Khaosod
Online

วันจันทร์ ที่ 24 ก.พ. 2563

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง‘ฮอดจ์กิน’ ศัตรูตัวร้ายของระบบภูมิคุ้มกัน

12 ก.พ. 2563 - 10:27 น.

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง‘ฮอดจ์กิน’

ศัตรูตัวร้ายของระบบภูมิคุ้มกัน

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง - โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) คือศัตรูตัวฉกาจของระบบภูมิคุ้มกัน เพราะเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับองค์ประกอบสำคัญหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันอย่างระบบน้ำเหลืองซึ่งเป็นระบบที่กระจายอยู่ทั่วร่างกาย

ระบบน้ำเหลืองประกอบด้วยน้ำเหลือง ท่อน้ำเหลือง และต่อมน้ำเหลือง มีหน้าที่คอยทำลายเชื้อโรคต่างๆ ที่รุกล้ำเข้ามาในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นไวรัส หรือแบคทีเรีย โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองสามารถเกิดขึ้นกับระบบน้ำเหลืองได้ทุกบริเวณในร่างกาย โดยบริเวณที่พบได้บ่อย คือ คอ รักแร้ และขาหนีบ ซึ่งมีอาการบ่งชี้เป็นการบวมโตของต่อมน้ำเหลืองที่มักจะไม่มีอาการเจ็บร่วมด้วย

รศ.พ.อ.นพ.วิเชียร มงคลศรีตระกูล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยา ศูนย์มะเร็ง Horizon โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองแบ่งง่ายๆ ได้ 2 ชนิด คือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin Lymphoma : NHL) และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin Disease : HD) ซึ่งมีขบวนการการรักษาต่างกัน และอาจมีการตอบสนองต่อการรักษาที่ต่างกันด้วย ดังนั้นการวินิจฉัยเพื่อระบุชนิดของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจึงจำเป็นอย่างมากต่อกระบวนการรักษา

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง‘ฮอดจ์กิน’ ศัตรูตัวร้ายของระบบภูมิคุ้มกัน

วิเชียร มงคลศรีตระกูล

รศ.พ.อ.นพ.วิเชียรอธิบายว่า ถึงแม้มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กินจะพบได้น้อยกว่า โดยพบได้ประมาณ 12% ของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทั้งหมด แต่ก็เป็นโรคที่ควรระมัดระวัง เพราะสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่อายุยังน้อย พบได้น้อยในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี แต่จะพบได้มากใน 2 ช่วงอายุคือ 15-35 ปี และอีกช่วงคือมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ในกลุ่ม ผู้ป่วยเด็ก เด็กผู้ชายมีโอกาสเป็นมากกว่าเด็กผู้หญิงประมาณ 3 เท่า ส่วนในวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่จะมีโอกาสเกิดโรคในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 1.5 เท่า

สาเหตุของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด ฮอดจ์กินเกิดจากเซลล์มะเร็งที่เรียกว่า Reed-Sternberg Cell ซึ่งอยู่ภายในต่อมน้ำเหลือง และมีปัจจัยเสี่ยงคือ อายุที่เพิ่มขึ้น เพศ การติดเชื้อ เช่น เอชไอวี (HIV) เชื้อไวรัสอีบีวี (EBV) ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น โรคพุ่มพวง และปัจจัยทางพันธุกรรม เช่น หากมีพี่น้องหรือญาติที่เป็นโรคนี้ก็จะมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคนี้ด้วย ผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้มักจะมีการบวมโตของต่อมน้ำเหลือง โดยอาจจะไม่มีอาการเจ็บปวดร่วมด้วย มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียสติดต่อกันอย่างน้อย 3 วันโดยไม่มีสาเหตุ เหงื่อออกชุ่มตัวตอนกลางคืนโดยไม่มีสาเหตุ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตั้งแต่ 10% ขึ้นไปในช่วงระยะเวลา 6 เดือน และอ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง‘ฮอดจ์กิน’ ศัตรูตัวร้ายของระบบภูมิคุ้มกัน

รศ.พ.อ.นพ.วิเชียรกล่าวต่อว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กินสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระยะ เช่นเดียวกับมะเร็งชนิดอื่นๆ คือ ระยะที่ 1 มีต่อมน้ำเหลืองโตเพียงกลุ่มเดียวที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น ที่คอด้านขวาที่เดียว, ระยะที่ 2 มีต่อมน้ำเหลืองโต 2 กลุ่มหรือมากกว่า แต่ต้องเป็นในกลุ่มต่อมน้ำเหลืองที่อยู่เหนือหรือใต้กะบังลมเหมือนกัน เช่น เป็นที่คอและรักแร้ ซึ่งต่างก็อยู่เหนือกะบังลม, ระยะที่ 3 มีต่อมน้ำเหลืองโต 2 กลุ่มหรือมากกว่าทั้งบริเวณเหนือและใต้กะบังลม เช่น พบทั้งที่คอและบริเวณขาหนีบ และ ระยะที่ 4 โรคแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่ออวัยวะอื่นที่ไม่ใช่ต่อมน้ำเหลือง เช่น ไขกระดูก ตับ ปอด และสมอง

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง‘ฮอดจ์กิน’ ศัตรูตัวร้ายของระบบภูมิคุ้มกัน

สำหรับการรักษา แนวทางในการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กินในปัจจุบันนั้นค่อนข้างหลากหลาย และมีประสิทธิภาพ โดยทางเลือกในการรักษามีทั้งเคมีบำบัด การฉายรังสี การปลูกถ่ายไขกระดูก นอกจากนี้ ยังพบทางเลือกใหม่ในการรักษาคือ ยาพุ่งเป้า (Targeted Therapy) และยาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ซึ่งสามารถช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีโอกาสตอบสนองต่อยาและมีอัตราการรอดชีวิตที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีผลข้างเคียงน้อยกว่าการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดและการปลูกถ่ายไขกระดูก

จะใช้วิธีใดรักษานั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระยะของโรค อายุของผู้ป่วย และสภาพร่างกายของคนไข้


ติดตามข่าวสด


ข่าวเด่นประจำวัน













ภาพที่



อัลบั้มภาพ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง‘ฮอดจ์กิน’ ศัตรูตัวร้ายของระบบภูมิคุ้มกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง