เปิดตัว‘รามเกียรติ์’ เรียนรู้วัฒนธรรมชวา

เปิดตัว‘รามเกียรติ์’ เรียนรู้วัฒนธรรมชวา

เปิดตัว‘รามเกียรติ์’ เรียนรู้วัฒนธรรมชวา – กระทรวงวัฒนธรรมนำโดย นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม พาคณะสื่อมวลชนบินตรงสู่ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศเพื่อนบ้านที่ถือว่า มีความใกล้ชิดกับไทยมากๆ ทั้งในแง่ การเดินทาง และความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม เพื่อเปิดตัวภาพยนตร์แอนิเมชั่นรามเกียรติ์ ตอน “รามาวตาร” ภาษาอินโดนีเซีย

“รามเกียรติ์” บทละครพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นบทละครที่แพร่หลายในหลายประเทศแถบอาเซียน ทำให้เรามีวัฒนธรรมร่วมและมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น

นับได้ว่าเมื่อกล่าวถึงบทละครเรื่องนี้ ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของเราก็คุ้นหูกันอยู่แล้ว จึงนับเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยจะได้ใช้บทละคร “รามเกียรติ์” เผยแพร่วัฒนธรรมของเราให้ขยายออกไปอีก

โดยภาพยนตร์แอนิเมชั่นรามเกียรติ์ ตอน “รามาวตาร” ภาษาอินโดนีเซีย ได้จัดฉายที่ Usmar Ismail Hall กรุงจาการ์ตา และ โรงภาพยนตร์ซีจีวี (CGV Cinemas) ศูนย์การค้า Yogyakarta Hartono Shopping Mall เมืองยอกยาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นประธานในการเปิดงานด้วย

นอกจากการจัดฉายภาพยนตร์ที่เราได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากชาวอินโดนีเซียแล้ว กระทรวงวัฒนธรรม ยังได้พาคณะสื่อมวลชนเที่ยวชมวัฒนธรรม และสถานที่สำคัญหลายแห่งในอินโดนีเซีย

แต่ก่อนที่จะพาไปชื่นชมความสวยงามของอินโดนีเซีย สิ่งแรกที่พวกเราชาวคณะได้รู้จักกับอินโดนีเซียคืออาหารเลิศรส ซึ่งหากใครมาแล้วไม่ได้ชิมเมนูไก่ทอดสมุนไพร “Ayam suharti” อาจจะเรียกได้ว่ามาไม่ถึงอินโดนีเซีย

เปิดตัว‘รามเกียรติ์’ เรียนรู้วัฒนธรรมชวา
ไก่ Ayamsuharti

Ayam suharti เป็นไก่ทอดสมุน ไพรที่กรอบนอกนุ่มใน มีกลิ่นเครื่องเทศหอมๆ เสิร์ฟพร้อมเกร็ดแป้งทอด ซึ่งทั้งตัวไก่และเกร็ดแป้งนี้รสชาติจะหนักไปทางเค็ม รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ เข้ากั๊นเข้ากัน เป็นเมนูที่รมว.วัฒนธรรมโปรดปรานและแนะนำชาวคณะให้ลิ้มลอง หลังจากที่เคยมาศึกษาที่อินโดฯ และเนื่องด้วยอินโดฯ มีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่เมนูไก่จึงได้รับความนิยมมาก

เมื่อท้องอิ่มกันแล้วเราก็ออกเที่ยวได้เลย ที่แรกที่ทำให้เราทำความรู้จักอินโดฯได้ดีที่สุดจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจาก “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงจาการ์ตา” หรือที่ชาวอินโดฯ เรียกว่า พิพิธภัณฑ์ช้าง เนื่องจากมีอนุสาวรีย์ช้างสำริดตั้งอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ ช้างสำริดนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันความสัมพันธ์ ไทย-อินโดฯ ว่ามีมาอย่างยาวนานเนื่องจากเป็นสิ่งที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้แก่ประเทศอินโดนีเซียเมื่อปี พ.ศ.2414

รูปสลักในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงจาการ์ตา

ภายในพิพิธภัณฑ์จะบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของ อินโดฯ ตั้งแต่หลายพันปีก่อน จัดแสดงวัตถุเครื่องใช้นานาชนิดของชาวพื้นเมืองในสมัยโบราณ อาทิ เครื่องปั้นดินเผา ผ้าโบราณ ไม้แกะสลัก เครื่องทอง แบ่งออกเป็นห้องๆ ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่รวบรวมนานาวัตถุไว้แล้วกว่า 140,000 ชิ้น นอกจากนี้ยังมีข้อมูลทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์การปกครอง ตลอดระยะเวลายาวนานของอินโดฯ

เครื่องประดับเก่าแก่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่กรุงจาการ์ตาแล้ว รองนายกรัฐมนตรี รมว.วัฒนธรรม และคณะได้เดินทางมายังเมืองยอกยาการ์ตา และไปพระราชวังสุลต่าน เพื่อเข้าเฝ้าสุลต่านแห่งเมืองยอกยาการ์ตา เพื่อแลกเปลี่ยนความร่วมมือการบริหารจัดการแหล่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้าเฝ้าสุลต่านแห่งเมืองยอกยาการ์ตา ประเทศไทยและอินโดฯ เรียกได้ว่ามีความสัมพันธ์กันนานกว่า 100 ปี กษัตริย์ไทยหลายพระองค์เคยเสด็จมายังยอกยาการ์ตา เมื่อเร็วๆนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็ได้พานักเรียนมายังที่นี่เพื่อศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆ ทั้งเรายังเคยมีการประชุมทางวัฒนธรรมด้วยกันหลายครั้ง ถือว่ามีความสัมพันธ์กันเสมือนพี่น้องจริงๆ

