นำคณะสื่อ ดูงานเมืองอัจฉริยะของญี่ปุ่น ต่อยอดบริหารจัดการนิคมแนวใหม่ไทย เสริมสร้างความร่วมมือ 2 ประเทศ สร้างอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เปี่ยมศักยภาพ
วันที่ 1 ก.ย.2565 นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชน เดินทางไปศึกษาดูงานด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมสมัยใหม่ ระหว่างวันที่ 25-27 ส.ค.ที่ผ่านมา ณ Haneda Innovation (HI) City เขตโอตะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
โดยถือเป็นหนึ่งในโครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เป็นสถานที่นายกรัฐมนตรี และคณะเคยเดินทางมาตามนโยบายยุทธศาสตร์แห่งชาติเขตเศรษฐกิจพิเศษ (The National Strategic Special Zones) ของญี่ปุ่น เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีด้านเมืองอัจฉริยะของญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นประโยชน์และสามารถนำมาต่อยอดโครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industry Estate) ของ กนอ.
ทั้งในส่วนของพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่ กนอ.ดำเนินการเอง และนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงาน โดยเฉพาะในส่วนของนิคมอุตสาหกรรม Smart Park ต้นแบบของนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะเชิงนิเวศ ที่มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่ากับศูนย์ ด้วยการใช้นวัตกรรมสมัยใหม่ในการดำเนินการทั้งหมด ตั้งแต่ระบบสาธารณูปโภค ที่นำสายไฟลงใต้ดิน
อีกทั้งยังมีการจ่ายไฟฟ้าด้วยระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart grid) รวมทั้งให้โรงงานติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์กว่า 80% ของพื้นที่ และการพัฒนาระบบการจัดการพลังงานในอาคารอย่างชาญฉลาด หรือ Smart BEMS เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการ HI City มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนในญี่ปุ่น ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชน รวมถึงเป็นแหล่งรวบรวมศูนย์วิจัยและทดลองเทคโนโลยีล้ำสมัยด้านการเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) เป็นรถเมล์ไร้คนขับ ทั้งหมด 11 ที่นั่ง
โดยรถคันดังกล่าวจะถูกควบคุมโดยระบบอัตโนมัติ จอดตามป้ายอัตโนมัติ และมีระบบเบรคเมื่อมีสิ่งกีดขวางอัตโนมัติ โดยกล้อง 8 ตัวรอบคัน โดยได้มีการเปิดใช่จริงบริเวณนี้แล้ว 1 คัน เทคโนโลยีหุ่นยนต์อัจฉริยะ (Smart Robotics) ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ปรุงอาหาร และเสริฟอาหาร เครื่องดื่มอัตโนมัติ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ และสถานีไฮโดรเจน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรวมร้านค้า โรงแรม สำนักงาน ศูนย์จัดการประชุมและการแสดงที่ผสมผสานศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่นไว้อย่างลงตัว เพื่อให้ผู้มาเยี่ยมชมเข้าถึงทั้งเทคโนโลยีและวัฒนธรรม
นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชมโรงงานของเดนโซ(DENSO) ซึ่งผลิตอุปกรณ์เกี่ยวกับรถยนต์ และมีการพัฒนาเกี่ยวกับเทคโนโลยี และพัฒนาในด้านต่างเพื่อให้อยู่ในสมาร์ตซิตี้ ทั้งรถยนต์ไร้คนขับ
รวมถึงโครงการพัฒนาเมืองของเมืองโยโกฮามา (Yokohama) ซึ่งเป็นเมืองแห่งการพัฒนาระบบพลังงาน ภายใต้แผนพัฒนาเมืองโยโกฮามา สู่การเติบโตอย่างชาญฉลาด หรือ Yokohama Smart City Program (YSCP) ซึ่งให้ความสำคัญต่อการใช้พลังงานใน 3 ส่วน ได้แก่ ที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรม และการคมนาคมขนส่ง เพื่อเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งเมืองโยโกยาม่า เป็นเมืองทึ่กำลังจะสร้างเมืองใหม่ ซึ่งเป็นเมืองคาร์บอน โดยมีคุณโยชิยาม่า โชยุ
โดยเมืองโยโกฮาม่าเป็นเมืองท่า ห่างจากเมืองหลวงของญี่ปุ่น 30 กิโลเมตร โดยในเมืองโยโกฮาม่า พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรม โดยส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม อู่ต่อเรือ แต่ปัจจุบันมีความทันสมันมากขึ้นมีประชากรทั้วหมด 4 ล้านคน ซึ่งมีพื้นที้บางส่วนที่มีการถมทะเล (พื้นที่สีฟ้า) พื้นทั้ง 186 เอเคอร์
ทั้งนี้เป็นการถมทะเลโดยเทศบาลเมืองโยโกน่ม่า พื้นที่ในถมสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างตึกอุตสาหกรรม มากกว่า 1,800 แห่ง อาทิบริษัทนิสสัน ฮิตาชิ พื้นที่ที่อยู่อาศัย ซึ่งการสร้างเมืองนี้ คำนึงถึงการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซ เพื่อเป็นการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และลดพลังงาน
นายวีริศ เปิดเผยว่า การศึกษาดูงานครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดจากการที่นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้เคยเยี่ยมชมเมืองอัจฉริยะ Haneda Innovation City เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา โดยใช้โอกาสนี้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีด้านเมืองอัจฉริยะของญี่ปุ่น เพื่อมาต่อยอดโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)ของไทย ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศได้เป็นอย่างดี
โดยนวัตกรรมต่างๆสามารถมาปรับใช้กับนิคมอุตสาหกรรมของเราได้ โดยเฉพาะระบบดิจิตอลทวิน มีการเอามาลงใช้แล้ว ที่สมุทรสาคร โดยเป็นระบบตรวจสอบการทำงาน โดยผู้บริหารสามารถดูผ่านออนไลน์ได้ ในยุคสมัยใหม่นิคมอุตสาหกรรมไทยจะใช้พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และมองคงพลังงานทดแทน การมาเยี่ยมชมโรงงานครั้งนี้เพื่อจะศึกษาความทันสมัยของที่นี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในอนาคตหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ร่วมงานกัน
การได้มาพบนักลงทุนชาวญี่ปุ่นครั้งนี้ พวกเขามีความสนใจที่จะขยายการลงทุนเพิ่ม โดยเฉพาะที่ประเทศไทย มูลค่าการขยายการลงทุนกว่า 3 พันล้านบาท เป็นการตั้งโรงงาน เพื่อส่งออก เพราะประเทศไทยเองจะเปิดมากขึ้น โดยเราได้แจ้งถึงสิทธิประโยชน์ถ้านักลงทุนกลุ่มนั้น ลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม มีการลดคาร์บอน ก็จะมีสิทธิ์ประโยชน์สามารถลดภาษีเพิ่มได้ และสิทธิการซื้อที่อยู่อาศัยในระดับผู้บริหาร เป็นทริปที่มีประโยชน์อย่างมาก เพราะว่านักลงทุนชาวญี่ปุ่นมีความเขื่อใจมากขึ้น
ส่วนประเทศของเราก็จะได้รู้ทิศทางมากขึ้น ว่านักลงทุนอยากจะลงทุนอะไร ซึ่งเราจะพยายามทำให้ตอบโจทย์นักลงทุนชาวญี่ปุ่น
สำหรับอุตสาหกรรมที่จะมาลงทุน 3 พันล้านบาท เป็นบริษัทผลิตปริ้นส์เซอร์กิจบอร์ด เป็นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตพื้นฐานชิปยานยนต์อีวี เป็นบริษัทผลิตเกี่ยวกับรถอีวี และกลุ่มลูกค้าของเขาก็เป็นบริษัทรถยนต์ทั้งจีน และยูโรป ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาตลาดซบเซา เพราะโควิด ในอนาคตเมื่อมีการส่งออกกันได้ ทางกลุ่มนักลงทุนของญี่ปุ่นเขาบอก เขามีออเดอร์มากมาย พวกเขามีความจำเป็นที่จะขยายโรงงาน
โดยเมื่อ 2 ปีที่แล้ว พวกเขาเลยมองเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไว้เป็นฐานการผลิต แต่การตัดใจขั้นสุดท้ายเขาก็เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุด โดยจะใช้ชิปโรงงานที่ผลิตที่ญี่ปุ่น ไปผลิตโรงงานที่ประเทศไทย เครื่องจักรโรงงานจะนำไปผลิตที่ประเทศไทยทั้งหมด จะเริ่มการสร้างโรงงานต้นปีหน้า โดยใช้เวลาการผลิต 2 ปี
โรงงานตั้งอยู่ในพื้นที่อีอีซี แม้ค่าแรงขั้นต่ำของไทยกำลังจะขึ้น แต่นั้นไม่ใช่ปัจจัยหลัง แต่เรื่องความมั่งคงของแรงงาน ระบบสาธารณูปโภคของไทย การขนส่งของไทย เป็นจุดหลักในการตัดใจเลือก
ตนยังได้ไปศึกษาดูงานของบริษัท ไอ สเปส ซึ่งเป็นบริษัททำเรื่องเกี่ยวกับการขนส่งไปอวกาส ขนส่งไปดวงจันทร์ ในอนาคตพวกเขามองว่าในดวงจันทร์มีแหล่งน้ำ เพราะถ้าดวงจันทร์มีแหล่งน้ำ จะได้มีการสกัดแยกก๊าซ อ๊อกซิเจน กับไฮโดรเจน เพื่อทำเป็นพลังงาน ในอนาคตยานอวกาศจะได้เติมพลังงานที่ดวงจันทร์ ค่าใช้จ่ายก็จะถูกลง




