"บูชิโด : จิตวิญญาณแห่งญี่ปุ่น" ช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์แดนอาทิตย์อุทัยในศตวรรษที่ 20

24 ก.ค. 2564 - 01:47 น.

ภาพยนตร์เรื่อง The Last Samurai หนังฮอลลีวูดที่ได้รับความนิยมอย่างสูงตลอดกาลเรื่องหนึ่ง บอกเล่าเรื่องราวของ “นาธาน อัลเกรน” ทหารอเมริกันที่รัฐบาลญี่ปุ่นในต้นยุคเมจิจ้างมาปราบกบฏ แต่เขากลับพลาดท่าถูก “คัตซึโมโตะ” หัวหน้ากองทัพซามูไรผู้ต่อต้านรัฐบาลจับเป็นเชลย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

ในระหว่างที่ถูกกลุ่มกบฏควบคุมตัวอยู่นั้น อัลเกรนได้เรียนรู้ถึงคุณค่าที่แท้จริงของความเป็นนักรบซามูไรผู้ทรงเกียรติ พวกเขาทั้งกล้าหาญ มีวินัย จงรักภักดีต่อเจ้านายและพวกพ้องยิ่งชีพ อุทิศตนเพื่อภาระหน้าที่ ทำงานและฝึกฝนตนเองอย่างหนัก แต่ในขณะเดียวกันก็สุภาพและมีเมตตาแม้แต่กับศัตรู

แม้ภาพลักษณ์ของซามูไรในภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ค่อยตรงกับความเป็นจริงในประวัติศาสตร์นัก แต่มันได้ตอกย้ำแนวคิดและความเชื่อเกี่ยวกับซามูไรในแบบที่คนส่วนใหญ่รับรู้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่หนังสือเล่มหนึ่งได้เปิดเผยไว้ต่อชาวโลกเป็นครั้งแรกเมื่อกว่า 120 ปีก่อน

samurai illustration
Getty Images
หนังสือ “บูชิโด: จิตวิญญาณแห่งญี่ปุ่น” พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1900

หนังสือภาษาอังกฤษเล่มดังกล่าวซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1900 มีชื่อว่า “บูชิโด: จิตวิญญาณแห่งญี่ปุ่น” เขียนโดยอินาโซะ นิโตเบะ รองเลขาธิการสันนิบาตชาติระหว่างปี 1919-1929 นอกจากเป็นนักการทูตแล้ว เขายังเป็นนักการศึกษา และนักเศรษฐศาสตร์การเกษตร ผู้หันมานับถือศาสนาคริสต์นิกายเควกเกอร์เช่นเดียวกับภรรยาชาวอเมริกันของเขาอีกด้วย

หนังสือว่าด้วยลัทธิบูชิโดหรือวิถีนักรบญี่ปุ่นที่นิโตเบะเขียนถือเป็นสุดยอดหนังสือขายดีระดับนานาชาติในยุคนั้น และได้กลายมาเป็นตำราอ้างอิงในเรื่องระบบคุณค่าแบบซามูไร ซึ่งแผ่ขยายและฝังรากลึกในสังคมญี่ปุ่นมาจนถึงทุกวันนี้

Samurai
Heritage Images/Getty Images
ภาพลักษณ์ของซามูไรถูกทำให้เป็นต้นแบบของความเป็นเลิศด้านกำลังกายและศีลธรรมจรรยา

นิโตเบะเชื่อว่าหลักการทางศีลธรรมที่เป็นรากฐานของวัฒนธรรมญี่ปุ่นในปัจจุบัน ล้วนสามารถสืบสาวความเป็นมาย้อนไปได้ถึงหลักการของบูชิโด ซึ่งเป็นศีลธรรมจรรยาในแบบที่ซามูไรถือปฏิบัติกัน

บูชิโดในนิยามของนิโตเบะ ได้กำหนดให้ซามูไรยึดถือความเป็นธรรมเหนือสิ่งอื่นใด และมีความกล้าหาญที่จะดำรงความยุติธรรมนั้นด้วยตนเอง รวมทั้งมีความซื่อตรงและจงรักภักดีต่อนายเหนือหัว

นิโตเบะเขียนไว้ว่า “ความปรารถนาจะรักษาเกียรติยศของซามูไรนั้น แสดงถึงความตระหนักอย่างชัดเจนในคุณค่าและศักดิ์ศรีของตนเอง นี่คือนิยามของความเป็นซามูไรอย่างแท้จริง”

cherry blossom
Getty Images
นิโตเบะเขียนว่า “ความกล้าหาญคือดอกไม้ มันไม่ได้มีเชื้อสายของแผ่นดินญี่ปุ่นด้อยไปกว่าดอกซากุระ ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติ”