ต่อไป เราจะมีการส่งเสริมให้ชาวไทยมาเที่ยวศึกษาวัฒธรรมที่เมืองยอกยา การ์ตามากขึ้น เพราะที่นี่ถือว่าเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ มีวัฒนธรรมที่ยาวนาน ครั้งนี้ท่านสุลต่านได้แนะนำว่า ควรมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันโดยส่งศิลปินไทยมาวาดรูปที่ยอกยาการ์ตา นอกจากนี้เรายังจะมีโปรเจ็กต์ต่างๆ ร่วมกันอีกในอนาคต ครั้งนี้ที่มาได้นำภาพยนตร์มาฉาย ซึ่งเราได้รับผลตอบรับที่ดีมาก ทำให้มีกำลังใจที่จะมุ่งมั่นแลกเปลี่ยนวัฒธรรมอีกมากมาย

ด้านสุลต่านแห่งเมืองยอกยาการ์ตา กล่าวว่า ขอบคุณที่เดินทางมาเยือนเมืองของเราในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้เราได้มีการเจรจาแลกเปลี่ยนทางด้านวัฒนธรรม เราได้วางแผนร่วมกันว่าจะส่งศิลปินของยอกยาการ์ตาไปวาดภาพที่ประเทศไทย และเช่นเดียวกันก็จะเชิญศิลปินไทยมาวาดภาพที่นี่ด้วย และอาจจะขยายเป็นการแลกเปลี่ยนในด้านต่างๆ ต่อไป

ชาวอินโดฯขึ้นมาชมวิวบนบุโรพุทโท

เมื่อมาถึงยอกยาการ์ตาเราก็ต้องเข้าไปศึกษาวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งที่ “พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ชวา” ที่นี่แสดงประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมมากมายของชาวชวา แม้จะเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กแต่อัดแน่นไปด้วยความรู้และประวัติศาสตร์ที่น่าศึกษา

ยิ่งไปกว่านั้นในพิพิธภัณฑ์ยังมีการแสดงโชว์ฟ้อนรำแบบชาวชวาที่สวยงามอ่อนช้อยอีกด้วย

หลังจากนั้นคณะเราได้เดินทางไปยัง “ปรัมบานัน” เทวสถานในศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย ตั้งอยู่ในเขตชวากลาง ห่างจากเมืองยอกยาการ์ตาไปทางตะวันออกประมาณ 18 กิโลเมตร

ปรัมบานันเป็นมรดกโลกเนื่องด้วยเป็นหนึ่งในศาสนสถานในศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ มีความโดดเด่นคือ สถาปัตยกรรมและความใหญ่โตของปรางค์ มีความสูงถึง 47 เมตร จุดเด่นคือรูปสลัก “พระวิษณุ” ในศาสนสถานแห่งนี้ ทั้งยังเต็มไปด้วยรูปสลักหินเกี่ยวกับเรื่อง รามายณะ ตามผนังที่สวยงามทรงคุณค่าและเก่าแก่มากแห่งหนึ่งของโลก

สถูปเจดีย์ที่ภายในมีพระพุทธรูปบนบุโรพุทโธ

และสถานที่สำคัญอีกแห่งของอินโดฯ คือ “บุโรพุทโธ” หรือที่ชาวเมืองเรียกขานกันว่า โบโรบูดูร์ ตั้งอยู่ที่เมืองมาเกอลัง ห่างจากยอกยาการ์ตาไป 40 กิโลเมตร

บุโรพุทโธเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธนิกายมหายาน ความโดดเด่นของที่นี่คือ มีสถูปเจดีย์ที่ภายในมีพระพุทธรูปอยู่ โดยตัวสถูปเจดีย์นั้นจะเจาะเป็นสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดเพื่อให้สามารถมองเห็นพระพุทธรูปข้างในได้ และด้วยความสูงกว่า 123 เมตร ทำให้กลายเป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ขึ้น-พระอาทิตย์ตกแห่งที่นิยมมากๆ อีกด้วย

มาอินโดนีเซียครั้งนี้ได้ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมกลับบ้านมากมาย แต่ด้วยความเป็นบ้านพี่เมืองน้องของไทยและอินโดฯ เรายังมีวัฒนธรรมร่วมอีกจำนวนมากที่ศึกษาเรียนรู้เท่าไหร่ก็คงไม่พอ

หากคิดถึงแหล่งท่องเที่ยวครั้งต่อไป อินโดนีเซียจะกลายเป็นตัวเลือกแรกๆ ของเราอย่างแน่นอนเพราะยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ

ธีรดา ศิริมงคล

บทความก่อนหน้านี้คล็อปป์ ชี้รู้สึกดีกว่าตอนพาดอร์ตมุนด์คว้าแชมป์ -ซูฮก เรือ เจ๋งจริง 2 ปีกด 198 แต้ม
บทความถัดไปสุขภาพ : ยาสีฟันชาร์โคล ไม่ช่วยให้ฟันขาวขึ้น ใช้มากเกินไปส่งผลเสียมากกว่าผลดี