วัคซีนจุฬาฯ: ผลทดสอบ วัคซีนจุฬาคอฟ19 ในอาสาสมัครระยะที่ 1 พบกระตุ้นภูมิคุ้มกันชนิดแอนติบอดีสูงเทียบไฟเซอร์

17 ส.ค. 2564 - 01:31 น.

ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยผลวิจัยวัคซีนต้านโควิด-19 ชนิด mRNA ของจุฬาฯ ที่ชื่อว่า “จุฬาคอฟ 19” ที่มีการทดสอบระยะแรกในอาสาสมัคร 36 คน พบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันชนิดแอนติบอดีได้สูงเทียบได้กับวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ อย่างไฟเซอร์-ไบออนเทค และสามารถยับยั้งไวรัสกลายพันธุ์ได้ 4 สายพันธุ์

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

เมื่อเดือน มิ.ย. โครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน จุฬาฯ ระบุว่า ได้ตั้งเป้าการวิจัยและผลิตวัคซีน จุฬาคอฟ19 ในการเป็นวัคซีนเข็มสาม หรือเข็มกระตุ้นภูมิสำหรับคนไทย ซึ่งคาดว่าจะเป็นจริงในช่วงปลายไตรมาสแรกของปี 2565

ศ.นพ. เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผอ.บริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ รพ.จุฬาลงการณ์ สภากาชาดไทย เปิดเผยความคืบหน้าของการทดสอบระยะแรกในอาสาสมัคร อายุ 18-55 ปี ในวันนี้ (16 ส.ค.) ระบุว่า วัคซีนจุฬาคอฟ19 กระตุ้นแอนติบอดีได้สูงมากในการยับยั้งเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิม รวมทั้งเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ ทั้งอัลฟา เบตา แกมมา และเดลตา ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่กำลังระบาดในไทยอยู่ขณะนี้

ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ

การตรวจทดสอบผลประสิทธิภาพของวัคซีนจุฬาคอฟ19 มีการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ 3 ศูนย์วิจัยวัคซีน จุฬาฯ ห้องปฏิบัติการไวรัสวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

จากการตรวจวัดภูมิคุ้มกันแอนติบอดีที่อยู่ในอาสาสมัคร โดยศูนย์วิจัยวัคซีน จุฬาฯ เพื่อดูว่าวัคซีนสามารถยับยั้งปุ่มหนามโปรตีนของไวรัสได้หรือไม่ จากการวิจัยพบว่า วัคซีนจุฬาคอฟ19 มีระดับเปอร์เซ็นต์ในการยับยั้งไวรัสเท่ากับวัคซีนไฟเซอร์ ซึ่งเป็นวัคซีนชนิด mRNA เช่นเดียวกัน

“จุฬาคอฟ19 ตัวเลขอยู่ที่ 94% เท่ากับไฟเซอร์ 94%” ศ.นพ. เกียรติ กล่าว พร้อมเสริมว่า จุดตัดประสิทธิภาพวัคซีน ถ้าตัวใดเกิน 68% แปลว่า “น่าจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้”

ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ

ส่วนผลข้างเคียงและความปลอดภัยในอาสาสมัคร 36 ที่ทำการทดสอบ ไม่พบว่ามีผลข้างเคียงรุนแรงใด ๆ พลข้างเคียงที่เกิดขึ้นอยู่ในขั้นเล็กน้อยถึงปานกลาง ส่วนใหญ่เป็นการเจ็บตรงจุดที่ฉีดวัคซีนแบบที่เป็นการฉีดวัคซีนทั่วไป โดย

“ถ้าเป็นการอ่อนเพลีย มีไข้ หนาวสั่น การปวดกล้ามเนื้อ ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดมากขึ้นในเข็มที่ 2” ศ.นพ. เกียรติ ระบุ

ทั้งนี้ การทดสอบนี้แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับปริมาณโดสไม่เท่ากัน ตั้งแต่ 10,25 และ 50 มิลลิกรัม ศ.นพ.เกียรติ บอกว่า “ถ้าโดสต่ำ อาการแทบจะไม่มี แต่อ่อนเพลียมีหมดในทุกระดับโดส”

การเปรียบเทียบนี้เป็นการนำผลข้างเคียงของวัคซีนไฟเซอร์และโมเดอร์นาที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์และเนเจอร์ ซึ่งเป็นท็อป 5 อันดับของโลกมาเทียบเคียง โดยเป็นงานวิจัยคนละชิ้น ซึ่งไม่สามารถเปรียบเทียบโดยตรงได้

ตลอดการแถลงข่าว ศ.นพ.เกียรติได้ย้ำว่า ข้อมูลเหล่านี้ยังไม่ได้มีการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ และยังเป็นกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก ซึ่งต้องมีการศึกษาวิจัยในระยะต่อไป

ผลแล็บจากมหิดลสอดคล้องจุฬาฯ ชี้ประสิทธิภาพเทียบไฟเซอร์

ศ.นพ. เกียรติ กล่าวว่า ผลประสิทธิภาพของวัคซีน ยังถูกนำไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการแห่งอื่น เพื่อให้ “มั่นใจว่างานนี้ไม่ได้ลำเอียงใด ๆ ในเชิงวิชาการ”

หนึ่งในนั้น คือ ห้องปฏิบัติการไวรัสวิทยาของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่นำโดย รศ.พญ.อรุณี ธิติธัญญานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาระดับโมเลกุล ได้มีการตรวจเชื้อไวรัสที่เพาะเลี้ยงจริง ๆ แต่ละสายพันธุ์ เพื่อดูว่าภูมิคุ้มกันในเลือดสามารถจะยับยั้งไม่ให้ไวรัสเข้าเซลล์ในหลอดทดลองที่ทำการศึกษาหรือไม่