เรื่องจริงหรือเพ้อฝัน

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนวิจารณ์งานเขียนของนิโตเบะว่า ไม่สู้จะตรงกับความเป็นจริงในประวัติศาสตร์ ทั้งยังออกแนวเพ้อฝัน โดยเขาใช้จินตนาการในการเขียนทำให้ความเป็นซามูไรดูงดงามและสูงส่งเกินจริงไปมาก ศาสตราจารย์สเวน ซาเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคใหม่จากมหาวิทยาลัยโซเฟียในกรุงโตเกียวบอกว่า “ซามูไรกับไดเมียว (ขุนนางผู้ครองแคว้นในระบอบศักดินา) ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างทรงเกียรติและเปี่ยมด้วยความจงรักภักดีขนาดนั้น ถ้าสบโอกาสก็มักจะฆ่านายและขึ้นครองอำนาจแทนเสมอ”

นิโตเบะซึ่งมีพื้นเพมาจากตระกูลซามูไรยังอ้างว่า คุณค่าแบบซามูไรนี้เป็นที่ยึดถือปฏิบัติในสังคมญี่ปุ่นทุกชนชั้น แต่ที่จริงแล้วในยุคเอโดะ (1603-1868) ชนชั้นซามูไรเป็นที่รังเกียจของคนทั่วไป เนื่องจากมีพฤติกรรมรีดนาทาเร้นและเบียดเบียนชาวบ้านโดยใช้อภิสิทธิ์ ยิ่งไปกว่านั้น ทักษะในการสู้รบของซามูไรยังตกต่ำลงอย่างมากในยุคดังกล่าว เหตุเพราะไม่มีสงครามทั้งในและนอกประเทศนานถึง 200 ปี

อันที่จริงแล้วนิโตเบะไม่ได้ตั้งใจจะเขียนนิยายชวนฝัน แต่เขาต้องการจะแสดงให้โลกภายนอกเห็นว่า ญี่ปุ่นมีระบบคุณค่าที่คล้ายคลึงกับศีลธรรมของชาวคริสต์ โดยเปรียบเทียบวิถีบูชิโดของซามูไรญี่ปุ่นเป็นเหมือนกับคุณธรรมของเหล่าอัศวิน (chivalry) ในตำนานและประวัติศาสตร์ของยุโรป

ศ. ซาเลอร์อธิบายเพิ่มเติมว่า นิโตเบะต้องการจะตอบโต้กระแสการเหยียดเชื้อชาติ และความหวาดกลัว “ภัยเหลือง” ในโลกตะวันตก หลังจากที่ญี่ปุ่นเอาชนะจีนและรัสเซียในสงครามช่วงรอยต่อปลายศตวรรษที่ 19 กับต้นศตวรรษที่ 20 ได้

“นิโตเบะต้องการสร้างภาพลักษณ์ในทางบวกให้กับญี่ปุ่น เพื่อให้ชาวตะวันตกเห็นว่า แม้ประเทศของเขาจะมีกองทัพที่เข้มแข็งเกรียงไกร แต่ก็มีความเป็นอารยะไม่ประพฤติตนอย่างโหดร้ายป่าเถื่อนในสงคราม” ศ. ซาเลอร์กล่าว

Image of a samurai in his armour in 1882.
The Print Collector/Getty Images
ซามูไรในชุดเกราะ ภาพถ่ายเมื่อปี 1882

ด้านเอริ ฮตตะ นักประวัติศาสตร์และนักเขียนคนดังอีกผู้หนึ่งของญี่ปุ่นมองว่า นิโตเบะพยายามยกสถานะของซามูไรให้ทัดเทียมกับชนชั้นที่ดูคล้ายคลึงกันในสังคมยุโรป เพื่อที่จะให้ญี่ปุ่นอ้างสิทธิเป็นผู้ครอบครองอาณานิคมในต่างแดนได้

ชาวตะวันตกต่างให้ความสนใจต่อหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเปลี่ยนภาพลักษณ์ของญี่ปุ่นในสายตาของพวกเขาไปอย่างสิ้นเชิง ดูเหมือนว่าวิถีบูชิโดคือเคล็ดลับที่ทำให้ประเทศเล็ก ๆ ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในขณะนั้น สามารถเอาชนะประเทศเพื่อนบ้านที่มีขนาดใหญ่กว่า และก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางการทหารของเอเชียได้ในชั่วข้ามคืน

ส่วนในญี่ปุ่นเองนั้น หนังสือของนิโตเบะเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในตอนแรก แต่ในที่สุดชาวญี่ปุ่นต่างก็ยอมรับผลงานของเขาเพราะชื่อเสียงในระดับนานาชาติ รวมทั้งเนื้อหาของหนังสือยังทำให้ชาวญี่ปุ่นเกิดความเชื่อว่า ตนเองคือผู้สืบทอดระบบคุณค่าอันสูงส่งจากบรรพชนรุ่นก่อน ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในชนชาติของตนเองมากขึ้น

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง หนังสือเล่มนี้ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับลัทธิมุ่งการทหารของญี่ปุ่น ทำให้มีสถานะคล้ายหนังสือต้องห้ามไปโดยปริยายในช่วงหนึ่ง แต่ต่อมาเมื่อญี่ปุ่นสามารถฟื้นฟูประเทศด้วยความเจริญทางเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษ 1980 หนังสือของนิโตเบะได้รับความนิยมอีกครั้ง โดยชาวโลกมองว่าหลักการของบูชิโดคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ

Samurai in movies
Getty Images
บูชิโดในนิยามของนิโตเบะ กำหนดให้ซามูไรยึดถือความเป็นธรรม และมีความกล้าหาญที่จะดำรงความยุติธรรมนั้น

บูชิโดกับวงการกีฬา

มีหลักคุณค่าและศีลธรรมหลายประการที่นิโตเบะอ้างว่าเป็นคำสอนของบูชิโดโดยเฉพาะ เช่นการอ่อนน้อมถ่อมตน รักษาเกียรติยศของตนเองเหนือสิ่งอื่นใด รวมทั้งการรู้จักอดทนควบคุมตนเองและเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้หากมีในบุคคลใด สังคมญี่ปุ่นก็จะถือว่าเขาหรือเธอเป็นผู้มีความประพฤติเหมาะสมและดีพร้อม แม้ว่าจะไม่ได้มีสายเลือดซามูไรก็ตาม

อิทธิพลของบูชิโดต่อสังคมญี่ปุ่นได้แทรกซึมเข้าไปในวงการกีฬาสมัยใหม่ด้วย นอกจากการฝึกซ้อมที่อิงกับคุณค่าหลายประการข้างต้นแล้ว กีฬาเบสบอลซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในญี่ปุ่นก็มีการตั้งชื่อเล่นให้กับทีมชาติว่า “ซามูไรเจแปน” อีกด้วย

Group of Samurais

Kusakabe Kimbei/Hulton Archive/Getty Images ผลงานของนิโตเบะทำให้ภาพลักษณ์ของซามูไรมีความเป็นอุดมคติในสายตาชาวต่างชาติ

ส่วนกีฬาฟุตบอลซึ่งระยะหลังได้รับความนิยมไม่แพ้เบสบอลนั้น นักฟุตบอลชายชุดทีมชาติก็ได้รับฉายาว่า “ซามูไรบลู” เช่นกัน แสดงถึงความยึดมั่นและภาคภูมิใจในวิถีนักรบซามูไรอย่างเหนียวแน่น

อย่างไรก็ตาม ศ. ยูกิโกะ ยูอาสะ จากมหาวิทยาลัยเทเคียวเฮเซในกรุงโตเกียวกลับมองว่า ค่านิยมเหล่านี้ไม่ใช่เอกลักษณ์เฉพาะของบูชิโด แต่เป็นอิทธิพลที่ยังหลงเหลืออยู่ของลัทธิขงจื๊อในสังคมญี่ปุ่นมากกว่า

“คำสอนหลายอย่างที่นิโตเบะเขียนไว้เกี่ยวกับบูชิโด จัดเป็นพฤติกรรมปกติทั่วไปของคนญี่ปุ่นที่มีมานานมากแล้ว คนญี่ปุ่นจึงไม่ต้องไปอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อเรียนรู้ระบบคุณค่าที่ว่าอีก” ศ. ยูอาสะ กล่าว

…………..

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ "บูชิโด : จิตวิญญาณแห่งญี่ปุ่น" ช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์แดนอาทิตย์อุทัยในศตวรรษที่ 20
ข่าวที่เกี่ยวข้อง