คติ-สัญลักษณ์ สถาปัตยกรรมไทย : พระธาตุพนม

ชวพงศ์ ชำนิประศาสน์

พระธาตุขนาดใหญ่ของจังหวัดนครพนม มีรูปแบบหรือคติของจักรวาลทัศน์ อันมีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง แต่มิได้เป็นสัญลักษณ์ของศูนย์อำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และชุมชน หากแต่เป็นมหาเจดีย์ที่เป็นสัญลักษณ์ของศรัทธาในบุคคล

ตำนานคือเป็นเรื่องเล่ากัน พระธาตุพนมนั้น ว่ากันว่าพระธาตุพนมมีมาแต่สมัย หลังพุทธกาลที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ประมาณพุทธศตวรรษที่ 8 (มีการขุดพบธรรมจักรที่มีจารึกธัมมจักรกัปวัตนสูตรเช่นเดียวกับรูปเสมาธรรมจักรที่นครปฐม ท่าน มหากัสสปะได้นำเอาพระอุรังคธาตุ (กระดูกหน้าอก) มายังดินแดนแห่งนี้ และมีพระเจ้าแผ่นดินในระดับผู้ครอบครองรัฐ 5 พระองค์ มาช่วยกันสร้างพระเจดีย์ครอบพระอุรังคธาตุไว้

พระธาตุพนมตามรูปนี้เข้าใจว่าเป็นรูปแบบที่ปฏิสังขรณ์พระธาตุนี้โดยพระครูยาหอมหรือพระครูยอดแก้วโพนาสัตหรือ เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก ผู้เป็นพระสงฆ์ที่ชนชาวไทย ลาว ทั้งสองฝั่งให้ความเคารพนับถือ

พระครูโพนสะเม็กมีอายุอยู่ระหว่างปี พ.ศ.2173-2263 หรือมีพรรษาอยู่ในพระพุทธศาสนาตั้งแต่ปี 2293 จนมรณภาพเมื่ออายุได้ 90 ปี

การเข้าไปบูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุพนม มาจากการอพยพเคลื่อนย้ายประชากรลาวจากเวียงจันทน์ในปี พ.ศ.2233 จากความขัดแย้งในการช่วงชิงอำนาจในนครเวียงจันทน์ การเลือกช้างและช่วยเหลือนางสุมังคลา (พระธิดาของเจ้าสุริยวงศา เจ้าเมืองเวียงจันทน์ในปี 2233 ที่ทำให้พระครูโพนสะเม็กพาผู้คน 3,000 คน เคลื่อนย้ายออกจากเมืองเวียงจันทน์ลงสู่ภาคใต้ของลาว เลยไปถึงบางส่วนของดินแดนกัมพูชา และในที่สุดก็ย้อนกลับขึ้นไปทางเหนือฝั่งขวาของแม่น้ำโขงจนถึงเมืองหนองคาย การเคลื่อนย้ายผู้คนเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดชุมชนอีกมากมายที่บางส่วนไม่ได้เคลื่อนย้ายตามพระครูโพนสะเม็กขึ้นไปตามลำดับและการเคลื่อนย้ายได้ก่อให้เกิดการก่อตั้งอาณาจักรจำปาศักดิ์ขึ้น

ณ ที่จุดสุดท้ายของการเคลื่อนย้ายคือเมืองมรุกนคร หรือนครพนมในปัจจุบัน และขณะที่พระครูโพนสะเม็กได้ปฏิสังขรณ์พระธาตุองค์หนึ่งครอบทับพระธาตุเดิม ที่คนในชั้นหลังต่อมาเรียกว่า พระธาตุพนม

พระธาตุพนมองค์นี้ได้มีการเสริมสร้างความยิ่งใหญ่และงดงามตลอดมา แม้เมื่อปี พ.ศ.2518 พระธาตุพนมได้ล้มลง และจัดสร้างขึ้นใหม่ในปี 2522 พระธาตุพนมจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งศรัทธาของผู้คนในแถบนั้น และศรัทธานั้นได้ทำให้เกิดความสงบขึ้นในดินแดนที่ขัดแย้งและช่วงชิงอำนาจกัน