“เปรียบเทียบเข็ม 1 กับเข็ม 2 ระหว่างจุฬาคอฟ19 กับ ไฟเซอร์ จะเห็นว่า 3 อาทิตย์ หลังฉีดเข็ม 1 ภูมิก็ใกล้เคียงกัน หลังฉีดเข็ม 2 ก็ใกล้เคียงกัน เพราะขนาดตัวอย่างไม่เยอะ ก็คืออยู่ที่ 4,500 ไตเตอร์ สำหรับจุฬาคอฟ และ 1,700 สำหรับไฟเซอร์”

สำหรับไตเตอร์ นั้นหมายถึง ค่าของภูมิในน้ำเหลืองที่มีแอนติบอดี จากสไลด์ประกอบการบรรยาย ชี้ให้เห็นว่า หลังจากฉีดวัคซีนเข็ม 2 เป็นเวลา 7 วัน จุฬาคอฟ19 มีผลภูมิขึ้น 4,514 ไตเตอร์ ส่วนไฟเซอร์อยู่ที่ 1,742 ไตเตอร์

ยับยั้งไวรัสกลายพันธุ์ได้

ส่วนประสิทธิภาพในการยับยั้งข้ามสายพันธุ์ วัคซีนจุฬาคอฟ19 ได้รับการทดสอบโดยห้องปฏิบัติการของ สวทช. ซึ่งทำการตรวจโดยเทคนิค “สูโดไวรัส” (Pseudovirus neutraling Antibody)

การทดสอบนี้ได้ใช้เกณฑ์เทียบของอ็อกซ์ฟอร์ด วัคซีน กรุ๊ป ซึ่งระบุไว้ว่าระดับประสิทธิภาพของวัคซีนที่น่าจะป้องกันอาการของโรคได้ 80% จะต้องมีค่าภูมิในน้ำเหลืองเกิน 185 ไตเตอร์ นั่นหมายความว่ายิ่งค่าไตเตอร์สูง ภูมิจะยิ่งสูง

จากผลวัดระดับไตเตอร์ วัคซีนจุฬาคอฟ19 มีระดับภูมิ เมื่อทดสอบกับไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิม 1,285 ไตเตอร์ สายพันธุ์เดลตา 977 ไตเตอร์ สายพันธุ์อัลฟา 964 ไตเตอร์ ขณะที่สายพันธ์ที่ค่าภูมิในน้ำเหลืองต่ำ ได้แก่ เบตา และแกมมา

“เชื้อดั้งเดิม ตัวเลขไตเตอร์อยู่ที่ 1,285 อัลฟาลดลงมาเล็กน้อย เบตา ลดลงไปเยอะ ส่วนเดลตาอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างดี” ศ.นพ.เกียรติ กล่าว

นอกจากนี้ ยังสามารถกระตุ้นภูมิกันชนิด ที-เซลล์ ซึ่งจะช่วยขจัดและควบคุมเชื้อที่อยู่ในเซลล์ของคนที่ติดเชื้อได้

ลุ้นขึ้นทะเบียนเป็นวัคซีนในภาวะฉุกเฉิน เม.ย. ปีหน้า

การทดสอบระยะที่ 2 (ของวัคซีนรุ่นที่ 1) ในมนุษย์จะเริ่มฉีด ปลายเดือน ส.ค. นี้ ส่วนการทดสอบระยะแรก ภายในสัปดาห์นี้คณะกรรมการความปลอดภัย จะสรุปคำแนะนำในการเลือกปริมาณโดสที่ปลอดภัย

สำหรับการขึ้นทะเบียนเป็นวัคซีนเพื่อใช้ในภาวะฉุกเฉิน ศ.นพ.เกียรติ บอกว่า ต้องมีกติกาออกมาชัดเจนภายในเดือนหน้า จากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ว่าการขึ้นทะเบียนะต้องทำวิจัยในระยะสอง B หรือระยะสามอย่างไร ซึ่งจะเป็นเกณฑ์สำหรับวัคซีนไทยที่กำลังพัฒนาอยู่ทั้งหมด 4 ทีม ในขณะนี้

สำหรับสายพานการผลิตวัคซนจุฬาคอฟ19 ศ.นพ.เกียรติกล่าวว่า พันธมิตยุทธศาสตร์ฝ่ายผลิตคือ บริษัทไบโอเนทเอเชีย บริษํทไทย ฝรั่งเศส ซึ่งมีคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นหลัก ซึ่งผลิตวัคซีนมากว่า 10 ปี เชี่ยวชาญทั้ง mRNA วัคซีน และโปรตีนวัคซีน

“ไม่ใช่โรงงานใหม่นะครับ เป็นโรงงานที่คิดค้นพัฒนาวัคซีนอยู่แล้วมา 10 กว่าปี เก่งทั้งโปรตีนวัคซีน ดีเอ็นเอวัคซีน ตอนนี้ก็มารับเทคโนโลยี mRNA วัคซีน”

ในเดือน ต.ค. นี้ จะมีวัคซีนผลิตในคนไทย 100% ตั้งแต่ตัวเนื้อวัคซีน ตัวเคลือบ และบรรจุ และพร้อมทดสอบในระยะถัดไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ วัคซีนจุฬาฯ: ผลทดสอบ วัคซีนจุฬาคอฟ19 ในอาสาสมัครระยะที่ 1 พบกระตุ้นภูมิคุ้มกันชนิดแอนติบอดีสูงเทียบไฟเซอร์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง