุ่น ด้วยฯ ทำให้ปัจจุบันบริษัทมีโรงแรมและวิลล่าทั้งหมด 271 แห่ง มีจำนวนห้องทั้งหมด 8,579 ห้อง ใน 14 ประเทศทั่วโลก และภายในปี 2565 จะมีจำนวนห้องพักเพิ่มเป็นกว่า 20,000 ห้อง โดยครอบคลุมมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก

นอกจากนี้ ล่าสุดบริษัทยังได้เปิดตัวโรงแรม ดุสิต สวีท ราชดำริ กรุงเทพฯ บนถนนราชดำริ เยื้องสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ราชดำริ 100 เมตร ประกอบด้วยห้องสวีตทั้งหมด 97 ห้อง ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกในเครือที่ห้องพักทุกห้องเป็นห้องสวีต รองรับลูกค้าที่พักทั้งระยะสั้นและระยะยาว ขณะเดียวกันยังได้เปิดร้านอาหารแบบสแตนด์ อะโลน เป็นแห่งแรก ภายใต้ชื่อ บ้านดุสิตธานี โดยปรับปรุงบ้านหลังใหญ่ที่มีอายุกว่าร้อยปีในซอยศาลาแดง บนเนื้อที่ 4.5 ไร่ ให้เป็นร้านอาหารที่เคยเปิดให้บริการที่โรงแรมดุสิตธานี คือดุสิต กูร์เมต์ ให้บริการในสไตล์คาเฟ่ มีทั้งอาหารจานหลัก เครื่องดื่มและเบเกอรี่ ร้านอาหารไทยเบญจรงค์ และห้องอาหารเวียดนามเธียนดอง

ส่วนเป้าหมายที่ 3 คือการขยายการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องโดยเฉพาะธุรกิจอาหารภายใต้ บริษัท ดุสิต ฟู้ดส์ จำกัด ซึ่งล่าสุดได้ร่วมทุนกับ เรียลฟู้ด ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารสุขภาพโดยมีช่องทางจำหน่ายในเวอร์จิ้น แอคทีฟ ในแอฟริกาใต้ และมีแผนขยายมาภูมิภาคเอเชีย เริ่มจากไทย โดยสาขาแรกจะเปิดที่วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน ในกลางเดือนนี้ และปีหน้าจะขยายไปสิงคโปร์ จีน รวมถึงตะวันออกกลาง หลังจากที่ผ่านมาบริษัทได้มีการลงทุนในธุรกิจอาหารไปแล้วไม่ว่าจะเป็น บริษัท เอ็นอาร์ เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โพรดิวซ์ จำกัด (NRIP) ผลิตและส่งออกอาหารพร้อมทาน เครื่องปรุงรส ซอส ล่าสุดอยู่ระหว่างพัฒนาอาหารที่ผลิตจากพืชที่ให้โปรตีนสูง รองรับแนวโน้มผู้บริโภคปัจจุบันที่ไม่ทานเนื้อสัตว์หรือสิ่งมีชีวิต และกลุ่มรักสุขภาพ ซึ่งมีโอกาสทางการตลาดสูง รวมถึงบริษัทเตรียมที่จะนำ NRIP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วย รวมถึงการเข้าถือหุ้น 70% ในบริษัท เอ็บเพอคิวร์ เคเทอริ่ง จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจให้บริการอาหารและเครื่องดื่มแก่โรงเรียนนานชาติในไทยกว่า 30 โรงเรียน และปีหน้าเตรียมขยายในเวียดนาม ส่วนเป้าหมายรายได้ของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ 10-15%

บทความก่อนหน้านี้‘ศักดิ์สยาม’ อึ้ง! บอร์ดรถไฟลาออก ต้องเลื่อนนัดซีพีเซ็นสัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน ออกไปอีก 10 วัน
บทความถัดไปPEA ประกาศความพร้อมพลิกธุรกิจพลังงานไฟฟ้า – ลุยจัดงานใหญ่