GC กางโมเดลธุรกิจ มุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน รับวันสิ่งแวดล้อมโลก

GC กางโมเดลธุรกิจ มุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน รับวันสิ่งแวดล้อมโลก

 GC กางโมเดลธุรกิจ / เวียนกลับมาอีกครั้ง สำหรับ วันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) ซึ่งองค์การสหประชาชาติกำหนดให้ตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี

เพื่อระลึกถึงความร่วมมือในการประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดนระหว่างวันที่ 5-16 มิถุนายน 2515 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,300 คน จาก 113 ประเทศ รวมถึงมีผู้สังเกตการณ์อีกกว่า 1,500 คน จากหน่วยงานของรัฐ องค์การสหประชาชาติ และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เพื่อร่วมกันหาหนทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ประเทศต่าง ๆ กำลังเผชิญอยู่

จากการประชุมครั้งนั้นได้ส่งผลให้เกิดข้อตกลงร่วมกันหลายด้าน เช่น การจัดตั้งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UN Environment: United Nations Environment Programme) ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา การรับข้อตกลงจากรัฐบาลประเทศต่างๆ ที่เกิดจากการประชุม เพื่อไปจัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในประเทศของตน จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของวันสิ่งแวดล้อมโลกนับตั้งแต่นั้นมา

ประเทศไทยได้มีการตราพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม และได้ก่อตั้งสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้น อันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย

การตื่นตัวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลกนั้นมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะขณะนี้โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผลมาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้นและการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างรวดเร็ว

ด้วยเหตุนี้ หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy จึงเป็นความหวังของโลกที่จะเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพราะหลักการดังกล่าวมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการเกิดของเสีย

รวมถึงการนำวัตถุดิบที่ผ่านการผลิตและบริโภคแล้วเข้าสู่กระบวนการ ผลิตใหม่อีกครั้ง (Re-material) หรือ การนำมาใช้ซ้ำ (Reuse) ซึ่งประเทศที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงไปสู่หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้แก่ เยอรมัน ญี่ปุ่น จีน เป็นต้น

ขณะที่ประเทศไทยนั้นได้มุ่งให้ความสำคัญกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น โดยเฉพาะภาคธุรกิจขนาดใหญ่ได้ปรับใช้หลักการดังกล่าวในการดำเนินธุรกิจ

และหนึ่งในผู้ประกอบการหลักที่ได้มีการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้อย่างเห็นได้ชัดเจนคือ บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ GC ผู้ดำเนินธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต ที่ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาเป็นต้นแบบ

โดยประยุกต์ใช้ใน GC Circular Living ผ่านการพัฒนาองค์กรใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การพัฒนานำวัตถุดิบทางการเกษตรมาผลิตเป็นพลาสติกย่อยสลายได้ หรือไบโอพลาสติก เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถทดแทนการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ถือเป็นพลาสติกทางเลือกใหม่ ที่จะเข้ามาตอบโจทย์การดูแลสิ่งแวดล้อม

2. การเป็นผู้ริเริ่มทำโครงการ Upcycling the Oceans, Thailand โดยการนำขยะพลาสติกจากท้องทะเลและชายฝั่งมารีไซเคิล โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมตั้งแต่ขั้นตอนการจัดเก็บ ขนส่ง ออกแบบ จนถึงการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นสินค้ากลุ่มแฟชั่น เช่น เสื้อ รองเท้า กระเป๋า และอุปกรณ์เพื่อใช้ในครัวเรือน ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับกระแสการสร้างความร่วมมือในการจัดการปัญหาขยะพลาสติกของโลกอย่างเป็นรูปธรรม

และ 3. การนำระบบ 5Rs ได้แก่ การลดการใช้ (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การแปรรูปมาใช้ใหม่ (Recycle) การใช้ทรัพยากรหมุนเวียน (Renewable) และการปฏิเสธการใช้ (Refuse) มาใช้ในทุกกระบวนการผลิตของโรงงาน ตั้งแต่การนำพลังงานเหลือทิ้งมาใช้ให้เกิดประโยชน์ การนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิต การเลือกใช้สารเคมีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ส่งผลให้ปัจจุบัน บริษัทฯ สามารถลดต้นทุนในด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการที่น่าจับตาคงจะหนีไม่พ้น แผนการสร้างโรงงานรีไซเคิลพลาสติกแบบครบวงจรตามมาตรฐานสากล มูลค่า 2,000 ล้านบาท ด้วยกำลังการผลิตขนาด 4 หมื่นตันต่อปี

ที่ล่าสุด “สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ GC แย้มว่า หากไม่มีอะไรผิดพลาดคงจะได้เห็นโรงงานนี้แล้วเสร็จในปลายปี 2563 นอกจากนี้กลุ่ม GC ยังมีแผนลดกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกสำหรับสินค้าชนิดใช้แล้วทิ้ง เช่น ถุงหูหิ้ว จากปัจจุบันที่มีกำลังผลิต 1 แสนตันต่อปี ให้เหลือศูนย์

 ในอีก 5 ปีข้างหน้า และจะหันมาผลิตเม็ดพลาสติกสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีความคงทน พร้อมกับพัฒนาไบโอพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทน

นี่เป็นเพียงโมเดลธุรกิจหนึ่งที่จะมีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมของไทยและของโลกให้อยู่แบบยั่งยืนเท่านั้น เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งแวดล้อมจะดีขึ้นได้ ต้องอยู่ในจิตสำนึกของทุกๆ คน เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นล้วนมาจากการกระทำของคนเราทั้งสิ้น มาร่วมกันรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยให้ทุกๆ วันเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก เพื่ออนาคตของเราและลูกหลานในวันข้างหน้า

บทความก่อนหน้านี้นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 – มองการเมืองชัดเจน/เอ็มเอสซีไอเพิ่มน้ำหนักลงทุน
บทความถัดไปแม่บ้านตกตึกชั้น 4 โรงพยาบาล กระแทกรถเก๋งดับ คาดปีนไปเช็ดกระจก