อย่าทำให้ความตั้งใจสะดุด เผย 5 วิธี ป้องกันตัวเองไม่ให้เจ็บเข่าขณะวิ่ง

วิ่ง ถือเป็นอีกหนึ่งกีฬาที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน ผู้คนหลากหลายวัยหันมาออกกำลังกายด้วยการวิ่งกันเพิ่มขึ้น นอกจากนี้กระแสการวิ่งเพื่อหาเงินสนับสนุนให้โรงพยาบาลของ ตูน บอดี้สแลม นักร้องชื่อดัง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจ ให้อีกหลายคนหันมาวิ่งกันมากขึ้น ทว่าหลายคนเมื่อเริ่มวิ่ง มักมีอาการเจ็บปวดตามจุดต่างๆในร่างกายตามมา ทั้งเท้า หัวเข่า หลัง รวมถึงกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ

เฟซบุ๊กเพจ The Joy of Movement Thailand นำเสนอ 5 วิธีการดูแลตัวเองและป้องกันก่อนการวิ่ง ขณะวิ่ง เพื่อช่วยเซฟอาการบาดเจ็บบริเวณหัวเข่า เพื่อจะไม่ทำให้ความตั้งใจที่จะออกวิ่งสะดุดลง เพราะอาการบาดเจ็บ ดังนี้

อาการปวดเข่าพบได้บ่อยจากการวิ่งเนื่องจากเกิดจากการบาดเจ็บซ้ำๆ ของกระดูกสะบ้าหัวเข่าและกระดูกหัวเข่าในขณะวิ่ง ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณข้อเข่าได้ง่าย วันนี้เราจึงนำแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดเข่าขณะวิ่งมาฝากทุกคนกัน!!

1. หมั่นออกกำลังกายกล้ามเนื้อต้นขา โดยการเหยียดเข่าตรงและเกร็งค้างไว้ 5 วินาทีต่อครั้ง ทำประมาณ 10 -20 ครั้งต่อวัน การออกกำลังกายดังกล่าวจะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อที่ช่วยรั้งกระดูกสะบ้าเข่าด้านใน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาปวดเข่าในระยะยาวได้

2. ถ้าต้องวิ่งลงเนินพยายามให้ลำตัวตั้งตรง เพราะแรงโน้มถ่วงอาจทำให้คุณเสียหลักได้ และควรก้าวเท้าให้ยาวขึ้นและเร็วขึ้นกว่าปกติ ถ้าจะวิ่งขึ้นเนินให้เอนลำตัวไปด้านหน้า ก้าวเท้าให้สั้นลง และมองตรงไปข้างหน้า ไม่ควรแหงนหน้าขึ้น

3. ไม่ควรวิ่งก้าวเท้ายาวเกินไป หรือยกเข่าสูงเกินไป เพราะทำให้ข้อเข่าต้องงอมากเกินความจำเป็น อาจทำให้เกิดปัญหาปวดเข่าได้ง่ายขึ้น ส่วนแขนก็ควรงอเพียงเล็กน้อยและแกว่งข้างลำตัว และไม่ควรแกว่งมือเลยแนวกลางของลำตัว

4. เมื่อใกล้จะหยุดวิ่ง ควรลดความเร็วลง อย่ารีบวิ่งเต็มฝีเท้า และควรเดินต่ออีกสักพักเพื่อให้ร่างกายเอากรดแลคติกออกไปจากกล้ามเนื้อ ทำให้ช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณเข่าหลังวิ่งในวันรุ่งขึ้น

5. ควรอบอุ่นร่างกายให้เพียงพอก่อนเริ่มวิ่ง โดยเริ่มจากการเดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ 5-10 นาทีก่อนที่จะวิ่งเต็มที่ เพื่อให้มีการปรับตัวของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการออกกำลังกาย

เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้อาการปวดเข่าขณะวิ่งของคุณดีขึ้น แต่ถ้ายังเจอกับปัญหาเหล่านี้อยู่ลองหาตัวยาที่มีส่วนผสมของไดโคลฟีแนคมาทากล้ามเนื้อบริเวณเข่าเพื่อบรรเทาอาการปวดดูนะคะ และถ้ายังไม่ดีขึ้นอีกก็ควรไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำในการรักษา